ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ฉบับปี 2569 · ข้อมูลราคาถึงเดือนสิงหาคม 2569
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

รายงานสถานการณ์ยางพารารายปี

ประจำปี พ.ศ. 2569

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

1) ภาพรวมราคายางพาราของไทย ปี 2569

ราคาเฉลี่ย ม.ค. - ส.ค.

79.78บาท/กก.

+16.28%

สูงสุด เดือนมิถุนายน

93.65บาท/กก.

ต่ำสุด เดือนมกราคม

60.51บาท/กก.

ปี 2569 ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ของตลาดกลางยางพารา กยท. เฉลี่ย 79.78 บาท/กก. ในช่วง ม.ค. - ส.ค. เพิ่มขึ้น 16.28% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่เฉลี่ย 68.61 บาท/กก. ราคาสูงสุดของช่วงอยู่ที่ 93.65 บาท/กก. ในเดือนมิถุนายน และต่ำสุดที่ 60.51 บาท/กก. ในเดือนมกราคม ห่างกัน 33.14 บาท/กก. หรือ 41.5% ของค่าเฉลี่ยช่วง ม.ค. - ส.ค. ช่วงกว้างระดับนี้แปลว่าราคาปีนี้มิได้เคลื่อนไปทางเดียวตลอด แต่เปลี่ยนทิศระหว่างปี ค่าเฉลี่ยจึงเป็นตัวแทนของรายได้รวมทั้งปี มิใช่ตัวแทนของราคาที่เกษตรกรพบในเดือนใดเดือนหนึ่ง การนำค่าเฉลี่ยไปตั้งราคาอ้างอิงรายเดือนจะคลาดเคลื่อนได้ทั้งสองทาง จุดต่ำสุดเกิดก่อนจุดสูงสุด ตลาดจึงฟื้นตัวในช่วงหลังของหน้าต่างข้อมูล ระดับราคาที่ส่งต่อไปยังช่วงถัดไปจึงสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่รายงานฉบับนี้พิมพ์ไว้ การตั้งสมมติฐานรายได้ด้วยค่าเฉลี่ยนี้จะต่ำเกินจริง

ตารางที่ 1 ราคาเฉลี่ยรายชนิดยางของตลาดกลางยางพารา กยท. ปี 2569 เทียบปี 2568

หน่วย : บาท/กก.

ชนิดยางเฉลี่ย ม.ค. - ส.ค. 2569เฉลี่ย ม.ค. - ส.ค. 2568%เปลี่ยนแปลงสูงสุด (เดือน)ต่ำสุด (เดือน)
ยางแผ่นรมควัน ชั้น 379.7868.61+16.28%93.65 (มิถุนายน)60.51 (มกราคม)
ยางแผ่นดิบ75.8966.31+14.45%88.43 (มิถุนายน)57.47 (มกราคม)
น้ำยางสด74.6259.91+24.55%84.17 (พฤษภาคม)56.92 (มกราคม)
ยางก้อนถ้วย63.6756.18+13.33%73.18 (มิถุนายน)52.53 (มกราคม)

ที่มา : ตลาดกลางยางพารา กยท. — ค่าเฉลี่ยรายเดือนจากคลังข้อมูล

หมายเหตุ: ฉบับนี้มีข้อมูลราคาถึงเดือนสิงหาคม 2569 ค่าเฉลี่ยทั้งสองปีจึงคิดจากช่วง ม.ค. - ส.ค. เท่ากันทั้งคู่ เพื่อให้เทียบกันได้จริง มิใช่เทียบครึ่งปีกับทั้งปี

เมื่อเทียบข้ามชนิดยาง น้ำยางสด เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีที่สุดที่ +24.55% ขณะที่ ยางก้อนถ้วย อยู่ปลายอีกด้านที่ +13.33% ห่างกัน 11.2 จุด น้ำยางสดขยับแรงกว่ายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ 8.3 จุด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแรงซื้อของปีนี้มาจากสายน้ำยางข้นและถุงมือยางมากกว่าสายยางล้อ ผลที่ตามมาคือสวนที่กรีดขายน้ำยางสดได้ประโยชน์จากปีนี้มากกว่าสวนที่ทำยางแผ่น และหากส่วนต่างนี้ยังอยู่ต่อ แรงจูงใจจะดึงผลผลิตออกจากสายยางแผ่นไปสู่สายน้ำยาง

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

2) ราคายางรายเดือน ปี 2569

ตารางที่ 2 ราคาเฉลี่ยรายเดือนของตลาดกลางยางพารา กยท. ปี 2569

หน่วย : บาท/กก.

เดือนยางแผ่นรมควัน ชั้น 3ยางแผ่นดิบน้ำยางสดยางก้อนถ้วย
มกราคม60.5157.4756.9252.53
กุมภาพันธ์65.7261.7763.9855.48
มีนาคม74.4470.0074.3159.46
เมษายน81.6177.1981.4562.72
พฤษภาคม87.7483.8084.1769.49
มิถุนายน93.6588.4383.6673.18
กรกฎาคม90.1786.2977.2667.98
สิงหาคม84.4382.1775.2368.53
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
เฉลี่ย ม.ค. - ส.ค.79.7875.8974.6263.67
เฉลี่ย ม.ค. - ส.ค. ปี 256868.6166.3159.9156.18
%เปลี่ยนแปลง+16.28%+14.45%+24.55%+13.33%

ที่มา : ตลาดกลางยางพารา กยท. — ค่าเฉลี่ยรายเดือนจากคลังข้อมูล

หมายเหตุ: ขีดยาว (—) คือเดือนที่คลังข้อมูลไม่มีค่าเฉลี่ยที่ใช้ได้ มิใช่ราคาศูนย์ · ฉบับนี้ปิดข้อมูลที่เดือนสิงหาคม 2569 เดือน ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. จึงยังไม่เกิดขึ้น ณ วันออกฉบับ

ตารางที่ 2 แสดงค่าเฉลี่ยรายเดือนของทุกชนิดยางที่ตลาดกลางยางพารา กยท. รายงานไว้ในปี 2569 เมื่อดูเฉพาะยางแผ่นรมควันชั้น 3 มี 5 เดือนที่ราคาอยู่เหนือค่าเฉลี่ยของช่วง และ 3 เดือนที่อยู่ต่ำกว่า ช่วง มกราคม–เมษายน เฉลี่ย 70.57 บาท/กก. ช่วง พฤษภาคม–สิงหาคม เฉลี่ย 89.00 บาท/กก. เพิ่มขึ้น 26.12% ช่วง พฤษภาคม–สิงหาคม แพงกว่าช่วง มกราคม–เมษายน อย่างมีนัย ผู้ที่ถือผลผลิตไว้ขายช่วงหลังจึงได้ราคาดีกว่า และงบประมาณรับซื้อที่ตั้งจากราคาช่วงต้นจะต่ำกว่าที่ต้องใช้จริง เดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของฉบับปิดที่ 84.43 บาท/กก. สูงกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงอยู่ 4.65 บาท/กก. ระดับที่ยกไปตั้งต้นช่วงถัดไปจึงสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่รายงานฉบับนี้พิมพ์ไว้

ส่วนต่างระหว่างยางแผ่นรมควันชั้น 3 กับยางก้อนถ้วยซึ่งเป็นสองปลายของบันไดราคาอยู่ที่ 16.11 บาท/กก. เทียบกับ 12.43 บาท/กก. ในช่วงเดียวกันปีก่อน เพิ่มขึ้น 3.68 บาท/กก. ส่วนต่างกว้างขึ้น แปลว่าราคาปลายทางที่โรงรมได้รับขยับขึ้นเร็วกว่าราคาที่หน้าสวนได้รับ ส่วนเพิ่มของปีนี้จึงตกอยู่ที่ขั้นแปรรูปมากกว่าขั้นผลิต ผลที่ตามมาคือแรงจูงใจให้เกษตรกรขายผ่านตลาดกลางแทนการขายยางก้อนถ้วยที่หน้าสวน และเป็นจังหวะที่มาตรการยกระดับคุณภาพยางแผ่นให้ผลตอบแทนสูงที่สุด

