ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
คู่แข่งอินโดนีเซีย · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพาราไทย–อินโดนีเซีย

ประเทศไทย

แข่งขัน

อินโดนีเซีย

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ใช้สกุลเงินรูเปียห์ และเป็นสมาชิกอาเซียน โครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการผลิตและส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นด้านหลัก ทั้งพลังงาน แร่ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ในห่วงโซ่อุปทานยางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซียอยู่ในฐานะประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่ง มิใช่ประเทศผู้ซื้อ จึงมีสถานะเป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยในตลาดปลายทางมากกว่าจะเป็นตลาดรับซื้อ ผลผลิตส่วนใหญ่มาจากสวนยางของเกษตรกรรายย่อยบนเกาะสุมาตราและเกาะกาลิมันตัน ขณะที่อุปสงค์ยางภายในประเทศผูกอยู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งกระจุกตัวบนเกาะชวา และแปรผันตามกำลังซื้อของตลาดภายใน การใช้รถจักรยานยนต์ที่แพร่หลาย และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม

อุตสาหกรรมกลางน้ำของอินโดนีเซียมีลักษณะเด่นคือโรงงานแปรรูปยางแท่งที่รับซื้อยางก้อนถ้วยจากเกษตรกรรายย่อยเป็นวัตถุดิบหลัก ผลผลิตจึงเป็นยางแท่งตามมาตรฐานยางแท่งของอินโดนีเซียเป็นสัดส่วนสูงสุด ขณะที่ยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้นมีบทบาทจำกัดกว่ามาก อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางภายในประเทศ ได้แก่ ยางล้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยางในยานยนต์ สายพานลำเลียงสำหรับกิจการเหมืองแร่และปาล์มน้ำมัน และรองเท้า โรงงานยางล้อจัดซื้อโดยอิงคุณสมบัติทางเทคนิคของยางแท่ง เช่น ปริมาณสิ่งสกปรก ค่าความอ่อนตัว และความสม่ำเสมอของแต่ละล็อต ภายใต้สัญญาส่งมอบต่อเนื่องมากกว่าการซื้อขายรายเที่ยว ส่วนกลุ่มที่ต้องใช้น้ำยางข้นและยางแผ่นรมควัน เช่น ถุงมือยาง ด้ายยางยืด และผลิตภัณฑ์จุ่ม เป็นกลุ่มที่อาศัยการนำเข้าเสริมเป็นการเฉพาะทาง

อินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 2 เมื่อวัดด้วยมูลค่า จาก 27 ประเทศที่คลังข้อมูลบันทึกไว้ในปี 2567 แต่อยู่อันดับที่ 3 เมื่อวัดด้วยปริมาณ ช่องว่างระหว่างสองอันดับนี้คือราคาต่อหน่วยที่สูงกว่าประเทศที่อยู่ใกล้กัน ด้วยมูลค่า 3,157.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 1,690,688 ตัน คิดเป็น 61.4% ของมูลค่าที่ไทยส่งออกในปีเดียวกัน โครงสร้างสินค้าของประเทศนี้ผสมกันระหว่างวัตถุดิบ 50.7% กับยางล้อและผลิตภัณฑ์ 49.3% จึงแข่งกับไทยทั้งต้นน้ำและปลายน้ำในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

ข้อควรระวังประการแรกคือ อินโดนีเซียเป็นประเทศผู้ผลิต มิใช่ตลาดผู้ซื้อ ยอดนำเข้าจากไทยจึงมีฐานเล็กและผันผวนสูง การตีความการเปลี่ยนแปลงเชิงสัดส่วนโดยไม่ดูปริมาณจริงย่อมให้ภาพคลาดเคลื่อน ทั้งการนำเข้าบางส่วนเป็นยางชนิดที่ผลิตได้น้อยในประเทศ มิใช่สัญญาณว่าอุปสงค์ขยายตัว ประการต่อมาคือปัจจัยด้านอุปทาน ทั้งโรคใบร่วงในสวนยาง ต้นยางอายุมาก การปลูกทดแทนที่ต่ำ และแรงจูงใจของเกษตรกรรายย่อยที่จะเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันเมื่อราคายางไม่จูงใจ ล้วนกระทบปริมาณที่จะออกสู่ตลาดโลกและระดับราคาที่ไทยได้รับ ประการสุดท้าย แม้มิได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ยางที่ส่งไปวางจำหน่ายในตลาดดังกล่าวต้องอยู่ใต้ระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งบังคับให้พิสูจน์แหล่งที่มาและพิกัดแปลงปลูก เกณฑ์การแข่งขันจึงขยับจากราคาไปสู่ความสามารถตรวจสอบย้อนกลับ อันเป็นโจทย์ร่วมของประเทศที่มีฐานผลิตจากรายย่อย

