
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
รายงานสถานการณ์ยางพารารายปี
ประจำปี พ.ศ. 2568




กำลังดูฉบับย้อนหลัง — ตัวเลขเป็นของปี 2568

การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประจำปี พ.ศ. 2568




สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
ราคาเฉลี่ย ม.ค. - ธ.ค.
65.59บาท/กก.
−15.07%สูงสุด เดือนมกราคม
73.71บาท/กก.
ต่ำสุด เดือนตุลาคม
58.48บาท/กก.
ปี 2568 ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ของตลาดกลางยางพารา กยท. เฉลี่ย 65.59 บาท/กก. ในช่วง ม.ค. - ธ.ค. ลดลง 15.07% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่เฉลี่ย 77.23 บาท/กก. ราคาสูงสุดของช่วงอยู่ที่ 73.71 บาท/กก. ในเดือนมกราคม และต่ำสุดที่ 58.48 บาท/กก. ในเดือนตุลาคม ห่างกัน 15.23 บาท/กก. หรือ 23.2% ของค่าเฉลี่ยทั้งปี ช่วงกว้างระดับปานกลาง ราคายังเคลื่อนอยู่ในกรอบเดียวแต่มีจังหวะขึ้นลงชัดเจนพอที่จังหวะการขายจะทำให้รายได้ต่างกันจริง จุดสูงสุดเกิดก่อนจุดต่ำสุด ตลาดจึงอ่อนแรงลงในช่วงหลังของปี ระดับราคาที่ส่งต่อไปยังปี 2569 จึงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่รายงานฉบับนี้พิมพ์ไว้ การตั้งสมมติฐานรายได้ด้วยค่าเฉลี่ยนี้จะสูงเกินจริง
ตารางที่ 1 ราคาเฉลี่ยรายชนิดยางของตลาดกลางยางพารา กยท. ปี 2568 เทียบปี 2567
หน่วย : บาท/กก.
| ชนิดยาง | เฉลี่ย ม.ค. - ธ.ค. 2568 | เฉลี่ย ม.ค. - ธ.ค. 2567 | %เปลี่ยนแปลง | สูงสุด (เดือน) | ต่ำสุด (เดือน) |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 | 65.59 | 77.23 | −15.07% | 73.71 (มกราคม) | 58.48 (ตุลาคม) |
| ยางแผ่นดิบ | 63.12 | 75.17 | −16.03% | 71.04 (มกราคม) | 55.58 (ตุลาคม) |
| น้ำยางสด | 58.28 | 70.49 | −17.32% | 67.11 (มีนาคม) | 53.64 (กรกฎาคม) |
| ยางก้อนถ้วย | 54.73 | 57.66 | −5.08% | 63.50 (มีนาคม) | 50.02 (ธันวาคม) |
ที่มา : ตลาดกลางยางพารา กยท. — ค่าเฉลี่ยรายเดือนจากคลังข้อมูล
หมายเหตุ: ค่าเฉลี่ยคิดจากค่าเฉลี่ยรายเดือนของราคาปิดตลาดทั้งสิบสองเดือน เดือนที่มีรายงานน้อยกว่าห้าวันทำการไม่นับเป็นค่าเฉลี่ยรายเดือน
เมื่อเทียบข้ามชนิดยาง ยางก้อนถ้วย เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีที่สุดที่ −5.08% ขณะที่ น้ำยางสด อยู่ปลายอีกด้านที่ −17.32% ห่างกัน 12.2 จุด ทั้งสองสายขยับไปในทิศทางและขนาดใกล้เคียงกัน (ต่างกันเพียง 2.3 จุด) แปลว่าแรงที่ขับราคาปีนี้เป็นแรงร่วมของตลาดทั้งระบบ เช่น อุปทานรวม ต้นทุนพลังงาน หรือค่าเงิน มิใช่ความต้องการเฉพาะสายผลิตภัณฑ์ใดสายหนึ่ง การแก้ปัญหาระดับสายผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่เครื่องมือที่ตรงกับสาเหตุของปีนี้
สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
ตารางที่ 2 ราคาเฉลี่ยรายเดือนของตลาดกลางยางพารา กยท. ปี 2568
หน่วย : บาท/กก.
| เดือน | ยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 | ยางแผ่นดิบ | น้ำยางสด | ยางก้อนถ้วย |
|---|---|---|---|---|
| มกราคม | 73.71 | 71.04 | 66.02 | 58.87 |
| กุมภาพันธ์ | 72.67 | 70.88 | 67.09 | 63.18 |
| มีนาคม | 72.51 | 68.73 | 67.11 | 63.50 |
| เมษายน | 66.77 | 64.62 | 56.70 | 55.33 |
| พฤษภาคม | 70.01 | 67.81 | 59.35 | 56.17 |
| มิถุนายน | 66.50 | 64.49 | 55.30 | 50.78 |
| กรกฎาคม | 65.30 | 63.53 | 53.64 | 50.45 |
| สิงหาคม | 61.39 | 59.42 | 54.06 | 51.16 |
| กันยายน | 60.36 | 58.34 | 55.22 | 52.29 |
| ตุลาคม | 58.48 | 55.58 | 53.99 | 52.70 |
| พฤศจิกายน | 60.54 | 56.98 | 56.16 | 52.33 |
| ธันวาคม | 58.82 | 56.04 | 54.77 | 50.02 |
| เฉลี่ยทั้งปี | 65.59 | 63.12 | 58.28 | 54.73 |
| เฉลี่ย ม.ค. - ธ.ค. ปี 2567 | 77.23 | 75.17 | 70.49 | 57.66 |
| %เปลี่ยนแปลง | −15.07% | −16.03% | −17.32% | −5.08% |
ที่มา : ตลาดกลางยางพารา กยท. — ค่าเฉลี่ยรายเดือนจากคลังข้อมูล
หมายเหตุ: ขีดยาว (—) คือเดือนที่คลังข้อมูลไม่มีค่าเฉลี่ยที่ใช้ได้ มิใช่ราคาศูนย์ · ข้อมูลครบทั้งสิบสองเดือน
ตารางที่ 2 แสดงค่าเฉลี่ยรายเดือนของทุกชนิดยางที่ตลาดกลางยางพารา กยท. รายงานไว้ในปี 2568 เมื่อดูเฉพาะยางแผ่นรมควันชั้น 3 มี 6 เดือนที่ราคาอยู่เหนือค่าเฉลี่ยของปี และ 6 เดือนที่อยู่ต่ำกว่า ช่วง มกราคม–มิถุนายน เฉลี่ย 70.36 บาท/กก. ช่วง กรกฎาคม–ธันวาคม เฉลี่ย 60.81 บาท/กก. ลดลง 13.57% ช่วง กรกฎาคม–ธันวาคม ถูกกว่าช่วง มกราคม–มิถุนายน อย่างมีนัย ผลผลิตที่ออกกระจุกช่วงหลังจึงเจอราคาที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และมาตรการชะลอการขายมีน้ำหนักมากขึ้นในช่วงนั้น เดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของฉบับปิดที่ 58.82 บาท/กก. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงอยู่ 6.77 บาท/กก. ระดับที่ยกไปตั้งต้นช่วงถัดไปจึงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่รายงานฉบับนี้พิมพ์ไว้