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

3) การผลิตและการใช้ยางธรรมชาติของโลก

ปี 2569 ผลผลิตยางธรรมชาติของโลกอยู่ที่ 15.310 ล้านตัน การใช้อยู่ที่ 15.411 ล้านตัน ผลิตน้อยกว่าใช้ 0.101 ล้านตัน เทียบกับ 0.330 ล้านตันในปีก่อน ช่องว่างแคบลง 0.229 ล้านตัน การเปลี่ยนแปลงของดุลปีนี้มาจากด้านการผลิตเป็นหลัก (ผลิตเพิ่มขึ้น 2.26% ขณะที่การใช้เพิ่มขึ้น 0.72%) ตลาดโลกยังอยู่ในภาวะผลิตไม่พอใช้ ซึ่งเป็นด้านที่หนุนราคา แต่ช่องว่างที่แคบลงแปลว่าแรงหนุนส่วนนี้อ่อนลงจากปีก่อน ราคาปีถัดไปจึงต้องพึ่งด้านความต้องการหรือด้านต้นทุนมากขึ้น มิใช่พึ่งภาวะขาดแคลนเหมือนเดิม

ตารางที่ 3 การผลิตและการใช้ยางธรรมชาติของโลก ปี พ.ศ. 2565 - 2569

หน่วย : ล้านตัน

ปี พ.ศ.การผลิต%เปลี่ยนแปลงการใช้%เปลี่ยนแปลงส่วนต่าง (ผลิต−ใช้)ผลผลิตของไทยสัดส่วนไทย (%)
256514.59815.027−0.4294.78632.79
256614.350−1.70%14.959−0.45%−0.6094.81033.52
256714.704+2.47%15.282+2.16%−0.5784.78932.57
256814.971+1.82%15.301+0.12%−0.3304.76531.83
2569*15.310+2.26%15.411+0.72%−0.1014.86731.79

ที่มา : ANRPC Monthly NR Statistical Report, June 2026

หมายเหตุ: *ปี 2569 เป็นค่าคาดการณ์ของรายงานต้นทาง · สัดส่วนไทยคิดจากผลผลิตของไทยหารด้วยผลผลิตโลกในปีเดียวกัน · คลังข้อมูลเก็บรายงาน ANRPC ฉบับล่าสุดเพียงฉบับเดียว ฉบับย้อนหลังจึงอ้างตัวเลขชุดเดียวกันนี้

ตารางที่ 4 ผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ปี พ.ศ. 2569*

หน่วย : ล้านตัน

ประเทศผลผลิตสัดส่วนของโลก (%)%เปลี่ยนจากปีก่อน
ไทย4.86731.79+2.14%
โกตดิวัวร์2.15114.05+8.00%
อินโดนีเซีย2.02513.23−0.78%
เวียดนาม1.2908.43−4.16%
จีน0.9556.24+2.91%
ผู้ผลิตอื่น ๆ รวมกัน4.02226.27+3.14%
รวมทุกประเทศทั่วโลก15.310100.00+2.26%

ที่มา : ANRPC Monthly NR Statistical Report, June 2026 · *ปี 2569 เป็นค่าคาดการณ์ของรายงานต้นทาง

ในภาพนี้ไทยผลิตได้ 4.867 ล้านตัน คิดเป็น 31.79% ของผลผลิตโลก เทียบกับ 31.83% ในปีก่อน ลดลง 0.04 จุด ทั้งที่ผลผลิตของไทยเองเพิ่มขึ้น 2.14% สัดส่วนที่ลดลงจึงมิได้มาจากไทยผลิตได้น้อยลง แต่มาจากผลผลิตโลกที่โตเร็วกว่า (2.26%) นั่นคือประเทศผู้ผลิตรายอื่นขยายกำลังผลิตได้เร็วกว่าไทย ส่วนแบ่งที่ลดลงแปลว่าน้ำหนักของไทยต่อราคาตลาดโลกน้อยลงตามไปด้วย การแข่งขันจะย้ายไปอยู่ที่คุณภาพและต้นทุนต่อหน่วยแทน ในตารางที่ 4 รายที่ขยายตัวเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ (+8.00% สัดส่วน 14.05% ของโลก) รายที่หดตัวมากที่สุดคือเวียดนาม (−4.16%) โดยโกตดิวัวร์ขยายตัวเร็วกว่าไทย (+2.14%) ส่วนแบ่งที่ไทยเสียไปจึงตกกับรายนี้เป็นหลัก

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

4) เนื้อที่ ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ของไทย

ปี 2569 รายงาน ANRPC คาดว่าไทยมีเนื้อที่ปลูกยางรวม 23.84 ล้านไร่ เป็นเนื้อที่กรีดได้ 22.41 ล้านไร่ และให้ผลผลิตยางแห้ง 4.867 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปีก่อน ผลผลิตเพิ่มขึ้น 2.14% โดยเนื้อที่กรีดได้เพิ่มขึ้น 0.24% และผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 1.40% ทั้งสองด้านไปทางเดียวกัน ผลผลิตที่เพิ่มจึงมาจากทั้งพื้นที่กรีดและประสิทธิภาพ โดยด้านผลผลิตต่อไร่เป็นตัวขับหลัก อุปทานที่เพิ่มแบบนี้ไม่หายไปเมื่อราคาลง เพราะต้นยางที่เปิดกรีดแล้วยังกรีดต่อ

ตารางที่ 5 เนื้อที่ ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2565 - 2569

รายการหน่วย25652566256725682569*%เปลี่ยนแปลง
เนื้อที่ปลูกยางรวมล้านไร่24.2324.1623.8123.8223.84+0.09%
เนื้อที่กรีดได้ล้านไร่22.0322.5222.3822.3622.41+0.24%
ผลผลิตยางแห้งล้านตัน4.7864.8104.7894.7654.867+2.14%
ผลผลิตต่อไร่ต่อปีกก./ไร่/ปี217214215217220+1.40%

ที่มา : ANRPC Monthly NR Statistical Report, June 2026

หมายเหตุ: *ปี 2569 เป็นค่าคาดการณ์ของรายงานต้นทาง · ตัวเลขทั้งตารางมาจากรายงาน ANRPC มิใช่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นิยามเนื้อที่ของสองแหล่งไม่ตรงกัน จึงเทียบข้ามแหล่งไม่ได้ · ต้นฉบับเป็นพันเฮกตาร์และกิโลกรัมต่อเฮกตาร์ แปลงด้วยอัตรา 6.25 ไร่ต่อเฮกตาร์

ตารางที่ 6 ผลผลิตต่อไร่ของประเทศผู้ผลิตหลัก ปี พ.ศ. 2569* เทียบปี พ.ศ. 2568

หน่วย : กก./ไร่/ปี

ประเทศ25692568%เปลี่ยนแปลงเทียบไทย (%)
เวียดนาม284295−3.90%+28.9
อินเดีย243243+0.00%+10.5
มาเลเซีย229228+0.35%+4.0
ไทย220217+1.40%
ศรีลังกา203203+0.00%−7.9
กัมพูชา200201−0.32%−9.0
จีน192192+0.00%−12.7
อินโดนีเซีย151151+0.00%−31.6