ย่อหน้าบทบาทในตลาดโลกคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าอื่นเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2) ขนาดและแนวโน้มการส่งออกยางธรรมชาติ

ทุกตัวเลขในหัวข้อนี้นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001

มูลค่าส่งออก ปี 2567

3,157.86ล้าน$

ปริมาณ

1,690,688ตัน

ราคาเฉลี่ยต่อตัน

1,868$

มูลค่าส่งออก (ล้าน$)

ระหว่างปี 2558 ถึง 2567 มูลค่าส่งออกยางธรรมชาติของอินโดนีเซียลดลง 29.60% ขณะที่ปริมาณลดลง 39.92% และราคาต่อตันเพิ่มขึ้น 17.19% ทั้งมูลค่าและปริมาณลดลงพร้อมกัน สะท้อนว่าฐานการผลิตของประเทศนี้หดตัวจริง มิใช่เพียงราคาที่ตกลง ซึ่งหมายความว่าอุปทานส่วนนี้ออกจากตลาดโลกไปและเป็นผลบวกต่อราคาที่ไทยได้รับ

ปี (พ.ศ.)มูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)ราคาต่อตัน ($)
25584,485.562,813,8441,594
25593,896.682,726,0161,429
25605,812.983,137,5421,853
25614,700.242,996,3651,569
25624,091.852,658,4281,539
25633,421.202,348,5531,457
25644,346.062,366,1141,837
25654,373.462,176,6692,009
25662,933.951,833,0091,601
25673,157.861,690,6881,868

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3) เทียบกับไทยโดยตรง

นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001 — คนละขอบเขตกับตารางหมวด 40 ในหัวข้อ 5

ประเทศมูลค่าส่งออก (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)ราคาต่อตัน ($)
ประเทศไทย5,139.982,782,7441,847
อินโดนีเซีย3,157.861,690,6881,868
ส่วนต่าง61.4% ของไทย60.8% ของไทย+1.1%

ในปี 2567 อินโดนีเซียขายยางธรรมชาติได้เฉลี่ยตันละ 1,868 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับไทยที่ตันละ 1,847 ดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือแพงกว่าไทย 1.1% การที่ประเทศนี้ขายได้ราคาสูงกว่าไทยเป็นข้อมูลที่ต้องอ่านด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจมิได้แปลว่าคุณภาพดีกว่า แต่สะท้อนส่วนผสมของชนิดสินค้าที่ต่างกัน เช่น สัดส่วนน้ำยางข้นซึ่งมีราคาต่อหน่วยสูงกว่ายางแท่ง จึงควรเทียบเป็นรายชนิดก่อนสรุปเรื่องคุณภาพ ในด้านขนาด มูลค่าส่งออกของประเทศนี้คิดเป็น 61.4% ของไทย ซึ่งใหญ่พอที่การเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือผลผลิตของประเทศนี้จะขยับราคาตลาดโลกได้

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4) ตลาดปลายทางและการทับซ้อนกับไทย

ปลายทางมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วนราคา ($/ตัน)ไทยขายในตลาดนี้ (ล้าน$)ราคาเทียบไทย
สหรัฐอเมริกา749.6923.74%1,991571.708.1%
ญี่ปุ่น628.8619.91%1,732505.2516.8%
จีน298.749.46%1,7921,461.58+10.3%
อินเดีย209.576.64%1,888218.605.3%
เกาหลีใต้151.394.79%1,788213.63+1.1%
แคนาดา110.303.49%1,61553.77
ลักเซมเบิร์ก96.203.05%2,2426.80
เม็กซิโก89.572.84%1,97224.18
ตุรกี83.142.63%1,880149.90+5.5%
บราซิล66.152.09%1,914119.256.7%
เบลเยียม60.651.92%2,13110.34
เยอรมนี51.201.62%1,66370.23