ส่วนต่างระหว่างยางแผ่นรมควันชั้น 3 กับยางก้อนถ้วยซึ่งเป็นสองปลายของบันไดราคาอยู่ที่ 10.86 บาท/กก. เทียบกับ 19.57 บาท/กก. ในช่วงเดียวกันปีก่อน ลดลง 8.71 บาท/กก. ส่วนต่างแคบลง แปลว่าราคาที่หน้าสวนขยับตามทันหรือเร็วกว่าราคายางแผ่นรมควัน ส่วนเพิ่มของปีนี้จึงตกถึงขั้นผลิตมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน แรงจูงใจให้เกษตรกรลงแรงทำยางแผ่นคุณภาพจะลดลง เพราะผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากการแปรรูปเองบางลง
สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
ปี 2568 ผลผลิตยางธรรมชาติของโลกอยู่ที่ 14.971 ล้านตัน การใช้อยู่ที่ 15.301 ล้านตัน ผลิตน้อยกว่าใช้ 0.330 ล้านตัน เทียบกับ 0.578 ล้านตันในปีก่อน ช่องว่างแคบลง 0.248 ล้านตัน การเปลี่ยนแปลงของดุลปีนี้มาจากด้านการผลิตเป็นหลัก (ผลิตเพิ่มขึ้น 1.82% ขณะที่การใช้เพิ่มขึ้น 0.12%) ตลาดโลกยังอยู่ในภาวะผลิตไม่พอใช้ ซึ่งเป็นด้านที่หนุนราคา แต่ช่องว่างที่แคบลงแปลว่าแรงหนุนส่วนนี้อ่อนลงจากปีก่อน ราคาปีถัดไปจึงต้องพึ่งด้านความต้องการหรือด้านต้นทุนมากขึ้น มิใช่พึ่งภาวะขาดแคลนเหมือนเดิม
ตารางที่ 3 การผลิตและการใช้ยางธรรมชาติของโลก ปี พ.ศ. 2564 - 2568
หน่วย : ล้านตัน
| ปี พ.ศ. | การผลิต | %เปลี่ยนแปลง | การใช้ | %เปลี่ยนแปลง | ส่วนต่าง (ผลิต−ใช้) | ผลผลิตของไทย | สัดส่วนไทย (%) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 2564 | 14.395 | — | 14.620 | — | −0.225 | 4.893 | 33.99 |
| 2565 | 14.598 | +1.41% | 15.027 | +2.78% | −0.429 | 4.786 | 32.79 |
| 2566 | 14.350 | −1.70% | 14.959 | −0.45% | −0.609 | 4.810 | 33.52 |
| 2567 | 14.704 | +2.47% | 15.282 | +2.16% | −0.578 | 4.789 | 32.57 |
| 2568 | 14.971 | +1.82% | 15.301 | +0.12% | −0.330 | 4.765 | 31.83 |
ที่มา : ANRPC Monthly NR Statistical Report, June 2026
หมายเหตุ: ทุกปีในตารางนี้เป็นค่าที่เกิดขึ้นจริงของรายงานต้นทาง · สัดส่วนไทยคิดจากผลผลิตของไทยหารด้วยผลผลิตโลกในปีเดียวกัน · คลังข้อมูลเก็บรายงาน ANRPC ฉบับล่าสุดเพียงฉบับเดียว ฉบับย้อนหลังจึงอ้างตัวเลขชุดเดียวกันนี้
ตารางที่ 4 ผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ปี พ.ศ. 2568
หน่วย : ล้านตัน
| ประเทศ | ผลผลิต | สัดส่วนของโลก (%) | %เปลี่ยนจากปีก่อน |
|---|---|---|---|
| ไทย | 4.765 | 31.83 | −0.50% |
| อินโดนีเซีย | 2.041 | 13.63 | −4.27% |
| โกตดิวัวร์ | 1.992 | 13.31 | +10.67% |
| เวียดนาม | 1.346 | 8.99 | +3.78% |
| จีน | 0.928 | 6.20 | +5.10% |
| ผู้ผลิตอื่น ๆ รวมกัน | 3.899 | 26.04 | +2.52% |
| รวมทุกประเทศทั่วโลก | 14.971 | 100.00 | +1.82% |
ที่มา : ANRPC Monthly NR Statistical Report, June 2026
ในภาพนี้ไทยผลิตได้ 4.765 ล้านตัน คิดเป็น 31.83% ของผลผลิตโลก เทียบกับ 32.57% ในปีก่อน ลดลง 0.74 จุด โดยผลผลิตของไทยเองลดลง 0.50% ขณะที่โลกเพิ่มขึ้น 1.82% สัดส่วนที่ลดลงจึงมาจากฝั่งไทยเองเป็นหลัก มิใช่จากการที่โลกโตแรง ส่วนแบ่งที่ลดลงแปลว่าน้ำหนักของไทยต่อราคาตลาดโลกน้อยลงตามไปด้วย การแข่งขันจะย้ายไปอยู่ที่คุณภาพและต้นทุนต่อหน่วยแทน ในตารางที่ 4 รายที่ขยายตัวเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ (+10.67% สัดส่วน 13.31% ของโลก) รายที่หดตัวมากที่สุดคืออินโดนีเซีย (−4.27%) โดยโกตดิวัวร์ขยายตัวเร็วกว่าไทย (−0.50%) ส่วนแบ่งที่ไทยเสียไปจึงตกกับรายนี้เป็นหลัก
สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
ปี 2568 ไทยมีเนื้อที่ปลูกยางรวม 23.82 ล้านไร่ เป็นเนื้อที่กรีดได้ 22.36 ล้านไร่ และให้ผลผลิตยางแห้ง 4.765 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปีก่อน ผลผลิตลดลง 0.50% โดยเนื้อที่กรีดได้ลดลง 0.10% และผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 0.89% เนื้อที่กรีดได้ลดลงแต่ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ผลผลิตที่รักษาไว้ได้จึงมาจากประสิทธิภาพ มิใช่จากการขยายพื้นที่ ซึ่งยั่งยืนกว่าเพราะไม่เพิ่มแรงกดดันด้านที่ดินและไม่ขัดกับข้อกำหนดปลอดการตัดไม้ทำลายป่า
ตารางที่ 5 เนื้อที่ ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2564 - 2568
| รายการ | หน่วย | 2564 | 2565 | 2566 | 2567 | 2568 | %เปลี่ยนแปลง |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เนื้อที่ปลูกยางรวม | ล้านไร่ | 24.47 | 24.23 | 24.16 | 23.81 | 23.82 | +0.06% |
| เนื้อที่กรีดได้ | ล้านไร่ | 21.98 | 22.03 | 22.52 | 22.38 | 22.36 | −0.10% |
| ผลผลิตยางแห้ง | ล้านตัน | 4.893 | 4.786 | 4.810 | 4.789 | 4.765 | −0.50% |