ที่มา : ANRPC Monthly NR Statistical Report, June 2026 · แสดง 8 ประเทศแรกจาก 10 ประเทศที่รายงานต้นทางมีค่าผลผลิตต่อไร่ และคงแถวไทยไว้เสมอ · *ปี 2569 เป็นค่าคาดการณ์ของรายงานต้นทาง แถวที่ %เปลี่ยนแปลงเป็น 0.00% คือแถวที่ต้นทางยกค่าปีก่อนมาใช้ มิใช่ค่าที่วัดได้ว่าไม่เปลี่ยน

ผลผลิตต่อไร่ปีล่าสุดอยู่ที่ 220 กก./ไร่/ปี เทียบกับค่าเฉลี่ยของห้าปีในตารางที่ 5 ซึ่งอยู่ที่ 217 กก./ไร่/ปี สูงกว่า 3 กก./ไร่/ปี สัดส่วนเนื้อที่กรีดได้ต่อเนื้อที่ปลูกรวมอยู่ที่ 94.0% ซึ่งสูงจนแทบไม่เหลือสวนที่ยังไม่เปิดกรีด ผลผลิตระยะสั้นจึงเพิ่มได้จากประสิทธิภาพต่อไร่เท่านั้น ค่าที่สูงกว่าเฉลี่ยของช่วงแปลว่าปีนี้ได้แรงหนุนจากสภาพการกรีดที่เอื้อ ซึ่งเป็นผลชั่วคราว การใช้เป็นฐานพยากรณ์ปีถัดไปจึงมีโอกาสสูงเกินจริง เมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตหลักในตารางที่ 6 ไทยอยู่อันดับที่ 4 จาก 10 ประเทศที่รายงานต้นทางมีค่า ตามหลังเวียดนามซึ่งได้ 284 กก./ไร่/ปี อยู่ 28.9% ช่องว่างนี้ไม่ใช่เรื่องราคา แต่เป็นต้นทุนต่อกิโลกรัม เพราะสวนที่ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าต้องเฉลี่ยค่าดูแลและค่าแรงกรีดลงบนผลผลิตที่น้อยกว่า เมื่อราคาตลาดโลกลดลง สวนของประเทศที่ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าจะอยู่ได้ก่อน การปิดช่องว่างนี้จึงเป็นมาตรการด้านความอยู่รอด

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

5) การส่งออกยางของไทยทั้งปี

5.1) การส่งออกแยกกลุ่มสินค้า

ช่วง ม.ค. - ก.ค. 2569† ไทยส่งออกยางธรรมชาติและยางแปรรูปมูลค่า 164,099.77 ล้านบาท ปริมาณ 2,382,299 ตันเนื้อยางแห้ง คิดเป็นราคาโดยนัย 68.88 บาท/กก. เทียบช่วงเดียวกันของปี 2568 มูลค่าลดลง 6.43% ปริมาณลดลง 1.03% และราคาต่อหน่วยลดลง 5.46% มูลค่าที่หายไปมาจากทั้งสองด้านพร้อมกัน โดยด้านราคาต่อหน่วยเป็นตัวขับหลัก การหดตัวพร้อมกันทั้งปริมาณและราคาแปลว่าเป็นการหดตัวของความต้องการจริง มิใช่เพียงการปรับฐานราคา

ตารางที่ 7 การส่งออกยางของไทยแยกกลุ่มสินค้า ม.ค. - ก.ค. 2569† เทียบ ม.ค. - ก.ค. 2568†

หน่วย : ล้านบาท · ตันเนื้อยางแห้ง

กลุ่มสินค้ามูลค่า ม.ค. - ก.ค. 2569†%YoY มูลค่าปริมาณ ม.ค. - ก.ค. 2569†%YoY ปริมาณบาท/กก.%YoY ราคาส่วนแบ่ง (%)
ยางแท่ง53,125.47−15.73%809,921−11.87%65.59−4.39%32.37
ยางผสม67,230.76+3.30%1,068,419+11.67%62.93−7.48%40.97
ยางแผ่นรมควัน17,141.11−6.70%225,509−0.77%76.01−5.97%10.45
ยางคอมปาวด์8,338.61+11.93%49,053+23.33%169.99−9.25%5.08
น้ำยางข้น17,309.71−15.72%214,543−13.85%80.68−2.17%10.55
ยางชนิดอื่น ๆ954.11+7.61%14,854−2.66%64.23+10.53%0.58
รวมทั้งหมด164,099.77−6.43%2,382,299−1.03%68.88−5.46%

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง คำนวณเป็นน้ำหนักเนื้อยางแห้ง 100%

หมายเหตุ: † คือช่วงที่นับไม่ครบสิบสองเดือน กำกับทั้งสองปี · ปี 2569 มีข้อมูลศุลกากรเพียง 7 เดือน (ม.ค. - ก.ค.) เพราะคลังข้อมูลมีถึงเดือนกรกฎาคม 2569 เท่านั้น · ตัวเลขปีก่อนในตารางนี้จึงตัดให้เหลือ ม.ค. - ก.ค. เท่ากัน เพื่อให้ %YoY เทียบช่วงเดียวกันจริง มิใช่เทียบครึ่งปีกับทั้งปี · ฉบับนี้ปิดข้อมูลราคาที่เดือนสิงหาคม 2569 · ยอดรวมปริมาณอาจต่างจากตารางที่ 8 ระดับเศษตัน เพราะคลังข้อมูลปัดน้ำหนักรายแถวไว้ทศนิยมเดียว

เมื่อดูส่วนผสมของสินค้าที่ส่งออก ยางผสม มีสัดส่วนมูลค่าสูงสุดที่ 40.97% กลุ่มที่ได้สัดส่วนเพิ่มมากที่สุดคือ ยางผสม (+3.86 จุด) และกลุ่มที่เสียสัดส่วนมากที่สุดคือ ยางแท่ง (−3.58 จุด) ข้อควรระวังของตัวเลขชุดนี้คือ ยางผสมอยู่ในพิกัด 4005 ขณะที่ยางแท่งและยางแผ่นรมควันอยู่ในพิกัด 4001 การที่น้ำหนักย้ายมาทางยางผสม 3.86 จุด จึงทำให้ยอด "ยางธรรมชาติพิกัด 4001" ที่รายงานฉบับอื่นใช้เป็นฐาน ลดลงเร็วกว่ายอดส่งออกยางรวมของตารางนี้ สองตัวเลขนี้ต่างกันโดยนิยาม มิใช่ต่างกันเพราะข้อมูลผิด ทั้งนี้สัดส่วนที่เพิ่มของ ยางผสม มาจากปริมาณที่เพิ่มขึ้น 11.67% เป็นหลัก

แผนภูมิที่ 1 มูลค่าส่งออกยางรายเดือน ปี 2569 เทียบปี 2568 (ล้านบาท)

ปี 2569ปี 2568

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

5.2) ตลาดปลายทางสิบอันดับ

ในช่วง ม.ค. - ก.ค. 2569† จีน เป็นปลายทางอันดับหนึ่งด้วยมูลค่า 94,704.47 ล้านบาท คิดเป็น 57.71% ของมูลค่าส่งออกยางทั้งหมด รองลงมาคือ ญี่ปุ่น ที่ 6.28% เมื่อดูว่ามูลค่ารวมที่เปลี่ยนไปมาจากไหน พบว่า จีน รายเดียวอธิบายการเปลี่ยนแปลงได้ 89.8% ทิศทางการส่งออกของทั้งปีจึงถูกกำหนดโดยตลาดเดียว การกระจายความเสี่ยงไปยังปลายทางอื่นจึงไม่ใช่เรื่องเชิงนโยบายระยะยาวเท่านั้น แต่เป็นเงื่อนไขของเสถียรภาพรายได้ในปีถัดไปโดยตรง ทั้งนี้การที่ปลายทางเดียวรับซื้อเกินครึ่งของมูลค่าทั้งหมด แปลว่านโยบายการค้าและภาวะเศรษฐกิจของประเทศเดียวส่งผ่านถึงราคาที่เกษตรกรไทยได้รับโดยตรง โดยไม่มีตลาดอื่นที่ใหญ่พอจะรองรับปริมาณส่วนนั้นในระยะสั้น