แถวที่เน้นคือตลาดที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย · ช่อง "ไทยขายในตลาดนี้" อ่านจากตารางปลายทางของไทยเองซึ่งเก็บไว้สี่สิบแห่ง ครอบคลุมราวร้อยละเก้าสิบเก้าของมูลค่าส่งออกจริงของไทย · ส่วนช่อง "ราคาเทียบไทย" ต้องใช้ปริมาณจึงคำนวณได้เฉพาะสิบสองตลาดใหญ่ที่สุดของไทย ช่องที่แสดง — ในคอลัมน์นี้จึงหมายถึงยังไม่มีข้อมูลปริมาณของไทยในตลาดนั้น มิใช่ไทยไม่ได้ขาย

ปลายทางที่อินโดนีเซียส่งยางธรรมชาติไปมากที่สุดในปี 2567 คือสหรัฐอเมริกา มูลค่า 749.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 23.74% ของยอดส่งออกทั้งหมด ในบรรดาปลายทางที่ปรากฏในตาราง มี 12 แห่งที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย คิดเป็นมูลค่า 2,595.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 82.2% ของยอดส่งออกของประเทศนี้ สัดส่วนระดับนี้หมายความว่าทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวด้านราคาหรือปริมาณของประเทศนี้จึงส่งผลถึงคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง มิใช่การแข่งขันที่อยู่คนละตลาด ในตลาดที่ทับซ้อนกันและมีน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งในร้อยของยอดส่งออกขึ้นไป ประเทศนี้ขายได้ราคาต่ำกว่าไทยใน 4 แห่ง โดยตลาดที่ส่วนต่างกว้างที่สุดคือญี่ปุ่น ต่ำกว่าไทย 16.8% ซึ่งเป็นจุดที่ไทยเสี่ยงถูกแทนที่มากที่สุดหากผู้ซื้อในตลาดนั้นให้น้ำหนักกับต้นทุน

เมื่อเทียบกับปี 2558 ปลายทางที่อินโดนีเซียหดน้อยที่สุดคือญี่ปุ่น จาก 640.95 เป็น 628.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (−1.9%) ส่วนปลายทางที่หดมากที่สุดคือเยอรมนี จาก 162.88 เป็น 51.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (−68.6%) ปลายทางหลักหดตัวทั้งสองด้าน สะท้อนว่าการลดลงเป็นเรื่องอุปสงค์โดยรวมของประเทศนี้ มิใช่การเสียลูกค้าเฉพาะราย

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรก ครอบคลุม 82.2% ของมูลค่าส่งออกจริง

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) แข่งกับไทยที่ชั้นไหนของห่วงโซ่

กลุ่มสินค้า (ทั้งหมวด 40)อินโดนีเซีย (ล้าน$)สัดส่วนไทย (ล้าน$)สัดส่วน
วัตถุดิบยางธรรมชาติ3,225.7650.7%5,513.3327.4%
ยางล้อ1,904.0729.9%7,995.6539.8%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น1,236.3019.4%6,579.9132.8%

เมื่อวางโครงสร้างสินค้าส่งออกทั้งหมวด 40 ของสองประเทศเทียบกันในปี 2567 อินโดนีเซียมีวัตถุดิบ 50.7% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 49.3% ส่วนไทยมีวัตถุดิบ 27.4% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 72.6% ไทยยังมีสัดส่วนสินค้าปลายน้ำสูงกว่าประเทศนี้ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ทำให้มูลค่าส่งออกของไทยไม่ผูกกับราคายางดิบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบนี้จะแคบลงหากประเทศนี้ดึงการลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปเข้าไปได้ต่อเนื่อง จึงเป็นตัวชี้วัดที่ควรติดตามเป็นรายปี

5.1 โครงสร้างเปลี่ยนไปหรือไม่ ปี 2563–2567

วัตถุดิบ (%)ยางล้อและผลิตภัณฑ์ (%)

