
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพาราไทย–อินโดนีเซีย
ประเทศไทย
อินโดนีเซีย


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
อินโดนีเซีย

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ใช้สกุลเงินรูเปียห์ และเป็นสมาชิกอาเซียน โครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการผลิตและส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นด้านหลัก ทั้งพลังงาน แร่ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ในห่วงโซ่อุปทานยางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซียอยู่ในฐานะประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่ง มิใช่ประเทศผู้ซื้อ จึงมีสถานะเป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยในตลาดปลายทางมากกว่าจะเป็นตลาดรับซื้อ ผลผลิตส่วนใหญ่มาจากสวนยางของเกษตรกรรายย่อยบนเกาะสุมาตราและเกาะกาลิมันตัน ขณะที่อุปสงค์ยางภายในประเทศผูกอยู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งกระจุกตัวบนเกาะชวา และแปรผันตามกำลังซื้อของตลาดภายใน การใช้รถจักรยานยนต์ที่แพร่หลาย และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม
อุตสาหกรรมกลางน้ำของอินโดนีเซียมีลักษณะเด่นคือโรงงานแปรรูปยางแท่งที่รับซื้อยางก้อนถ้วยจากเกษตรกรรายย่อยเป็นวัตถุดิบหลัก ผลผลิตจึงเป็นยางแท่งตามมาตรฐานยางแท่งของอินโดนีเซียเป็นสัดส่วนสูงสุด ขณะที่ยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้นมีบทบาทจำกัดกว่ามาก อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางภายในประเทศ ได้แก่ ยางล้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยางในยานยนต์ สายพานลำเลียงสำหรับกิจการเหมืองแร่และปาล์มน้ำมัน และรองเท้า โรงงานยางล้อจัดซื้อโดยอิงคุณสมบัติทางเทคนิคของยางแท่ง เช่น ปริมาณสิ่งสกปรก ค่าความอ่อนตัว และความสม่ำเสมอของแต่ละล็อต ภายใต้สัญญาส่งมอบต่อเนื่องมากกว่าการซื้อขายรายเที่ยว ส่วนกลุ่มที่ต้องใช้น้ำยางข้นและยางแผ่นรมควัน เช่น ถุงมือยาง ด้ายยางยืด และผลิตภัณฑ์จุ่ม เป็นกลุ่มที่อาศัยการนำเข้าเสริมเป็นการเฉพาะทาง
อินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 2 เมื่อวัดด้วยมูลค่า จาก 27 ประเทศที่คลังข้อมูลบันทึกไว้ในปี 2567 แต่อยู่อันดับที่ 3 เมื่อวัดด้วยปริมาณ ช่องว่างระหว่างสองอันดับนี้คือราคาต่อหน่วยที่สูงกว่าประเทศที่อยู่ใกล้กัน ด้วยมูลค่า 3,157.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 1,690,688 ตัน คิดเป็น 61.4% ของมูลค่าที่ไทยส่งออกในปีเดียวกัน โครงสร้างสินค้าของประเทศนี้ผสมกันระหว่างวัตถุดิบ 50.7% กับยางล้อและผลิตภัณฑ์ 49.3% จึงแข่งกับไทยทั้งต้นน้ำและปลายน้ำในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
ข้อควรระวังประการแรกคือ อินโดนีเซียเป็นประเทศผู้ผลิต มิใช่ตลาดผู้ซื้อ ยอดนำเข้าจากไทยจึงมีฐานเล็กและผันผวนสูง การตีความการเปลี่ยนแปลงเชิงสัดส่วนโดยไม่ดูปริมาณจริงย่อมให้ภาพคลาดเคลื่อน ทั้งการนำเข้าบางส่วนเป็นยางชนิดที่ผลิตได้น้อยในประเทศ มิใช่สัญญาณว่าอุปสงค์ขยายตัว ประการต่อมาคือปัจจัยด้านอุปทาน ทั้งโรคใบร่วงในสวนยาง ต้นยางอายุมาก การปลูกทดแทนที่ต่ำ และแรงจูงใจของเกษตรกรรายย่อยที่จะเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันเมื่อราคายางไม่จูงใจ ล้วนกระทบปริมาณที่จะออกสู่ตลาดโลกและระดับราคาที่ไทยได้รับ ประการสุดท้าย แม้มิได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ยางที่ส่งไปวางจำหน่ายในตลาดดังกล่าวต้องอยู่ใต้ระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งบังคับให้พิสูจน์แหล่งที่มาและพิกัดแปลงปลูก เกณฑ์การแข่งขันจึงขยับจากราคาไปสู่ความสามารถตรวจสอบย้อนกลับ อันเป็นโจทย์ร่วมของประเทศที่มีฐานผลิตจากรายย่อย