ตารางที่ 8 ตลาดปลายทางการส่งออกยางของไทย สิบอันดับแรก ม.ค. - ก.ค. 2569† เทียบ ม.ค. - ก.ค. 2568†

หน่วย : ล้านบาท · ตันเนื้อยางแห้ง

ตลาดปลายทางมูลค่า ม.ค. - ก.ค. 2569†%YoY มูลค่าปริมาณ ม.ค. - ก.ค. 2569†%YoY ปริมาณบาท/กก.%YoY ราคาส่วนแบ่ง (%)
จีน94,704.47−9.66%1,488,015−1.51%63.64−8.27%57.71
ญี่ปุ่น10,312.74−11.18%139,487−6.80%73.93−4.70%6.28
มาเลเซีย9,319.28+10.37%117,049+6.23%79.62+3.90%5.68
สหรัฐอเมริกา8,475.75−19.37%101,849−20.04%83.22+0.84%5.16
อินเดีย8,136.23+18.31%78,614+9.05%103.50+8.49%4.96
เวียดนาม4,657.13+42.82%68,726+40.40%67.76+1.71%2.84
เกาหลีใต้3,408.59+8.68%48,412+10.10%70.41−1.29%2.08
สเปน2,746.07−4.12%33,729+7.65%81.42−10.93%1.67
บราซิล2,324.45−28.50%32,189−24.86%72.21−4.84%1.42
ตุรกี2,132.30+14.34%29,468+13.61%72.36+0.64%1.30
ปลายทางอื่น ๆ ที่เหลือรวมกัน17,882.76−4.50%244,761+0.35%73.06−4.83%10.90
รวมทั้งหมด164,099.77−6.43%2,382,298−1.03%68.88−5.46%

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง คำนวณเป็นน้ำหนักเนื้อยางแห้ง 100%

หมายเหตุ: † คือช่วงที่นับไม่ครบสิบสองเดือน กำกับทั้งสองปี · ปี 2569 มีข้อมูลศุลกากรเพียง 7 เดือน (ม.ค. - ก.ค.) เพราะคลังข้อมูลมีถึงเดือนกรกฎาคม 2569 เท่านั้น · ตัวเลขปีก่อนในตารางนี้จึงตัดให้เหลือ ม.ค. - ก.ค. เท่ากัน เพื่อให้ %YoY เทียบช่วงเดียวกันจริง มิใช่เทียบครึ่งปีกับทั้งปี · ฉบับนี้ปิดข้อมูลราคาที่เดือนสิงหาคม 2569 · จัดอันดับด้วยมูลค่าของปี 2569 แถวปลายทางอื่น ๆ รวมที่เหลือทั้งหมด (ปีนี้ 59 ราย ปีก่อน 65 ราย)

ราคาต่อหน่วยโดยนัยเฉลี่ยทั้งหมดอยู่ที่ 68.88 บาท/กก. ในบรรดาสิบอันดับแรก อินเดีย จ่ายสูงสุดที่ 103.50 บาท/กก. และ จีน จ่ายต่ำสุดที่ 63.64 บาท/กก. ห่างกัน 39.86 บาท/กก. ช่องว่างนี้ไม่ใช่ราคาที่ต่างกันของสินค้าตัวเดียวกัน แต่สะท้อนว่าแต่ละปลายทางซื้อสินค้าคนละกลุ่ม ตลาดที่จ่ายสูงมักซื้อน้ำยางข้นและยางแผ่นคุณภาพ ส่วนตลาดที่จ่ายต่ำซื้อยางแท่งและยางผสมเป็นหลัก จึงต้องอ่านคู่กับส่วนผสมสินค้าในตารางที่ 7 เสมอ ตลาดอันดับหนึ่งอย่าง จีน จ่าย 63.64 บาท/กก. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวม แปลว่ายอดขายก้อนใหญ่ที่สุดของไทยกระจุกอยู่ในกลุ่มสินค้าราคาต่อกิโลกรัมต่ำ การเพิ่มรายได้จากตลาดนี้จึงต้องมาจากการเปลี่ยนส่วนผสมสินค้า มิใช่จากการเพิ่มปริมาณอย่างเดียว

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

6) คู่ค้าของไทย: มูลค่าที่เปลี่ยนไปมาจากราคาหรือปริมาณ

ช่วง ม.ค. - ก.ค. 2569† ไทยส่งออกยางไปยังปลายทางทุกแห่งรวม 164,100 ล้านบาท 2,382,298 ตันเนื้อยางแห้ง ราคาต่อหน่วยโดยนัย 68.88 บาท/กก. เทียบช่วงเดียวกันของปี 2568 มูลค่าลดลง 11,272 ล้านบาท หรือ 6.43% เมื่อแยกมูลค่าที่เปลี่ยนไปของทุกตลาดออกเป็นสองด้าน พบว่าด้านราคาต่อหน่วยอธิบายได้ 9,303 ล้านบาท และด้านปริมาณอธิบายได้ 1,969 ล้านบาท สองด้านไปทางเดียวกัน โดยด้านราคาต่อหน่วยมีน้ำหนักมากกว่า ยอดสุทธิจึงสะท้อนขนาดการเคลื่อนไหวจริงของตลาด เมื่อด้านราคาเป็นตัวขับหลักในทางลบ เงินที่หายไปมิได้มาจากการเสียคำสั่งซื้อ แต่มาจากระดับราคาที่ต่ำลงขณะที่ยังขายได้ปริมาณใกล้เคียงเดิม การหาตลาดใหม่จึงไม่ตรงกับสาเหตุ

ตารางที่ 9 ที่มาของมูลค่าที่เปลี่ยนไปรายตลาดปลายทาง สิบอันดับแรก ม.ค. - ก.ค. 2569† เทียบ ม.ค. - ก.ค. 2568†

หน่วย : ล้านบาท · ตันเนื้อยางแห้ง · บาท/กก.

ตลาดปลายทางมูลค่า ม.ค. - ก.ค. 2569†ส่วนแบ่ง (%)เนื้อยางแห้ง (ตัน)%YoY มูลค่าราคา 2569ราคา 2568ผลจากราคาผลจากปริมาณ
จีน94,70457.711,488,015−9.66%63.6469.38−8,535−1,586
ญี่ปุ่น10,3136.28139,487−11.18%73.9377.58−508−789
มาเลเซีย9,3195.68117,049+10.37%79.6276.63+350+526
สหรัฐอเมริกา8,4765.16101,849−19.37%83.2282.53+70−2,106
อินเดีย8,1364.9678,614+18.31%103.5095.40+636+623
เวียดนาม4,6572.8468,726+42.82%67.7666.62+79+1,318
เกาหลีใต้3,4092.0848,412+8.68%70.4171.33−45+317
สเปน2,7461.6733,729−4.12%81.4291.41−337+219
บราซิล2,3241.4232,189−28.50%72.2175.88−118−808
ตุรกี2,1321.3029,468+14.34%72.3671.90+14+254
ปลายทางอื่น ๆ ที่เหลือรวมกัน17,88310.90244,761−4.50%73.0676.77−908+66
รวมทั้งหมด164,100100.002,382,298−6.43%68.8872.86−9,303−1,969