| ผลผลิตต่อไร่ต่อปี | กก./ไร่/ปี | 223 | 217 | 214 | 215 | 217 | +0.89% |
ที่มา : ANRPC Monthly NR Statistical Report, June 2026
หมายเหตุ: ตัวเลขทั้งตารางมาจากรายงาน ANRPC มิใช่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นิยามเนื้อที่ของสองแหล่งไม่ตรงกัน จึงเทียบข้ามแหล่งไม่ได้ · ต้นฉบับเป็นพันเฮกตาร์และกิโลกรัมต่อเฮกตาร์ แปลงด้วยอัตรา 6.25 ไร่ต่อเฮกตาร์
ตารางที่ 6 ผลผลิตต่อไร่ของประเทศผู้ผลิตหลัก ปี พ.ศ. 2568 เทียบปี พ.ศ. 2567
หน่วย : กก./ไร่/ปี
| ประเทศ | 2568 | 2567 | %เปลี่ยนแปลง | เทียบไทย (%) |
|---|---|---|---|---|
| เวียดนาม | 295 | 289 | +2.05% | +36.0 |
| อินเดีย | 243 | 240 | +1.20% | +12.1 |
| มาเลเซีย | 228 | 226 | +0.71% | +5.1 |
| ไทย | 217 | 215 | +0.89% | — |
| ศรีลังกา | 203 | 194 | +4.37% | −6.6 |
| กัมพูชา | 201 | 198 | +1.37% | −7.4 |
| จีน | 192 | 184 | +4.08% | −11.5 |
| อินโดนีเซีย | 151 | 152 | −1.05% | −30.6 |
ที่มา : ANRPC Monthly NR Statistical Report, June 2026 · แสดง 8 ประเทศแรกจาก 10 ประเทศที่รายงานต้นทางมีค่าผลผลิตต่อไร่ และคงแถวไทยไว้เสมอ
ผลผลิตต่อไร่ปีล่าสุดอยู่ที่ 217 กก./ไร่/ปี เทียบกับค่าเฉลี่ยของห้าปีในตารางที่ 5 ซึ่งอยู่ที่ 217 กก./ไร่/ปี ต่างกันไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัมต่อไร่ จึงถือว่าอยู่ที่ระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยของช่วง สัดส่วนเนื้อที่กรีดได้ต่อเนื้อที่ปลูกรวมอยู่ที่ 93.9% ซึ่งยังมีสวนที่ยังไม่เปิดกรีดเหลืออยู่ ผลผลิตระยะสั้นจึงยังเพิ่มได้จากการทยอยเปิดกรีด ค่าที่เท่ากับเฉลี่ยของช่วงแปลว่าประสิทธิภาพต่อไร่ของปีนี้ไม่ได้เป็นทั้งแรงเสริมและแรงฉุดต่ออุปทาน ปริมาณที่เปลี่ยนไปจึงมาจากด้านเนื้อที่กรีดเป็นหลัก เมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตหลักในตารางที่ 6 ไทยอยู่อันดับที่ 4 จาก 10 ประเทศที่รายงานต้นทางมีค่า ตามหลังเวียดนามซึ่งได้ 295 กก./ไร่/ปี อยู่ 36.0% ช่องว่างนี้ไม่ใช่เรื่องราคา แต่เป็นต้นทุนต่อกิโลกรัม เพราะสวนที่ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าต้องเฉลี่ยค่าดูแลและค่าแรงกรีดลงบนผลผลิตที่น้อยกว่า เมื่อราคาตลาดโลกลดลง สวนของประเทศที่ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าจะอยู่ได้ก่อน การปิดช่องว่างนี้จึงเป็นมาตรการด้านความอยู่รอด
สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
ช่วง ม.ค. - ธ.ค. 2568 ไทยส่งออกยางธรรมชาติและยางแปรรูปมูลค่า 287,102.87 ล้านบาท ปริมาณ 4,142,144 ตันเนื้อยางแห้ง คิดเป็นราคาโดยนัย 69.31 บาท/กก. เทียบช่วงเดียวกันของปี 2567 มูลค่าเพิ่มขึ้น 6.92% ปริมาณเพิ่มขึ้น 5.20% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 1.63% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากทั้งสองด้านพร้อมกัน โดยด้านปริมาณเป็นตัวขับหลัก ปีที่ทั้งปริมาณและราคาไปทางเดียวกันแบบนี้คือปีที่รายได้ของไทยเพิ่มขึ้นจริง มิใช่เพิ่มบนกระดาษ
ตารางที่ 7 การส่งออกยางของไทยแยกกลุ่มสินค้า ม.ค. - ธ.ค. 2568 เทียบ ม.ค. - ธ.ค. 2567
หน่วย : ล้านบาท · ตันเนื้อยางแห้ง
| กลุ่มสินค้า | มูลค่า ม.ค. - ธ.ค. 2568 | %YoY มูลค่า | ปริมาณ ม.ค. - ธ.ค. 2568 | %YoY ปริมาณ | บาท/กก. | %YoY ราคา | ส่วนแบ่ง (%) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ยางแท่ง | 96,971.15 | −13.86% | 1,477,915 | −15.96% | 65.61 | +2.50% | 33.78 |
| ยางผสม | 109,230.88 | +29.44% | 1,700,861 | +25.50% | 64.22 | +3.13% | 38.05 |
| ยางแผ่นรมควัน | 33,517.28 | +18.92% | 437,564 | +24.73% | 76.60 | −4.67% | 11.67 |
| ยางคอมปาวด์ | 12,910.65 | +44.78% | 73,613 | +58.56% | 175.38 | −8.70% | 4.50 |
| น้ำยางข้น | 32,973.58 | +1.55% | 425,303 | +8.52% | 77.53 | −6.43% | 11.48 |
| ยางชนิดอื่น ๆ | 1,499.34 | −24.36% | 26,888 | −21.89% | 55.76 | −3.16% | 0.52 |
| รวมทั้งหมด | 287,102.87 | +6.92% | 4,142,144 | +5.20% | 69.31 | +1.63% | — |
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง คำนวณเป็นน้ำหนักเนื้อยางแห้ง 100%
หมายเหตุ: ข้อมูลศุลกากรครบทั้งสิบสองเดือนของปี 2568 และเทียบกับสิบสองเดือนของปี 2567 · ยอดรวมปริมาณอาจต่างจากตารางที่ 8 ระดับเศษตัน เพราะคลังข้อมูลปัดน้ำหนักรายแถวไว้ทศนิยมเดียว
เมื่อดูส่วนผสมของสินค้าที่ส่งออก ยางผสม มีสัดส่วนมูลค่าสูงสุดที่ 38.05% กลุ่มที่ได้สัดส่วนเพิ่มมากที่สุดคือ ยางผสม (+6.62 จุด) และกลุ่มที่เสียสัดส่วนมากที่สุดคือ ยางแท่ง (−8.14 จุด) ข้อควรระวังของตัวเลขชุดนี้คือ ยางผสมอยู่ในพิกัด 4005 ขณะที่ยางแท่งและยางแผ่นรมควันอยู่ในพิกัด 4001 การที่น้ำหนักย้ายมาทางยางผสม 6.62 จุด จึงทำให้ยอด "ยางธรรมชาติพิกัด 4001" ที่รายงานฉบับอื่นใช้เป็นฐาน ลดลงเร็วกว่ายอดส่งออกยางรวมของตารางนี้ สองตัวเลขนี้ต่างกันโดยนิยาม มิใช่ต่างกันเพราะข้อมูลผิด ทั้งนี้สัดส่วนที่เพิ่มของ ยางผสม มาจากปริมาณที่เพิ่มขึ้น 25.50% เป็นหลัก