ย่อหน้าบทบาทในตลาดโลกคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าอื่นเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ทุกตัวเลขในหัวข้อนี้นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001
มูลค่าส่งออก ปี 2567
3,157.86ล้าน$
ปริมาณ
1,690,688ตัน
ราคาเฉลี่ยต่อตัน
1,868$
มูลค่าส่งออก (ล้าน$)
ระหว่างปี 2558 ถึง 2567 มูลค่าส่งออกยางธรรมชาติของอินโดนีเซียลดลง 29.60% ขณะที่ปริมาณลดลง 39.92% และราคาต่อตันเพิ่มขึ้น 17.19% ทั้งมูลค่าและปริมาณลดลงพร้อมกัน สะท้อนว่าฐานการผลิตของประเทศนี้หดตัวจริง มิใช่เพียงราคาที่ตกลง ซึ่งหมายความว่าอุปทานส่วนนี้ออกจากตลาดโลกไปและเป็นผลบวกต่อราคาที่ไทยได้รับ
| ปี (พ.ศ.) | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | ราคาต่อตัน ($) |
|---|---|---|---|
| 2558 | 4,485.56 | 2,813,844 | 1,594 |
| 2559 | 3,896.68 | 2,726,016 | 1,429 |
| 2560 | 5,812.98 | 3,137,542 | 1,853 |
| 2561 | 4,700.24 | 2,996,365 | 1,569 |
| 2562 | 4,091.85 | 2,658,428 | 1,539 |
| 2563 | 3,421.20 | 2,348,553 | 1,457 |
| 2564 | 4,346.06 | 2,366,114 | 1,837 |
| 2565 | 4,373.46 | 2,176,669 | 2,009 |
| 2566 | 2,933.95 | 1,833,009 | 1,601 |
| 2567 | 3,157.86 | 1,690,688 | 1,868 |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001 — คนละขอบเขตกับตารางหมวด 40 ในหัวข้อ 5
| ประเทศ | มูลค่าส่งออก (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | ราคาต่อตัน ($) |
|---|---|---|---|
| ประเทศไทย | 5,139.98 | 2,782,744 | 1,847 |
| อินโดนีเซีย | 3,157.86 | 1,690,688 | 1,868 |
| ส่วนต่าง | 61.4% ของไทย | 60.8% ของไทย | +1.1% |
ในปี 2567 อินโดนีเซียขายยางธรรมชาติได้เฉลี่ยตันละ 1,868 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับไทยที่ตันละ 1,847 ดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือแพงกว่าไทย 1.1% การที่ประเทศนี้ขายได้ราคาสูงกว่าไทยเป็นข้อมูลที่ต้องอ่านด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจมิได้แปลว่าคุณภาพดีกว่า แต่สะท้อนส่วนผสมของชนิดสินค้าที่ต่างกัน เช่น สัดส่วนน้ำยางข้นซึ่งมีราคาต่อหน่วยสูงกว่ายางแท่ง จึงควรเทียบเป็นรายชนิดก่อนสรุปเรื่องคุณภาพ ในด้านขนาด มูลค่าส่งออกของประเทศนี้คิดเป็น 61.4% ของไทย ซึ่งใหญ่พอที่การเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือผลผลิตของประเทศนี้จะขยับราคาตลาดโลกได้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
| ปลายทาง | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน | ราคา ($/ตัน) | ไทยขายในตลาดนี้ (ล้าน$) | ราคาเทียบไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| สหรัฐอเมริกา | 749.69 | 23.74% | 1,991 | 571.70 | −8.1% |
| ญี่ปุ่น | 628.86 | 19.91% | 1,732 | 505.25 | −16.8% |
| จีน | 298.74 | 9.46% | 1,792 | 1,461.58 | +10.3% |
| อินเดีย | 209.57 | 6.64% | 1,888 | 218.60 | −5.3% |
| เกาหลีใต้ | 151.39 | 4.79% | 1,788 | 213.63 | +1.1% |
| แคนาดา | 110.30 | 3.49% | 1,615 | 53.77 | — |
| ลักเซมเบิร์ก | 96.20 | 3.05% | 2,242 | 6.80 | — |
| เม็กซิโก | 89.57 | 2.84% | 1,972 | 24.18 | — |
| ตุรกี | 83.14 | 2.63% | 1,880 | 149.90 | +5.5% |
| บราซิล | 66.15 | 2.09% | 1,914 | 119.25 | −6.7% |
| เบลเยียม | 60.65 | 1.92% | 2,131 | 10.34 | — |