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง คำนวณเป็นน้ำหนักเนื้อยางแห้ง 100%

หมายเหตุ: ผลจากราคา = (ราคาปีนี้ − ราคาปีก่อน) × ปริมาณปีนี้ · ผลจากปริมาณ = ราคาปีก่อน × (ปริมาณปีนี้ − ปริมาณปีก่อน) สองก้อนบวกกันได้เท่ากับมูลค่าที่เปลี่ยนไปพอดี · แถวรวมเป็นผลบวกของทุกแถว มิใช่การแยกผลจากราคาเฉลี่ยรวม ซึ่งจะมีผลของส่วนผสมตลาดปนอยู่ · ราคาต่อหน่วย = มูลค่า ÷ เนื้อยางแห้ง จึงเปลี่ยนตามส่วนผสมชนิดยางด้วย · † คือช่วงที่นับไม่ครบสิบสองเดือน กำกับทั้งสองปี ปี 2569 มีเพียง 7 เดือน (ม.ค. - ก.ค.) ตัวเลขปีก่อนจึงตัดให้เท่ากัน เพื่อมิให้เทียบครึ่งปีกับทั้งปี

ตลาดที่รับภาระการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดเมื่อวัดเป็นเงินคือ จีน ซึ่งมูลค่าลดลง 10,122 ล้านบาท คิดเป็น 89.8% ของการเปลี่ยนแปลงสุทธิทั้งประเทศ ทิศทางรายได้จากการส่งออกของทั้งช่วงจึงถูกกำหนดโดยตลาดเดียว ภายในตลาดนี้เอง ราคาต่อหน่วยโดยนัยอยู่ที่ 63.64 บาท/กก. เทียบกับ 69.38 บาท/กก. ของช่วงเดียวกันปีก่อน ด้านราคาจึงอธิบายได้ 8,535 ล้านบาท และด้านปริมาณอธิบายได้ 1,586 ล้านบาท เงินก้อนนี้มาจากด้านราคาเป็นหลัก ด้านราคาเป็นเรื่องที่ไทยกำหนดเองไม่ได้ เพราะราคาอ้างอิงเดินตามตลาดโลก เครื่องมือที่ใช้ได้จึงเป็นการกระจายปลายทาง เพื่อลดการผูกรายได้ไว้กับราคาที่ตลาดเดียวยอมจ่าย

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

7) คู่แข่งทางการค้าของไทยในตลาดส่งออกยางธรรมชาติของโลก

ขอบเขต: ยางธรรมชาติ พิกัด 4001 จาก BACI หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตันน้ำหนักจริง — ตัวเลขทั้งหมวดเป็นของปี 2567 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่ชุดข้อมูลมี และเป็นคนละปีกับเล่มนี้ที่รายงานปี 2569 จึงห้ามอ่านเป็นภาพของปี 2569 และห้ามรวมกับตัวเลขบาทของหมวด 5 และ 7

ในปี 2567 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่ชุดข้อมูลการค้าโลกมี และเป็นคนละปีกับเล่มนี้ที่รายงานปี 2569 ไทยเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 1 จาก 27 ราย ด้วยมูลค่า 5,140.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 2,782,744 ตัน คิดเป็น 30.66% ของมูลค่าทั้งชุดข้อมูล ไม่มีประเทศใดส่งออกยางธรรมชาติได้มากกว่าไทยในปีนั้น รายที่ไล่ตามไทยมาติด ๆ คือ อินโดนีเซีย ที่ 3,157.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 61.4% ของมูลค่าที่ไทยทำได้ ระยะห่างระดับนี้ยังกว้างพอที่อันดับจะไม่สลับกันในปีเดียว แต่แคบพอที่รายนี้จะกำหนดราคาในตลาดปลายทางที่ทับซ้อนกับไทยได้ ทั้งนี้มูลค่าส่งออกของไทยในปีนั้นเพิ่มขึ้น 28.84% จากปี 2566

ตารางที่ 10 ผู้ส่งออกยางธรรมชาติของโลกเรียงตามมูลค่า ปี 2567 (ปีล่าสุดของชุดข้อมูล)

หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐ · ตัน

ประเทศผู้ส่งออกมูลค่า 2567สัดส่วน (%)ปริมาณ (ตัน)ราคาต่อตัน%เทียบปี 2566
1. ไทย5,140.030.662,782,7441,847+28.84%
2. อินโดนีเซีย3,157.918.831,690,6881,868+7.63%
3. โกตดิวัวร์2,941.017.541,859,5021,582+22.69%
4. เวียดนาม1,246.87.44742,4001,679+45.54%
5. มาเลเซีย1,176.37.02623,0581,888+24.43%
6. กัมพูชา629.63.76554,1441,136−34.15%
7. เมียนมา535.23.19361,0771,482+87.91%
8. สปป. ลาว398.42.38217,6751,830+38.44%
9. กานา228.51.36139,1921,641+20.84%
10. กัวเตมาลา183.01.09108,6611,684+2.16%
ผู้ส่งออกอื่น ๆ ที่เหลือรวมกัน (17 ราย)1,130.26.74642,6101,759
รวมผู้ส่งออกทั้งหมดในชุดข้อมูล16,766.8100.009,721,7511,725

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. — ยางธรรมชาติ พิกัด 4001

หมายเหตุ: ตัวเลขทั้งตารางเป็นของปี 2567 มิใช่ปี 2569 ของเล่ม · แถวไทยเน้นด้วยพื้นสีทอง · สัดส่วนคิดจากยอดรวมของผู้ส่งออก 27 รายในปีนั้น ซึ่งรวมประเทศที่ส่งออกต่อโดยมิได้ปลูกยางเองด้วย · ราคาต่อตัน = มูลค่า ÷ ปริมาณ

ในด้านราคาต่อหน่วย ไทยขายได้เฉลี่ยตันละ 1,847 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับค่าเฉลี่ยของทั้งชุดข้อมูลที่ตันละ 1,725 ดอลลาร์สหรัฐ ในบรรดาประเทศที่เหลือในตาราง มาเลเซีย ขายได้สูงสุดที่ตันละ 1,888 และ กัมพูชา ต่ำสุดที่ตันละ 1,136 ดอลลาร์สหรัฐ ห่างกัน 752 ดอลลาร์ต่อตัน อินโดนีเซีย ที่ตามมาติด ๆ ขายได้แพงกว่าไทย 1.1% ซึ่งต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะอาจมิได้แปลว่าคุณภาพดีกว่า แต่สะท้อนส่วนผสมชนิดสินค้าที่ต่างกัน เช่น สัดส่วนน้ำยางข้นซึ่งราคาต่อหน่วยสูงกว่ายางแท่ง การที่ราคาเฉลี่ยของไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งชุดข้อมูล แปลว่าไทยขายอยู่ในกลุ่มที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความสม่ำเสมอ ที่ยืนนี้รักษาไว้ด้วยการรับรองคุณภาพ มิใช่ด้วยการลดราคาแข่ง