แผนภูมิที่ 1 มูลค่าส่งออกยางรายเดือน ปี 2568 เทียบปี 2567 (ล้านบาท)
ปี 2568ปี 2567
สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
ในช่วง ม.ค. - ธ.ค. 2568 จีน เป็นปลายทางอันดับหนึ่งด้วยมูลค่า 173,882.97 ล้านบาท คิดเป็น 60.56% ของมูลค่าส่งออกยางทั้งหมด รองลงมาคือ ญี่ปุ่น ที่ 6.45% เมื่อดูว่ามูลค่ารวมที่เปลี่ยนไปมาจากไหน พบว่า จีน รายเดียวเคลื่อนไหวมากกว่ายอดรวมทั้งหมด คือคิดเป็น 203.5% ของการเปลี่ยนแปลงสุทธิ แปลว่าตลาดอื่นรวมกันเคลื่อนไหวสวนทาง และหักลบส่วนที่ตลาดนี้เพิ่มขึ้นไปบางส่วน ยอดรวมที่เห็นจึงเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ตลาดหลักรายเดียวทำได้ ทิศทางการส่งออกของทั้งปีจึงถูกกำหนดโดยตลาดเดียวยิ่งกว่าที่ยอดรวมบอก ทั้งนี้การที่ปลายทางเดียวรับซื้อเกินครึ่งของมูลค่าทั้งหมด แปลว่านโยบายการค้าและภาวะเศรษฐกิจของประเทศเดียวส่งผ่านถึงราคาที่เกษตรกรไทยได้รับโดยตรง โดยไม่มีตลาดอื่นที่ใหญ่พอจะรองรับปริมาณส่วนนั้นในระยะสั้น
ตารางที่ 8 ตลาดปลายทางการส่งออกยางของไทย สิบอันดับแรก ม.ค. - ธ.ค. 2568 เทียบ ม.ค. - ธ.ค. 2567
หน่วย : ล้านบาท · ตันเนื้อยางแห้ง
| ตลาดปลายทาง | มูลค่า ม.ค. - ธ.ค. 2568 | %YoY มูลค่า | ปริมาณ ม.ค. - ธ.ค. 2568 | %YoY ปริมาณ | บาท/กก. | %YoY ราคา | ส่วนแบ่ง (%) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| จีน | 173,882.97 | +27.81% | 2,647,025 | +22.75% | 65.69 | +4.12% | 60.56 |
| ญี่ปุ่น | 18,530.15 | −6.05% | 248,057 | −1.86% | 74.70 | −4.27% | 6.45 |
| สหรัฐอเมริกา | 15,970.09 | −22.97% | 198,243 | −27.18% | 80.56 | +5.79% | 5.56 |
| มาเลเซีย | 13,986.66 | −20.83% | 193,675 | −14.03% | 72.22 | −7.91% | 4.87 |
| อินเดีย | 11,813.74 | −0.40% | 124,392 | −20.36% | 94.97 | +25.06% | 4.11 |
| เวียดนาม | 6,265.87 | +33.53% | 99,016 | +40.96% | 63.28 | −5.27% | 2.18 |
| เกาหลีใต้ | 4,706.84 | −42.58% | 68,154 | −42.03% | 69.06 | −0.96% | 1.64 |
| สเปน | 4,695.36 | −11.14% | 52,917 | −19.62% | 88.73 | +10.54% | 1.64 |
| บราซิล | 4,457.36 | +9.23% | 60,623 | +8.31% | 73.53 | +0.85% | 1.55 |
| ตุรกี | 3,203.82 | −42.61% | 46,337 | −44.06% | 69.14 | +2.60% | 1.12 |
| ปลายทางอื่น ๆ ที่เหลือรวมกัน | 29,590.00 | −14.60% | 403,707 | −16.24% | 73.30 | +1.96% | 10.31 |
| รวมทั้งหมด | 287,102.87 | +6.92% | 4,142,145 | +5.20% | 69.31 | +1.63% | — |
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง คำนวณเป็นน้ำหนักเนื้อยางแห้ง 100%
หมายเหตุ: ข้อมูลศุลกากรครบทั้งสิบสองเดือนของปี 2568 และเทียบกับสิบสองเดือนของปี 2567 · จัดอันดับด้วยมูลค่าของปี 2568 แถวปลายทางอื่น ๆ รวมที่เหลือทั้งหมด (ปีนี้ 67 ราย ปีก่อน 65 ราย)
ราคาต่อหน่วยโดยนัยเฉลี่ยทั้งหมดอยู่ที่ 69.31 บาท/กก. ในบรรดาสิบอันดับแรก อินเดีย จ่ายสูงสุดที่ 94.97 บาท/กก. และ เวียดนาม จ่ายต่ำสุดที่ 63.28 บาท/กก. ห่างกัน 31.69 บาท/กก. ช่องว่างนี้ไม่ใช่ราคาที่ต่างกันของสินค้าตัวเดียวกัน แต่สะท้อนว่าแต่ละปลายทางซื้อสินค้าคนละกลุ่ม ตลาดที่จ่ายสูงมักซื้อน้ำยางข้นและยางแผ่นคุณภาพ ส่วนตลาดที่จ่ายต่ำซื้อยางแท่งและยางผสมเป็นหลัก จึงต้องอ่านคู่กับส่วนผสมสินค้าในตารางที่ 7 เสมอ ตลาดอันดับหนึ่งอย่าง จีน จ่าย 65.69 บาท/กก. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวม แปลว่ายอดขายก้อนใหญ่ที่สุดของไทยกระจุกอยู่ในกลุ่มสินค้าราคาต่อกิโลกรัมต่ำ การเพิ่มรายได้จากตลาดนี้จึงต้องมาจากการเปลี่ยนส่วนผสมสินค้า มิใช่จากการเพิ่มปริมาณอย่างเดียว
สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
ช่วง ม.ค. - ธ.ค. 2568 ไทยส่งออกยางไปยังปลายทางทุกแห่งรวม 287,103 ล้านบาท 4,142,145 ตันเนื้อยางแห้ง ราคาต่อหน่วยโดยนัย 69.31 บาท/กก. เทียบช่วงเดียวกันของปี 2567 มูลค่าเพิ่มขึ้น 18,590 ล้านบาท หรือ 6.92% เมื่อแยกมูลค่าที่เปลี่ยนไปของทุกตลาดออกเป็นสองด้าน พบว่าด้านราคาต่อหน่วยอธิบายได้ 8,849 ล้านบาท และด้านปริมาณอธิบายได้ 9,741 ล้านบาท สองด้านไปทางเดียวกัน โดยด้านปริมาณมีน้ำหนักมากกว่า ยอดสุทธิจึงสะท้อนขนาดการเคลื่อนไหวจริงของตลาด เมื่อด้านปริมาณเป็นตัวขับหลักในทางบวก รายได้ที่เพิ่มมาจากของที่ขายออกได้มากขึ้นจริง ซึ่งเป็นฐานที่มั่นคงกว่าการเพิ่มจากราคา แต่ต้องอ่านคู่กับราคาต่อหน่วยรายตลาดว่าแลกมาด้วยการลดราคาหรือไม่
ตารางที่ 9 ที่มาของมูลค่าที่เปลี่ยนไปรายตลาดปลายทาง สิบอันดับแรก ม.ค. - ธ.ค. 2568 เทียบ ม.ค. - ธ.ค. 2567
หน่วย : ล้านบาท · ตันเนื้อยางแห้ง · บาท/กก.