| เยอรมนี | 51.20 | 1.62% | 1,663 | 70.23 | — |
แถวที่เน้นคือตลาดที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย · ช่อง "ไทยขายในตลาดนี้" อ่านจากตารางปลายทางของไทยเองซึ่งเก็บไว้สี่สิบแห่ง ครอบคลุมราวร้อยละเก้าสิบเก้าของมูลค่าส่งออกจริงของไทย · ส่วนช่อง "ราคาเทียบไทย" ต้องใช้ปริมาณจึงคำนวณได้เฉพาะสิบสองตลาดใหญ่ที่สุดของไทย ช่องที่แสดง — ในคอลัมน์นี้จึงหมายถึงยังไม่มีข้อมูลปริมาณของไทยในตลาดนั้น มิใช่ไทยไม่ได้ขาย
ปลายทางที่อินโดนีเซียส่งยางธรรมชาติไปมากที่สุดในปี 2567 คือสหรัฐอเมริกา มูลค่า 749.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 23.74% ของยอดส่งออกทั้งหมด ในบรรดาปลายทางที่ปรากฏในตาราง มี 12 แห่งที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย คิดเป็นมูลค่า 2,595.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 82.2% ของยอดส่งออกของประเทศนี้ สัดส่วนระดับนี้หมายความว่าทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวด้านราคาหรือปริมาณของประเทศนี้จึงส่งผลถึงคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง มิใช่การแข่งขันที่อยู่คนละตลาด ในตลาดที่ทับซ้อนกันและมีน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งในร้อยของยอดส่งออกขึ้นไป ประเทศนี้ขายได้ราคาต่ำกว่าไทยใน 4 แห่ง โดยตลาดที่ส่วนต่างกว้างที่สุดคือญี่ปุ่น ต่ำกว่าไทย 16.8% ซึ่งเป็นจุดที่ไทยเสี่ยงถูกแทนที่มากที่สุดหากผู้ซื้อในตลาดนั้นให้น้ำหนักกับต้นทุน
เมื่อเทียบกับปี 2558 ปลายทางที่อินโดนีเซียหดน้อยที่สุดคือญี่ปุ่น จาก 640.95 เป็น 628.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (−1.9%) ส่วนปลายทางที่หดมากที่สุดคือเยอรมนี จาก 162.88 เป็น 51.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (−68.6%) ปลายทางหลักหดตัวทั้งสองด้าน สะท้อนว่าการลดลงเป็นเรื่องอุปสงค์โดยรวมของประเทศนี้ มิใช่การเสียลูกค้าเฉพาะราย
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรก ครอบคลุม 82.2% ของมูลค่าส่งออกจริง
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
| กลุ่มสินค้า (ทั้งหมวด 40) | อินโดนีเซีย (ล้าน$) | สัดส่วน | ไทย (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| วัตถุดิบยางธรรมชาติ | 3,225.76 | 50.7% | 5,513.33 | 27.4% |
| ยางล้อ | 1,904.07 | 29.9% | 7,995.65 | 39.8% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น | 1,236.30 | 19.4% | 6,579.91 | 32.8% |
เมื่อวางโครงสร้างสินค้าส่งออกทั้งหมวด 40 ของสองประเทศเทียบกันในปี 2567 อินโดนีเซียมีวัตถุดิบ 50.7% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 49.3% ส่วนไทยมีวัตถุดิบ 27.4% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 72.6% ไทยยังมีสัดส่วนสินค้าปลายน้ำสูงกว่าประเทศนี้ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ทำให้มูลค่าส่งออกของไทยไม่ผูกกับราคายางดิบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบนี้จะแคบลงหากประเทศนี้ดึงการลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปเข้าไปได้ต่อเนื่อง จึงเป็นตัวชี้วัดที่ควรติดตามเป็นรายปี
วัตถุดิบ (%)ยางล้อและผลิตภัณฑ์ (%)
สัดส่วนสินค้าปลายน้ำของอินโดนีเซียเคลื่อนจาก 44.9% ในปี 2563 เป็น 49.3% ในปี 2567 คือแทบไม่เปลี่ยน (+4.4 จุด) แปลว่าชั้นที่ประเทศนี้แข่งกับไทยยังคงเดิม ข้อสรุปในหัวข้อนี้จึงใช้ได้ต่อไปอีกระยะ และการเฝ้าระวังควรเน้นที่ปริมาณและราคามากกว่าโครงสร้าง
| พิกัด | รหัส | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติ | 4001 | 3,157.86 | 49.6% |
| ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 4011 | 1,881.89 | 29.6% |
| ยางสังเคราะห์ | 4002 | 501.06 | 7.9% |
| เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 4015 | 362.58 | 5.7% |
| ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 4016 | 170.42 | 2.7% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 2 เมื่อวัดด้วยมูลค่า (อันดับที่ 3 ด้วยปริมาณ)
มูลค่า 3,157.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 1,690,688 ตัน ในปี 2567 คิดเป็น 61.4% ของขนาดไทย
สิบปี มูลค่าหด 29.60% ปริมาณหด 39.92%
การแยกสองด้านนี้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงมาจากด้านปริมาณ คือกำลังผลิตจริงเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปคนละแบบต่อผลกระทบที่มีต่อไทย
ราคาต่อตัน 1,868 ดอลลาร์สหรัฐ แพงกว่าไทย 1.1%
ส่วนต่างในระดับนี้อธิบายได้ด้วยเกรดและเงื่อนไขการส่งมอบ ทั้งสองประเทศจึงแข่งในกลุ่มลูกค้าที่ใกล้เคียงกัน
ตลาดทับซ้อนกับไทย 12 แห่ง คิดเป็น 82.2% ของยอดส่งออก
ทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวของประเทศนี้จึงกระทบคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง
โครงสร้างส่งออก วัตถุดิบ 50.7% ปลายน้ำ 49.3%
มิได้เป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ แต่ขึ้นมาแข่งที่ชั้นผลิตภัณฑ์ด้วย ซึ่งเป็นภัยคุกคามคนละระดับกับคู่แข่งวัตถุดิบ
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — คู่แข่งรายนี้มิได้อยู่ชั้นวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่มีฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ยางของตนเองแล้ว การประเมินว่าเป็นเพียงผู้ขายยางดิบจะทำให้มาตรการที่ออกมาไม่ตรงจุด สิ่งที่ควรทำคือติดตามการลงทุนตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์ยางในประเทศนี้เป็นรายปี และรักษาความได้เปรียบของไทยด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และมาตรฐานที่ตลาดปลายทางยอมรับ
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — คู่แข่งรายนี้ขายได้ราคาสูงกว่าไทย 1.1% ซึ่งควรตรวจสอบว่าเกิดจากส่วนผสมของชนิดสินค้าที่ต่างกัน หรือเกิดจากการที่ประเทศนั้นเข้าถึงลูกค้ากลุ่มที่ยอมจ่ายสูงกว่าได้ก่อน สิ่งที่ควรทำคือเฝ้าระวังเป็นรายตลาด โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดทับซ้อนที่ส่วนต่างราคากว้างที่สุด และรักษาลูกค้าด้วยความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้และคู่แข่งลอกเลียนได้ยากกว่าราคา
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ได้แก่ ปริมาณเนื้อยางที่อินโดนีเซียส่งออกรายปี ซึ่งบอกว่ากำลังผลิตขยายจริงหรือไม่ · ส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างประเทศนี้กับไทย ซึ่งบอกว่ายังแข่งคนละเกรดอยู่หรือกำลังขยับเข้ามาเกรดเดียวกัน · และสัดส่วนสินค้าปลายน้ำในมูลค่าส่งออกของประเทศนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด เพราะการขยับจากผู้ขายวัตถุดิบเป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์ใช้เวลาหลายปี และเมื่อเห็นสัญญาณแล้วมักสายเกินกว่าจะตอบสนองได้ทัน
ตัวเลขทั้งเล่มมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน ถึงปี 2567 — แหล่งเดียวทั้งเล่ม จึงเทียบข้ามประเทศได้ตรงหน่วย · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรกต่อประเทศต่อปี ครอบคลุม 82.2% ของมูลค่าส่งออกจริงของอินโดนีเซีย · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิได้อยู่ในคลังข้อมูล