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

8) ไม้ยางพาราแปรรูป: สินค้าจากสวนยางที่วัดเป็นลูกบาศก์เมตร

8.1) มูลค่า ปริมาตร และราคาต่อลูกบาศก์เมตรรายปี

ระหว่างปี 2560 ถึงปี 2568 มูลค่าส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปของไทยเปลี่ยนจาก 49,457 ล้านบาท เป็น 37,647 ล้านบาท ปริมาตรเปลี่ยนจาก 4,342,041 ลูกบาศก์เมตร เป็น 3,987,232 ลูกบาศก์เมตร และราคาต่อลูกบาศก์เมตรเปลี่ยนจาก 11,390 บาท เป็น 9,442 บาท คิดเป็นมูลค่าลดลง 23.9% ปริมาตรลดลง 8.2% และราคาต่อหน่วยลดลง 17.1% รูปแบบที่ราคาต่อหน่วยลดลงต่อเนื่องขณะที่ปริมาตรทรงตัว แปลว่าไทยขายไม้ได้เท่าเดิมแต่ได้เงินต่อลูกบาศก์เมตรน้อยลง ซึ่งเป็นภาพของการแข่งขันด้านราคาที่ฝั่งผู้ซื้อ มิใช่ปริมาณไม้ที่หายไป ผลตอบแทนจากการโค่นสวนหนึ่งแปลงจึงลดลงจริงในระดับที่เกษตรกรรับรู้ได้ ทั้งนี้ปี 2569 ในตารางยังนับได้เพียง 7 เดือน จึงไม่ถูกใช้เป็นปลายทางของการเทียบข้างต้น และราคาต่อลูกบาศก์เมตรของแถวนั้นเทียบกับปีเต็มไม่ได้ เพราะคลังข้อมูลไม่มีไม้ยางรายเดือนให้ตัดปีก่อนลงมาเท่ากัน

ตารางที่ 11 การส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปของไทยรายปี ปี 2560 ถึงปี 2569

หน่วย : ล้านบาท · ลูกบาศก์เมตร · บาท/ลบ.ม.

ปี พ.ศ.มูลค่า (ล้านบาท)%YoY มูลค่าปริมาตร (ลบ.ม.)%YoY ปริมาตรราคา (บาท/ลบ.ม.)%YoY ราคา
256049,4574,342,04111,390
256139,128−20.89%2,727,306−37.19%14,347+25.96%
256229,589−24.38%2,264,634−16.96%13,065−8.93%
256328,923−2.25%2,342,487+3.44%12,347−5.50%
256433,370+15.37%2,426,055+3.57%13,755+11.40%
256533,644+0.82%2,702,850+11.41%12,447−9.51%
256640,425+20.16%3,375,998+24.91%11,974−3.80%
256743,448+7.48%4,205,250+24.56%10,332−13.72%
256837,647−13.35%3,987,232−5.18%9,442−8.61%
2569†22,9611,916,20711,982

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง — ไม้ยางพาราแปรรูป พิกัด 4407

หมายเหตุ: ปริมาตรของหมวดนี้เป็นลูกบาศก์เมตร มิใช่ตัน จึงบวกหรือเทียบกับปริมาณยางในตารางที่ 7 ถึง 9 ไม่ได้ · ราคาต่อลูกบาศก์เมตรคำนวณจาก มูลค่า ÷ ปริมาตร · † คือปีที่นับไม่ครบสิบสองเดือน ปี 2569 มีข้อมูลศุลกากรเพียง 7 เดือน (ม.ค. - ก.ค.) และคลังข้อมูลไม่มีไม้ยางรายเดือนให้ตัดปีก่อนลงมาเทียบช่วงเดียวกัน แถวนั้นจึงเว้น %เปลี่ยนแปลงไว้ทั้งสามคอลัมน์ แทนการพิมพ์ค่าที่เทียบครึ่งปีกับทั้งปี

ที่ต้องอ่านคู่กันเสมอคือ ไม้ยางพาราแปรรูปมาจากสวนที่โค่นเพื่อปลูกแทน ปริมาตรของแต่ละปีจึงถูกกำหนดโดยรอบการโค่นปลูกซึ่งกินเวลายี่สิบห้าถึงสามสิบปี มิใช่โดยราคายางของปีนั้น ปีที่ราคายางดีจึงมิได้แปลว่าไม้ยางออกมามาก และปีที่ราคายางตกก็มิได้แปลว่าไม้ยางหายไป ตัวเลขในตารางที่ 11 จึงไม่ใช่ตัวชี้วัดภาวะตลาดยาง และการอ่านสองเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันทำให้ตีความผิดได้ทั้งสองทาง หลักฐานที่เห็นได้จากตารางคือ ปริมาตรสูงสุดอยู่ที่ปี 2560 ที่ 4,342,041 ลูกบาศก์เมตร และต่ำสุดที่ปี 2562 ที่ 2,264,634 ลูกบาศก์เมตร ต่างกัน 1.9 เท่า ซึ่งเป็นช่วงกว้างเกินกว่าที่ความต้องการของผู้ซื้อจะอธิบายได้ฝ่ายเดียว และตรงกับลักษณะของอุปทานที่มาเป็นรอบ ผลในเชิงนโยบายคือ รายได้จากไม้ยางเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนการปลูกแทน การประเมินความคุ้มค่าของการโค่นปลูกโดยคิดเฉพาะราคายางจึงต่ำกว่าความจริง และการวางแผนพื้นที่ปลูกแทนรายปีมีผลต่อปริมาตรไม้ที่จะออกสู่ตลาดในปีถัดไปโดยตรง

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

8.2) ปลายทางของไม้ยางพาราแปรรูป

ตารางที่ 12 ปลายทางการส่งออกไม้ยางพาราแปรรูป สิบอันดับแรก ปี 2569†

หน่วย : ล้านบาท · ลูกบาศก์เมตร

ปลายทางมูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนมูลค่า (%)ปริมาตร (ลบ.ม.)สัดส่วนปริมาตร (%)
1. จีน22,373.8997.441,875,35597.87
2. เวียดนาม365.031.5923,8491.24
3. มาเลเซีย187.680.8214,8820.78
4. กัมพูชา18.850.081,2760.07
5. ไต้หวัน4.270.021860.01
6. อินโดนีเซีย4.060.023160.02
7. ฝรั่งเศส1.640.01640.00
8. อินเดีย1.330.011040.01
9. ซามัวตะวันตก1.330.01720.00
10. ญี่ปุ่น1.200.01450.00
ปลายทางอื่น ๆ และรายการที่ไม่ระบุปลายทาง1.260.01580.00
รวมทั้งหมด22,960.54100.001,916,207100.00

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง — ไม้ยางพาราแปรรูป พิกัด 4407

หมายเหตุ: จัดอันดับด้วยมูลค่าของปี 2569† สิบอันดับแรกรวมกันคิดเป็น 99.99% ของมูลค่าทั้งปี แถวสุดท้ายก่อนยอดรวมคือส่วนต่างจากยอดรวมของคลังข้อมูล ซึ่งรวมรายการที่ไม่ระบุปลายทางไว้ด้วย · ปริมาตรเป็นลูกบาศก์เมตร มิใช่ตัน

ในปี 2569† ปลายทางของไม้ยางพาราแปรรูปกระจุกตัวที่ จีน เพียงแห่งเดียว คิดเป็น 97.44% ของมูลค่าทั้งหมด และ 97.87% ของปริมาตรทั้งหมด รองลงมาคือ เวียดนาม ที่ 1.59% ซึ่งห่างกัน 95.9 จุด การพึ่งตลาดเดียวในระดับเกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ต่างจากการกระจุกตัวทั่วไปในเชิงคุณภาพ มิใช่เพียงเชิงระดับ เพราะไม่มีตลาดอื่นที่ใหญ่พอจะรองรับปริมาตรส่วนนั้นได้เลยหากผู้ซื้อรายนี้ชะลอการซื้อ ราคาที่ผู้ซื้อรายเดียวเสนอจึงเป็นราคาตลาดโดยปริยาย และมาตรการทางการค้าหรือภาวะอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และแผ่นไม้อัดของประเทศนั้นประเทศเดียว ส่งผ่านถึงผลตอบแทนการโค่นสวนของเกษตรกรไทยได้เต็มจำนวนภายในฤดูกาลเดียว การกระจายปลายทางของไม้ยางจึงมิใช่เรื่องของการหาผู้ซื้อรายใหม่ในสินค้าเดิมเพียงอย่างเดียว เพราะไม้แปรรูปขั้นต้นมีผู้ซื้อรายใหญ่อยู่ไม่กี่รายในโลก แต่เป็นเรื่องของการแปรรูปในประเทศให้ขายเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งเปลี่ยนทั้งกลุ่มผู้ซื้อและราคาต่อหน่วยไปพร้อมกัน