| ตลาดปลายทาง | มูลค่า ม.ค. - ธ.ค. 2568 | ส่วนแบ่ง (%) | เนื้อยางแห้ง (ตัน) | %YoY มูลค่า | ราคา 2568 | ราคา 2567 | ผลจากราคา | ผลจากปริมาณ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| จีน | 173,883 | 60.56 | 2,647,025 | +27.81% | 65.69 | 63.09 | +6,895 | +30,944 |
| ญี่ปุ่น | 18,530 | 6.45 | 248,057 | −6.05% | 74.70 | 78.03 | −826 | −367 |
| สหรัฐอเมริกา | 15,970 | 5.56 | 198,243 | −22.97% | 80.56 | 76.15 | +873 | −5,636 |
| มาเลเซีย | 13,987 | 4.87 | 193,675 | −20.83% | 72.22 | 78.42 | −1,202 | −2,478 |
| อินเดีย | 11,814 | 4.11 | 124,392 | −0.40% | 94.97 | 75.94 | +2,368 | −2,415 |
| เวียดนาม | 6,266 | 2.18 | 99,016 | +33.53% | 63.28 | 66.80 | −349 | +1,922 |
| เกาหลีใต้ | 4,707 | 1.64 | 68,154 | −42.58% | 69.06 | 69.73 | −45 | −3,445 |
| สเปน | 4,695 | 1.64 | 52,917 | −11.14% | 88.73 | 80.27 | +448 | −1,037 |
| บราซิล | 4,457 | 1.55 | 60,623 | +9.23% | 73.53 | 72.91 | +37 | +339 |
| ตุรกี | 3,204 | 1.12 | 46,337 | −42.61% | 69.14 | 67.39 | +81 | −2,460 |
| ปลายทางอื่น ๆ ที่เหลือรวมกัน | 29,590 | 10.31 | 403,707 | −14.60% | 73.30 | 71.89 | +568 | −5,626 |
| รวมทั้งหมด | 287,103 | 100.00 | 4,142,145 | +6.92% | 69.31 | 68.20 | +8,849 | +9,741 |
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง คำนวณเป็นน้ำหนักเนื้อยางแห้ง 100%
หมายเหตุ: ผลจากราคา = (ราคาปีนี้ − ราคาปีก่อน) × ปริมาณปีนี้ · ผลจากปริมาณ = ราคาปีก่อน × (ปริมาณปีนี้ − ปริมาณปีก่อน) สองก้อนบวกกันได้เท่ากับมูลค่าที่เปลี่ยนไปพอดี · แถวรวมเป็นผลบวกของทุกแถว มิใช่การแยกผลจากราคาเฉลี่ยรวม ซึ่งจะมีผลของส่วนผสมตลาดปนอยู่ · ราคาต่อหน่วย = มูลค่า ÷ เนื้อยางแห้ง จึงเปลี่ยนตามส่วนผสมชนิดยางด้วย · ศุลกากรครบสิบสองเดือนทั้งสองปี
ตลาดที่รับภาระการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดเมื่อวัดเป็นเงินคือ จีน ซึ่งมูลค่าเพิ่มขึ้น 37,839 ล้านบาท คิดเป็น 203.5% ของการเปลี่ยนแปลงสุทธิทั้งประเทศ ซึ่งเกินร้อยเพราะตลาดอื่นรวมกันเคลื่อนสวนทางและหักลบส่วนนี้ไปบางส่วน ยอดรวมที่เห็นจึงเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ตลาดนี้รายเดียวทำได้ ภายในตลาดนี้เอง ราคาต่อหน่วยโดยนัยอยู่ที่ 65.69 บาท/กก. เทียบกับ 63.09 บาท/กก. ของช่วงเดียวกันปีก่อน ด้านราคาจึงอธิบายได้ 6,895 ล้านบาท และด้านปริมาณอธิบายได้ 30,944 ล้านบาท เงินก้อนนี้มาจากด้านปริมาณเป็นหลัก ด้านปริมาณเป็นเรื่องของคำสั่งซื้อ ซึ่งเปลี่ยนได้เร็วกว่าราคาและกลับทิศได้ในปีเดียว การติดตามคำสั่งซื้อรายไตรมาสของตลาดนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่ใช้ได้จริง
สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
ขอบเขต: ยางธรรมชาติ พิกัด 4001 จาก BACI หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตันน้ำหนักจริง — ตัวเลขทั้งหมวดเป็นของปี 2567 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่ชุดข้อมูลมี และเป็นคนละปีกับเล่มนี้ที่รายงานปี 2568 จึงห้ามอ่านเป็นภาพของปี 2568 และห้ามรวมกับตัวเลขบาทของหมวด 5 และ 7
ในปี 2567 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่ชุดข้อมูลการค้าโลกมี และเป็นคนละปีกับเล่มนี้ที่รายงานปี 2568 ไทยเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 1 จาก 27 ราย ด้วยมูลค่า 5,140.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 2,782,744 ตัน คิดเป็น 30.66% ของมูลค่าทั้งชุดข้อมูล ไม่มีประเทศใดส่งออกยางธรรมชาติได้มากกว่าไทยในปีนั้น รายที่ไล่ตามไทยมาติด ๆ คือ อินโดนีเซีย ที่ 3,157.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 61.4% ของมูลค่าที่ไทยทำได้ ระยะห่างระดับนี้ยังกว้างพอที่อันดับจะไม่สลับกันในปีเดียว แต่แคบพอที่รายนี้จะกำหนดราคาในตลาดปลายทางที่ทับซ้อนกับไทยได้ ทั้งนี้มูลค่าส่งออกของไทยในปีนั้นเพิ่มขึ้น 28.84% จากปี 2566