สัดส่วนสินค้าปลายน้ำของอินโดนีเซียเคลื่อนจาก 44.9% ในปี 2563 เป็น 49.3% ในปี 2567 คือแทบไม่เปลี่ยน (+4.4 จุด) แปลว่าชั้นที่ประเทศนี้แข่งกับไทยยังคงเดิม ข้อสรุปในหัวข้อนี้จึงใช้ได้ต่อไปอีกระยะ และการเฝ้าระวังควรเน้นที่ปริมาณและราคามากกว่าโครงสร้าง

5.2 พิกัดที่อินโดนีเซียส่งออกมากที่สุด

พิกัดรหัสมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
ยางธรรมชาติ40013,157.8649.6%
ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)40111,881.8929.6%
ยางสังเคราะห์4002501.067.9%
เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง4015362.585.7%
ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์4016170.422.7%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 2 เมื่อวัดด้วยมูลค่า (อันดับที่ 3 ด้วยปริมาณ)

มูลค่า 3,157.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 1,690,688 ตัน ในปี 2567 คิดเป็น 61.4% ของขนาดไทย

2

สิบปี มูลค่าหด 29.60% ปริมาณหด 39.92%

การแยกสองด้านนี้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงมาจากด้านปริมาณ คือกำลังผลิตจริงเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปคนละแบบต่อผลกระทบที่มีต่อไทย

3

ราคาต่อตัน 1,868 ดอลลาร์สหรัฐ แพงกว่าไทย 1.1%

ส่วนต่างในระดับนี้อธิบายได้ด้วยเกรดและเงื่อนไขการส่งมอบ ทั้งสองประเทศจึงแข่งในกลุ่มลูกค้าที่ใกล้เคียงกัน

4

ตลาดทับซ้อนกับไทย 12 แห่ง คิดเป็น 82.2% ของยอดส่งออก

ทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวของประเทศนี้จึงกระทบคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง

5

โครงสร้างส่งออก วัตถุดิบ 50.7% ปลายน้ำ 49.3%

มิได้เป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ แต่ขึ้นมาแข่งที่ชั้นผลิตภัณฑ์ด้วย ซึ่งเป็นภัยคุกคามคนละระดับกับคู่แข่งวัตถุดิบ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — คู่แข่งรายนี้มิได้อยู่ชั้นวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่มีฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ยางของตนเองแล้ว การประเมินว่าเป็นเพียงผู้ขายยางดิบจะทำให้มาตรการที่ออกมาไม่ตรงจุด สิ่งที่ควรทำคือติดตามการลงทุนตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์ยางในประเทศนี้เป็นรายปี และรักษาความได้เปรียบของไทยด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และมาตรฐานที่ตลาดปลายทางยอมรับ

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — คู่แข่งรายนี้ขายได้ราคาสูงกว่าไทย 1.1% ซึ่งควรตรวจสอบว่าเกิดจากส่วนผสมของชนิดสินค้าที่ต่างกัน หรือเกิดจากการที่ประเทศนั้นเข้าถึงลูกค้ากลุ่มที่ยอมจ่ายสูงกว่าได้ก่อน สิ่งที่ควรทำคือเฝ้าระวังเป็นรายตลาด โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดทับซ้อนที่ส่วนต่างราคากว้างที่สุด และรักษาลูกค้าด้วยความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้และคู่แข่งลอกเลียนได้ยากกว่าราคา

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ได้แก่ ปริมาณเนื้อยางที่อินโดนีเซียส่งออกรายปี ซึ่งบอกว่ากำลังผลิตขยายจริงหรือไม่ · ส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างประเทศนี้กับไทย ซึ่งบอกว่ายังแข่งคนละเกรดอยู่หรือกำลังขยับเข้ามาเกรดเดียวกัน · และสัดส่วนสินค้าปลายน้ำในมูลค่าส่งออกของประเทศนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด เพราะการขยับจากผู้ขายวัตถุดิบเป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์ใช้เวลาหลายปี และเมื่อเห็นสัญญาณแล้วมักสายเกินกว่าจะตอบสนองได้ทัน

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

ตัวเลขทั้งเล่มมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน ถึงปี 2567 — แหล่งเดียวทั้งเล่ม จึงเทียบข้ามประเทศได้ตรงหน่วย · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรกต่อประเทศต่อปี ครอบคลุม 82.2% ของมูลค่าส่งออกจริงของอินโดนีเซีย · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้