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

9) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยางของไทย

9.1) ปัจจัยสนับสนุน

9.1.1 โครงการชะลอการขายยาง

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินโครงการชะลอการขายยาง ช่วยรักษาปริมาณผลผลิตยางที่เข้าสู่ตลาดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดความผันผวนของราคายางพาราให้มีเสถียรภาพ โดยสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนร้อยละ 80 ของมูลค่ายางที่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางรวบรวมและจัดเก็บไว้ ครอบคลุมยางก้อนถ้วย น้ำยางสด น้ำยางข้น ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 และยางแท่ง STR20 เมื่อขายยางผ่านตลาดกลางยางพาราจังหวัด กยท. จะหักสินเชื่อกลับเข้าโครงการฯ และจ่ายเงินส่วนต่างคืนให้แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

9.1.2 โครงการรักษาเสถียรภาพราคายางของตลาดกลางยางพารา กยท.

กยท. ได้ลงนาม MOU ว่าด้วยการบริหารจัดการผลผลิตยางอย่างเป็นระบบกับบริษัทเอกชน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยางของภูมิภาค สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ลดความผันผวนของราคา และผลิตให้ตรงตามความต้องการตลาด พร้อมสนับสนุนการรวบรวมผลผลิตยาง ตรวจสอบแหล่งผลิต ประเมินความเสี่ยง ตลอดจนออกเอกสารข้อมูลการซื้อขายยางให้แก่ผู้ซื้ออย่างครบถ้วน ให้เป็นไปตามมาตรการ EUDR ซึ่งดำเนินการโดยตลาดกลางยางพาราและตลาดเครือข่ายของ กยท. ทั่วประเทศ

9.1.3 การจัดตั้งตลาดเครือข่ายและตลาดกลางยางพาราให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

กยท. ได้จัดตั้งตลาดเครือข่ายและตลาดกลางยางพาราให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรนำยางมาซื้อขายผ่านกลไกตลาดกลางยางพารา ซึ่งจะทำให้ได้รับราคาที่เป็นธรรม ประกอบกับมีระบบซื้อขายผ่านตลาดกลางด้วยการประมูลซื้อขายผ่านระบบ Thai Rubber Trade เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระดับโลก เชื่อมโยงข้อมูลซื้อขายยางผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของยาง รองรับมาตรการ EU Deforestation Free Regulation (EUDR) เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตยาง

เนื้อหาเชิงนโยบายตั้งต้นจากฉบับกรกฎาคม 2569 ของ กยท. — แก้ไขได้ในระบบ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

11

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

9.2) ปัจจัยท้าทาย

9.2.1 นโยบายการเงินและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

สถานการณ์ค่าเงินบาท ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทิศทางค่าเงินบาทมีผลโดยตรงต่อราคาสินค้าส่งออกของไทยในตลาดโลกและรายได้สุทธิในรูปเงินบาทของผู้ส่งออก จึงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิดในช่วงที่อุปทานยางใหม่เริ่มทยอยออกสู่ตลาด

9.2.2 สภาพอากาศและภัยธรรมชาติ

ปริมาณและการกระจายตัวของฝนในแหล่งปลูกยางเป็นตัวแปรสำคัญของปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาด ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทำให้การกรีดยางทำได้ไม่เต็มที่ จึงเป็นปัจจัยจำกัดปริมาณผลผลิตยางพาราที่จะออกสู่ตลาด และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคายางพารามีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ทั้งนี้ติดตามสถานการณ์รายวันได้จากแดชบอร์ดสภาพอากาศของระบบ

9.2.3 ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีการค้าสหรัฐฯ ต่อกลุ่มยางและผลิตภัณฑ์ยาง

สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยบางรายการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 แต่ยางธรรมชาติในรูปวัตถุดิบ เช่น ยางแผ่นและยางแท่ง ยังได้รับการยกเว้น จึงยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกยางธรรมชาติของไทย อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามมาตรการภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าไทยในกลุ่มยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักร ซึ่งหากมีการเก็บภาษีเพิ่มเติมอาจทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ยางของไทยในตลาดสหรัฐฯ ลดลง และส่งผลต่อความต้องการใช้ยางธรรมชาติในระยะต่อไป

9.2.4 สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบส่งผลต่อต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนยางธรรมชาติ ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านการขนส่งทางทะเลบริเวณช่องแคบสำคัญยังกดดันระบบโลจิสติกส์โลก ผ่านค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยทางทะเล และระยะเวลาขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูง

เนื้อหาเชิงนโยบายตั้งต้นจากฉบับกรกฎาคม 2569 ของ กยท. — แก้ไขได้ในระบบ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

12

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

9.3) ประเด็นที่น่าจับตาในปีนี้

  • 1) ไม้ยางพาราแปรรูปพึ่งจีนอยู่ 97.4% ของมูลค่าทั้งปี การพึ่งปลายทางเดียวเกือบทั้งหมดทำให้มูลค่าส่งออกไม้ยางผูกกับอุปสงค์ของประเทศเดียว มาตรการทางการค้าหรือการชะลอตัวของภาคก่อสร้างในประเทศนั้นจะส่งผลเต็มจำนวนทันที การกระจายปลายทางจึงเป็นงานที่ต้องเริ่มก่อนที่ปัญหาจะเกิด มิใช่หลังจากนั้น
  • 2) ราคาไม้ยางต่อลูกบาศก์เมตรลดลง 17.1% จากปี 2560 ราคาต่อหน่วยที่ลดลงขณะที่ปริมาตรไม่ได้ลดตาม แปลว่ามูลค่าที่หายไปมาจากราคา มิใช่จากปริมาณไม้ที่ขายได้ ซึ่งเป็นคนละปัญหากับการขาดวัตถุดิบ และแก้ด้วยคนละเครื่องมือ
  • 3) อินโดนีเซียตามหลังไทยอยู่ 38.6% ในปี 2567 ระยะห่างยังกว้างพอที่ตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับหนึ่งจะไม่เปลี่ยนในระยะสั้น แต่ควรติดตามอัตราการเติบโตมากกว่าดูอันดับเพียงอย่างเดียว
  • 4) จีนเป็นตลาดที่มูลค่าเปลี่ยนไปมากที่สุดในปีนี้ คิดเป็น 89.8% ของการเปลี่ยนแปลงสุทธิทั้งประเทศ การติดตามตลาดนี้เพียงตลาดเดียวจึงอธิบายภาพรวมได้เป็นส่วนใหญ่