ตารางที่ 10 ผู้ส่งออกยางธรรมชาติของโลกเรียงตามมูลค่า ปี 2567 (ปีล่าสุดของชุดข้อมูล)
หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐ · ตัน
| ประเทศผู้ส่งออก | มูลค่า 2567 | สัดส่วน (%) | ปริมาณ (ตัน) | ราคาต่อตัน | %เทียบปี 2566 |
|---|---|---|---|---|---|
| 1. ไทย | 5,140.0 | 30.66 | 2,782,744 | 1,847 | +28.84% |
| 2. อินโดนีเซีย | 3,157.9 | 18.83 | 1,690,688 | 1,868 | +7.63% |
| 3. โกตดิวัวร์ | 2,941.0 | 17.54 | 1,859,502 | 1,582 | +22.69% |
| 4. เวียดนาม | 1,246.8 | 7.44 | 742,400 | 1,679 | +45.54% |
| 5. มาเลเซีย | 1,176.3 | 7.02 | 623,058 | 1,888 | +24.43% |
| 6. กัมพูชา | 629.6 | 3.76 | 554,144 | 1,136 | −34.15% |
| 7. เมียนมา | 535.2 | 3.19 | 361,077 | 1,482 | +87.91% |
| 8. สปป. ลาว | 398.4 | 2.38 | 217,675 | 1,830 | +38.44% |
| 9. กานา | 228.5 | 1.36 | 139,192 | 1,641 | +20.84% |
| 10. กัวเตมาลา | 183.0 | 1.09 | 108,661 | 1,684 | +2.16% |
| ผู้ส่งออกอื่น ๆ ที่เหลือรวมกัน (17 ราย) | 1,130.2 | 6.74 | 642,610 | 1,759 | — |
| รวมผู้ส่งออกทั้งหมดในชุดข้อมูล | 16,766.8 | 100.00 | 9,721,751 | 1,725 | — |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. — ยางธรรมชาติ พิกัด 4001
หมายเหตุ: ตัวเลขทั้งตารางเป็นของปี 2567 มิใช่ปี 2568 ของเล่ม · แถวไทยเน้นด้วยพื้นสีทอง · สัดส่วนคิดจากยอดรวมของผู้ส่งออก 27 รายในปีนั้น ซึ่งรวมประเทศที่ส่งออกต่อโดยมิได้ปลูกยางเองด้วย · ราคาต่อตัน = มูลค่า ÷ ปริมาณ
ในด้านราคาต่อหน่วย ไทยขายได้เฉลี่ยตันละ 1,847 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับค่าเฉลี่ยของทั้งชุดข้อมูลที่ตันละ 1,725 ดอลลาร์สหรัฐ ในบรรดาประเทศที่เหลือในตาราง มาเลเซีย ขายได้สูงสุดที่ตันละ 1,888 และ กัมพูชา ต่ำสุดที่ตันละ 1,136 ดอลลาร์สหรัฐ ห่างกัน 752 ดอลลาร์ต่อตัน อินโดนีเซีย ที่ตามมาติด ๆ ขายได้แพงกว่าไทย 1.1% ซึ่งต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะอาจมิได้แปลว่าคุณภาพดีกว่า แต่สะท้อนส่วนผสมชนิดสินค้าที่ต่างกัน เช่น สัดส่วนน้ำยางข้นซึ่งราคาต่อหน่วยสูงกว่ายางแท่ง การที่ราคาเฉลี่ยของไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งชุดข้อมูล แปลว่าไทยขายอยู่ในกลุ่มที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความสม่ำเสมอ ที่ยืนนี้รักษาไว้ด้วยการรับรองคุณภาพ มิใช่ด้วยการลดราคาแข่ง
สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
ระหว่างปี 2560 ถึงปี 2568 มูลค่าส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปของไทยเปลี่ยนจาก 49,457 ล้านบาท เป็น 37,647 ล้านบาท ปริมาตรเปลี่ยนจาก 4,342,041 ลูกบาศก์เมตร เป็น 3,987,232 ลูกบาศก์เมตร และราคาต่อลูกบาศก์เมตรเปลี่ยนจาก 11,390 บาท เป็น 9,442 บาท คิดเป็นมูลค่าลดลง 23.9% ปริมาตรลดลง 8.2% และราคาต่อหน่วยลดลง 17.1% รูปแบบที่ราคาต่อหน่วยลดลงต่อเนื่องขณะที่ปริมาตรทรงตัว แปลว่าไทยขายไม้ได้เท่าเดิมแต่ได้เงินต่อลูกบาศก์เมตรน้อยลง ซึ่งเป็นภาพของการแข่งขันด้านราคาที่ฝั่งผู้ซื้อ มิใช่ปริมาณไม้ที่หายไป ผลตอบแทนจากการโค่นสวนหนึ่งแปลงจึงลดลงจริงในระดับที่เกษตรกรรับรู้ได้
ตารางที่ 11 การส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปของไทยรายปี ปี 2560 ถึงปี 2568
หน่วย : ล้านบาท · ลูกบาศก์เมตร · บาท/ลบ.ม.