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

13

สถานการณ์ยางพารา ปี 2569

10) สรุปข้อค้นพบสำคัญและข้อเสนอแนะ

10.1) ข้อค้นพบสำคัญ

  1. 1ระดับราคาและรูปทรงของปียางแผ่นรมควันชั้น 3 เฉลี่ยช่วง ม.ค. - ส.ค. 79.78 บาท/กก. เพิ่มขึ้น 16.28% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สูงสุดเดือนมิถุนายน ที่ 93.65 บาท/กก. และต่ำสุดเดือนมกราคม ที่ 60.51 บาท/กก. ราคาฟื้นตัวในช่วงหลังของหน้าต่างข้อมูล ระดับที่ยกไปช่วงถัดไปจึงสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่พิมพ์ไว้
  2. 2ดุลอุปทานของโลกปี 2569 โลกผลิตน้อยกว่าใช้ 0.101 ล้านตัน โดยด้านการผลิตเป็นตัวขับ (เพิ่มขึ้น 2.26%) ภาวะผลิตไม่พอใช้เป็นแรงหนุนราคาที่ยังอยู่ แต่ต้องอ่านคู่กับขนาดของช่องว่างในตารางที่ 3
  3. 3ที่ยืนของไทยในอุปทานและตลาดส่งออกโลกไทยผลิตได้ 4.867 ล้านตัน หรือ 31.79% ของผลผลิตโลก ลดลง 0.04 จุด น้ำหนักต่อราคาตลาดโลกจึงน้อยลง ฝั่งส่งออก ชุดข้อมูลโลกปี 2567 คนละปีกับเล่ม จัดไทยอันดับ 1 จาก 27 ราย
  4. 4ฐานการผลิตของไทยผลผลิตยางแห้งเพิ่มขึ้น 2.14% โดยเนื้อที่กรีดได้เพิ่มขึ้น 0.24% และผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 1.40% ผลผลิตต่อไร่เป็นตัวขับหลัก ซึ่งขึ้นกับสภาพอากาศและความเข้มข้นในการกรีด จึงกลับทิศได้ในปีเดียว
  5. 5การส่งออกและที่มาของมูลค่าที่เปลี่ยนไป†ช่วง ม.ค. - ก.ค. ปี 2569† มูลค่าส่งออก 164,100 ล้านบาท ลดลง 6.43% ปริมาณลดลง 1.03% ราคาต่อหน่วยลดลง 5.46% มาจากราคาต่อหน่วยเป็นหลัก แยกเป็นเงิน: ผลจากราคา −9,303 ผลจากปริมาณ −1,969 ล้านบาท ตลาดที่รับภาระมากสุดคือ จีน −10,122 ล้านบาท (ตารางที่ 9)
  6. 6การกระจุกตัวของตลาดปลายทาง†จีน รับซื้อ 57.71% ของมูลค่าส่งออกยางทั้งหมด โดยมูลค่าจากตลาดนี้ลดลง 9.66% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สัดส่วนเกินครึ่งแปลว่าความเสี่ยงด้านนโยบายการค้าของประเทศเดียวส่งผ่านถึงราคาหน้าสวนได้เต็มจำนวน
  7. 7ไม้ยางพาราแปรรูป (ลบ.ม.)†ปี 2569† ส่งออก 22,961 ล้านบาท 1,916,207 ลบ.ม. โดย 97.44% ของมูลค่าไปที่ จีน ราคาต่อ ลบ.ม. ปี 2560 อยู่ที่ 11,390 บาท ปี 2568 อยู่ที่ 9,442 บาท ปริมาตรผูกกับรอบโค่นปลูกแทน มิใช่ราคายาง

หมายเหตุ: ข้อค้นพบทุกข้อประกอบจากตัวเลขที่พิมพ์อยู่ในเล่มนี้โดยอัตโนมัติ จึงไม่เปิดให้แก้ไข — หากตัวเลขเปลี่ยน ข้อค้นพบจะเปลี่ยนตามเอง · † คือช่วงที่นับไม่ครบสิบสองเดือน ดูใต้ตารางที่ 7 ถึง 9 และ 11 · ข้อที่อ้างชุดข้อมูลการค้าโลกกำกับปีไว้ในข้อนั้นเอง ซึ่งคนละปีกับเล่ม

10.2) ข้อเสนอแนะ

ด้านราคาและจังหวะการขาย: ตารางที่ 1 และ 2 แสดงว่าราคาภายในปีเคลื่อนไหวไม่เท่ากันทุกเดือน การใช้ค่าเฉลี่ยทั้งปีเป็นราคาอ้างอิงในการตั้งงบรับซื้อหรือประเมินรายได้เกษตรกรจึงคลาดเคลื่อนได้ทั้งสองทาง ควรใช้ค่าเฉลี่ยรายเดือนคู่กับเดือนที่ผลผลิตออกจริงของแต่ละพื้นที่ และให้โครงการชะลอการขายยางเน้นน้ำหนักไปที่เดือนที่ราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปี ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องมือนี้ให้ผลตอบแทนต่อบาทที่ใช้สูงที่สุด

ด้านโครงสร้างการผลิต: ตารางที่ 5 แยกให้เห็นว่าผลผลิตของไทยมาจากเนื้อที่กรีดได้กับผลผลิตต่อไร่คนละส่วนกัน และตารางที่ 6 แสดงว่าผลผลิตต่อไร่ของไทยอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตหลัก สองด้านนี้ต้องใช้เครื่องมือคนละชุด ด้านพื้นที่เป็นเรื่องของการปลูกแทนและการรับรองแหล่งที่มา ส่วนด้านผลผลิตต่อไร่เป็นเรื่องของพันธุ์ ปุ๋ย และวิธีกรีด การตั้งเป้าหมายผลผลิตรวมของปี 2570 โดยไม่ระบุว่ามาจากด้านใด จะทำให้วัดผลของมาตรการไม่ได้เมื่อสิ้นปี

ด้านตลาดปลายทางและคู่แข่ง: ตารางที่ 8 และ 9 แสดงว่ามูลค่าส่งออกกระจุกที่ปลายทางไม่กี่ราย และแยกให้เห็นว่าเงินที่เปลี่ยนไปมาจากราคาหรือปริมาณ ส่วนตารางที่ 10 แสดงว่าไทยอยู่ตรงไหนในกลุ่มผู้ส่งออกของโลก ทั้งสามใบชี้ว่าการเพิ่มรายได้มีสองทางที่ไม่เหมือนกัน คือเพิ่มปริมาณในตลาดเดิม ซึ่งขึ้นกับผู้ซื้อและถูกคู่แข่งที่ขายถูกกว่าแย่งได้ กับเปลี่ยนส่วนผสมสินค้าไปยังกลุ่มที่ราคาต่อหน่วยสูงกว่า ซึ่งอยู่ในมือของนโยบายไทยเอง และใช้ได้กับไม้ยางในตารางที่ 12 ด้วย

รายงานฉบับนี้ปิดข้อมูลราคาที่เดือนสิงหาคม 2569 และข้อมูลศุลกากรที่เดือนกรกฎาคม 2569 · ตัวเลขทุกตัวอ่านจากคลังข้อมูล กยท. ย่อหน้าเชิงนโยบายและข้อเสนอแนะแก้ไขได้ในระบบ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

14

เล่มรายปีมีสองหน้าต่างเวลาที่ไม่เท่ากันและแยกกันเสมอ — ราคาตลาดกลาง กยท. ถึงเดือนสิงหาคม 2569 และข้อมูลศุลกากรถึงเดือนกรกฎาคม 2569 · ผลิต–ใช้ของโลกและเนื้อที่–ผลผลิตของไทยมาจากรายงาน ANRPC ฉบับล่าสุดในคลัง (มิใช่ สศก.) · ตารางส่งออกเป็นบาทและตันเนื้อยางแห้งจากกรมศุลกากร ไม่นำไปบวกกับตัวเลขดอลลาร์ของ BACI ในเล่มรายประเทศ · ปีที่ข้อมูลศุลกากรไม่ครบสิบสองเดือนมีเครื่องหมาย † กำกับทุกที่ที่ปรากฏ · ใช้คลังแก้ไขร่วมกับรายงานรายเดือนของเดือน anchor

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้