| ปี พ.ศ. | มูลค่า (ล้านบาท) | %YoY มูลค่า | ปริมาตร (ลบ.ม.) | %YoY ปริมาตร | ราคา (บาท/ลบ.ม.) | %YoY ราคา |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 2560 | 49,457 | — | 4,342,041 | — | 11,390 | — |
| 2561 | 39,128 | −20.89% | 2,727,306 | −37.19% | 14,347 | +25.96% |
| 2562 | 29,589 | −24.38% | 2,264,634 | −16.96% | 13,065 | −8.93% |
| 2563 | 28,923 | −2.25% | 2,342,487 | +3.44% | 12,347 | −5.50% |
| 2564 | 33,370 | +15.37% | 2,426,055 | +3.57% | 13,755 | +11.40% |
| 2565 | 33,644 | +0.82% | 2,702,850 | +11.41% | 12,447 | −9.51% |
| 2566 | 40,425 | +20.16% | 3,375,998 | +24.91% | 11,974 | −3.80% |
| 2567 | 43,448 | +7.48% | 4,205,250 | +24.56% | 10,332 | −13.72% |
| 2568 | 37,647 | −13.35% | 3,987,232 | −5.18% | 9,442 | −8.61% |
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง — ไม้ยางพาราแปรรูป พิกัด 4407
หมายเหตุ: ปริมาตรของหมวดนี้เป็นลูกบาศก์เมตร มิใช่ตัน จึงบวกหรือเทียบกับปริมาณยางในตารางที่ 7 ถึง 9 ไม่ได้ · ราคาต่อลูกบาศก์เมตรคำนวณจาก มูลค่า ÷ ปริมาตร
ที่ต้องอ่านคู่กันเสมอคือ ไม้ยางพาราแปรรูปมาจากสวนที่โค่นเพื่อปลูกแทน ปริมาตรของแต่ละปีจึงถูกกำหนดโดยรอบการโค่นปลูกซึ่งกินเวลายี่สิบห้าถึงสามสิบปี มิใช่โดยราคายางของปีนั้น ปีที่ราคายางดีจึงมิได้แปลว่าไม้ยางออกมามาก และปีที่ราคายางตกก็มิได้แปลว่าไม้ยางหายไป ตัวเลขในตารางที่ 11 จึงไม่ใช่ตัวชี้วัดภาวะตลาดยาง และการอ่านสองเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันทำให้ตีความผิดได้ทั้งสองทาง หลักฐานที่เห็นได้จากตารางคือ ปริมาตรสูงสุดอยู่ที่ปี 2560 ที่ 4,342,041 ลูกบาศก์เมตร และต่ำสุดที่ปี 2562 ที่ 2,264,634 ลูกบาศก์เมตร ต่างกัน 1.9 เท่า ซึ่งเป็นช่วงกว้างเกินกว่าที่ความต้องการของผู้ซื้อจะอธิบายได้ฝ่ายเดียว และตรงกับลักษณะของอุปทานที่มาเป็นรอบ ผลในเชิงนโยบายคือ รายได้จากไม้ยางเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนการปลูกแทน การประเมินความคุ้มค่าของการโค่นปลูกโดยคิดเฉพาะราคายางจึงต่ำกว่าความจริง และการวางแผนพื้นที่ปลูกแทนรายปีมีผลต่อปริมาตรไม้ที่จะออกสู่ตลาดในปีถัดไปโดยตรง
สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
ตารางที่ 12 ปลายทางการส่งออกไม้ยางพาราแปรรูป สิบอันดับแรก ปี 2568
หน่วย : ล้านบาท · ลูกบาศก์เมตร
| ปลายทาง | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนมูลค่า (%) | ปริมาตร (ลบ.ม.) | สัดส่วนปริมาตร (%) |
|---|---|---|---|---|
| 1. จีน | 36,734.91 | 97.58 | 3,917,087 | 98.24 |
| 2. เวียดนาม | 528.06 | 1.40 | 37,694 | 0.95 |
| 3. มาเลเซีย | 335.16 | 0.89 | 29,166 | 0.73 |
| 4. กัมพูชา | 19.45 | 0.05 | 1,427 | 0.04 |
| 5. อินเดีย | 8.17 | 0.02 | 690 | 0.02 |
| 6. ไต้หวัน | 7.39 | 0.02 | 445 | 0.01 |
| 7. ญี่ปุ่น | 3.90 | 0.01 | 143 | 0.00 |
| 8. ออสเตรเลีย | 3.70 | 0.01 | 152 | 0.00 |
| 9. ฮ่องกง | 2.07 | 0.01 | 142 | 0.00 |
| 10. สหรัฐอเมริกา | 1.54 | 0.00 | 108 | 0.00 |
| ปลายทางอื่น ๆ และรายการที่ไม่ระบุปลายทาง | 2.73 | 0.01 | 178 | 0.00 |
| รวมทั้งหมด | 37,647.08 | 100.00 | 3,987,232 | 100.00 |
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง — ไม้ยางพาราแปรรูป พิกัด 4407
หมายเหตุ: จัดอันดับด้วยมูลค่าของปี 2568 สิบอันดับแรกรวมกันคิดเป็น 99.99% ของมูลค่าทั้งปี แถวสุดท้ายก่อนยอดรวมคือส่วนต่างจากยอดรวมของคลังข้อมูล ซึ่งรวมรายการที่ไม่ระบุปลายทางไว้ด้วย · ปริมาตรเป็นลูกบาศก์เมตร มิใช่ตัน
ในปี 2568 ปลายทางของไม้ยางพาราแปรรูปกระจุกตัวที่ จีน เพียงแห่งเดียว คิดเป็น 97.58% ของมูลค่าทั้งหมด และ 98.24% ของปริมาตรทั้งหมด รองลงมาคือ เวียดนาม ที่ 1.40% ซึ่งห่างกัน 96.2 จุด การพึ่งตลาดเดียวในระดับเกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ต่างจากการกระจุกตัวทั่วไปในเชิงคุณภาพ มิใช่เพียงเชิงระดับ เพราะไม่มีตลาดอื่นที่ใหญ่พอจะรองรับปริมาตรส่วนนั้นได้เลยหากผู้ซื้อรายนี้ชะลอการซื้อ ราคาที่ผู้ซื้อรายเดียวเสนอจึงเป็นราคาตลาดโดยปริยาย และมาตรการทางการค้าหรือภาวะอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และแผ่นไม้อัดของประเทศนั้นประเทศเดียว ส่งผ่านถึงผลตอบแทนการโค่นสวนของเกษตรกรไทยได้เต็มจำนวนภายในฤดูกาลเดียว การกระจายปลายทางของไม้ยางจึงมิใช่เรื่องของการหาผู้ซื้อรายใหม่ในสินค้าเดิมเพียงอย่างเดียว เพราะไม้แปรรูปขั้นต้นมีผู้ซื้อรายใหญ่อยู่ไม่กี่รายในโลก แต่เป็นเรื่องของการแปรรูปในประเทศให้ขายเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งเปลี่ยนทั้งกลุ่มผู้ซื้อและราคาต่อหน่วยไปพร้อมกัน
สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินโครงการชะลอการขายยาง ช่วยรักษาปริมาณผลผลิตยางที่เข้าสู่ตลาดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดความผันผวนของราคายางพาราให้มีเสถียรภาพ โดยสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนร้อยละ 80 ของมูลค่ายางที่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางรวบรวมและจัดเก็บไว้ ครอบคลุมยางก้อนถ้วย น้ำยางสด น้ำยางข้น ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 และยางแท่ง STR20 เมื่อขายยางผ่านตลาดกลางยางพาราจังหวัด กยท. จะหักสินเชื่อกลับเข้าโครงการฯ และจ่ายเงินส่วนต่างคืนให้แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง
กยท. ได้ลงนาม MOU ว่าด้วยการบริหารจัดการผลผลิตยางอย่างเป็นระบบกับบริษัทเอกชน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยางของภูมิภาค สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ลดความผันผวนของราคา และผลิตให้ตรงตามความต้องการตลาด พร้อมสนับสนุนการรวบรวมผลผลิตยาง ตรวจสอบแหล่งผลิต ประเมินความเสี่ยง ตลอดจนออกเอกสารข้อมูลการซื้อขายยางให้แก่ผู้ซื้ออย่างครบถ้วน ให้เป็นไปตามมาตรการ EUDR ซึ่งดำเนินการโดยตลาดกลางยางพาราและตลาดเครือข่ายของ กยท. ทั่วประเทศ
กยท. ได้จัดตั้งตลาดเครือข่ายและตลาดกลางยางพาราให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรนำยางมาซื้อขายผ่านกลไกตลาดกลางยางพารา ซึ่งจะทำให้ได้รับราคาที่เป็นธรรม ประกอบกับมีระบบซื้อขายผ่านตลาดกลางด้วยการประมูลซื้อขายผ่านระบบ Thai Rubber Trade เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระดับโลก เชื่อมโยงข้อมูลซื้อขายยางผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของยาง รองรับมาตรการ EU Deforestation Free Regulation (EUDR) เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตยาง
เนื้อหาเชิงนโยบายตั้งต้นจากฉบับกรกฎาคม 2569 ของ กยท. — แก้ไขได้ในระบบ
สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
สถานการณ์ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด ทิศทางค่าเงินบาทมีผลโดยตรงต่อราคาสินค้าส่งออกของไทยในตลาดโลกและรายได้สุทธิในรูปเงินบาทของผู้ส่งออก โดยเฉพาะในช่วงที่อุปทานยางใหม่เริ่มทยอยออกสู่ตลาด
ปริมาณและการกระจายตัวของฝนในแหล่งปลูกยางเป็นตัวแปรสำคัญของปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาด ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทำให้การกรีดยางทำได้ไม่เต็มที่ จึงเป็นปัจจัยจำกัดปริมาณผลผลิตยางพาราที่จะออกสู่ตลาด และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคายางพารามีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ทั้งนี้ติดตามสถานการณ์รายวันได้จากแดชบอร์ดสภาพอากาศของระบบ
สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยบางรายการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 แต่ยางธรรมชาติในรูปวัตถุดิบ เช่น ยางแผ่นและยางแท่ง ยังได้รับการยกเว้น จึงยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกยางธรรมชาติของไทย อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามมาตรการภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าไทยในกลุ่มยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักร ซึ่งหากมีการเก็บภาษีเพิ่มเติมอาจทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ยางของไทยในตลาดสหรัฐฯ ลดลง และส่งผลต่อความต้องการใช้ยางธรรมชาติในระยะต่อไป
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบส่งผลต่อต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนยางธรรมชาติ ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านการขนส่งทางทะเลบริเวณช่องแคบสำคัญยังกดดันระบบโลจิสติกส์โลก ผ่านค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยทางทะเล และระยะเวลาขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูง
เนื้อหาเชิงนโยบายตั้งต้นจากฉบับกรกฎาคม 2569 ของ กยท. — แก้ไขได้ในระบบ
สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
สถานการณ์ยางพารา ปี 2568
หมายเหตุ: ข้อค้นพบทุกข้อประกอบจากตัวเลขที่พิมพ์อยู่ในเล่มนี้โดยอัตโนมัติ จึงไม่เปิดให้แก้ไข — หากตัวเลขเปลี่ยน ข้อค้นพบจะเปลี่ยนตามเอง · ข้อที่อ้างชุดข้อมูลการค้าโลกกำกับปีไว้ในข้อนั้นเอง ซึ่งคนละปีกับเล่ม
ด้านราคาและจังหวะการขาย: ตารางที่ 1 และ 2 แสดงว่าราคาภายในปีเคลื่อนไหวไม่เท่ากันทุกเดือน การใช้ค่าเฉลี่ยทั้งปีเป็นราคาอ้างอิงในการตั้งงบรับซื้อหรือประเมินรายได้เกษตรกรจึงคลาดเคลื่อนได้ทั้งสองทาง ควรใช้ค่าเฉลี่ยรายเดือนคู่กับเดือนที่ผลผลิตออกจริงของแต่ละพื้นที่ และให้โครงการชะลอการขายยางเน้นน้ำหนักไปที่เดือนที่ราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปี ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องมือนี้ให้ผลตอบแทนต่อบาทที่ใช้สูงที่สุด
ด้านโครงสร้างการผลิต: ตารางที่ 5 แยกให้เห็นว่าผลผลิตของไทยมาจากเนื้อที่กรีดได้กับผลผลิตต่อไร่คนละส่วนกัน และตารางที่ 6 แสดงว่าผลผลิตต่อไร่ของไทยอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตหลัก สองด้านนี้ต้องใช้เครื่องมือคนละชุด ด้านพื้นที่เป็นเรื่องของการปลูกแทนและการรับรองแหล่งที่มา ส่วนด้านผลผลิตต่อไร่เป็นเรื่องของพันธุ์ ปุ๋ย และวิธีกรีด การตั้งเป้าหมายผลผลิตรวมของปี 2569 โดยไม่ระบุว่ามาจากด้านใด จะทำให้วัดผลของมาตรการไม่ได้เมื่อสิ้นปี
ด้านตลาดปลายทางและคู่แข่ง: ตารางที่ 8 และ 9 แสดงว่ามูลค่าส่งออกกระจุกที่ปลายทางไม่กี่ราย และแยกให้เห็นว่าเงินที่เปลี่ยนไปมาจากราคาหรือปริมาณ ส่วนตารางที่ 10 แสดงว่าไทยอยู่ตรงไหนในกลุ่มผู้ส่งออกของโลก ทั้งสามใบชี้ว่าการเพิ่มรายได้มีสองทางที่ไม่เหมือนกัน คือเพิ่มปริมาณในตลาดเดิม ซึ่งขึ้นกับผู้ซื้อและถูกคู่แข่งที่ขายถูกกว่าแย่งได้ กับเปลี่ยนส่วนผสมสินค้าไปยังกลุ่มที่ราคาต่อหน่วยสูงกว่า ซึ่งอยู่ในมือของนโยบายไทยเอง และใช้ได้กับไม้ยางในตารางที่ 12 ด้วย
รายงานฉบับนี้ปิดข้อมูลราคาที่เดือนธันวาคม 2568 และข้อมูลศุลกากรที่เดือนธันวาคม 2568 · ตัวเลขทุกตัวอ่านจากคลังข้อมูล กยท. ย่อหน้าเชิงนโยบายและข้อเสนอแนะแก้ไขได้ในระบบ
เล่มรายปีมีสองหน้าต่างเวลาที่ไม่เท่ากันและแยกกันเสมอ — ราคาตลาดกลาง กยท. ถึงเดือนธันวาคม 2568 และข้อมูลศุลกากรถึงเดือนธันวาคม 2568 · ผลิต–ใช้ของโลกและเนื้อที่–ผลผลิตของไทยมาจากรายงาน ANRPC ฉบับล่าสุดในคลัง (มิใช่ สศก.) · ตารางส่งออกเป็นบาทและตันเนื้อยางแห้งจากกรมศุลกากร ไม่นำไปบวกกับตัวเลขดอลลาร์ของ BACI ในเล่มรายประเทศ · ปีที่ข้อมูลศุลกากรไม่ครบสิบสองเดือนมีเครื่องหมาย † กำกับทุกที่ที่ปรากฏ · ใช้คลังแก้ไขร่วมกับรายงานรายเดือนของเดือน anchor