ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ฉบับปี 2568 · ข้อมูลราคาถึงเดือนธันวาคม 2568
กลับไปฉบับล่าสุด

กำลังดูฉบับย้อนหลัง — ตัวเลขเป็นของปี 2568

กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

รายงานสถานการณ์ยางพารารายปี

ประจำปี พ.ศ. 2568

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

1) ภาพรวมราคายางพาราของไทย ปี 2568

ราคาเฉลี่ย ม.ค. - ธ.ค.

65.59บาท/กก.

−15.07%

สูงสุด เดือนมกราคม

73.71บาท/กก.

ต่ำสุด เดือนตุลาคม

58.48บาท/กก.

ปี 2568 ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ของตลาดกลางยางพารา กยท. เฉลี่ย 65.59 บาท/กก. ในช่วง ม.ค. - ธ.ค. ลดลง 15.07% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่เฉลี่ย 77.23 บาท/กก. ราคาสูงสุดของช่วงอยู่ที่ 73.71 บาท/กก. ในเดือนมกราคม และต่ำสุดที่ 58.48 บาท/กก. ในเดือนตุลาคม ห่างกัน 15.23 บาท/กก. หรือ 23.2% ของค่าเฉลี่ยทั้งปี ช่วงกว้างระดับปานกลาง ราคายังเคลื่อนอยู่ในกรอบเดียวแต่มีจังหวะขึ้นลงชัดเจนพอที่จังหวะการขายจะทำให้รายได้ต่างกันจริง จุดสูงสุดเกิดก่อนจุดต่ำสุด ตลาดจึงอ่อนแรงลงในช่วงหลังของปี ระดับราคาที่ส่งต่อไปยังปี 2569 จึงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่รายงานฉบับนี้พิมพ์ไว้ การตั้งสมมติฐานรายได้ด้วยค่าเฉลี่ยนี้จะสูงเกินจริง

ตารางที่ 1 ราคาเฉลี่ยรายชนิดยางของตลาดกลางยางพารา กยท. ปี 2568 เทียบปี 2567

หน่วย : บาท/กก.

ชนิดยางเฉลี่ย ม.ค. - ธ.ค. 2568เฉลี่ย ม.ค. - ธ.ค. 2567%เปลี่ยนแปลงสูงสุด (เดือน)ต่ำสุด (เดือน)
ยางแผ่นรมควัน ชั้น 365.5977.23−15.07%73.71 (มกราคม)58.48 (ตุลาคม)
ยางแผ่นดิบ63.1275.17−16.03%71.04 (มกราคม)55.58 (ตุลาคม)
น้ำยางสด58.2870.49−17.32%67.11 (มีนาคม)53.64 (กรกฎาคม)
ยางก้อนถ้วย54.7357.66−5.08%63.50 (มีนาคม)50.02 (ธันวาคม)

ที่มา : ตลาดกลางยางพารา กยท. — ค่าเฉลี่ยรายเดือนจากคลังข้อมูล

หมายเหตุ: ค่าเฉลี่ยคิดจากค่าเฉลี่ยรายเดือนของราคาปิดตลาดทั้งสิบสองเดือน เดือนที่มีรายงานน้อยกว่าห้าวันทำการไม่นับเป็นค่าเฉลี่ยรายเดือน

เมื่อเทียบข้ามชนิดยาง ยางก้อนถ้วย เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีที่สุดที่ −5.08% ขณะที่ น้ำยางสด อยู่ปลายอีกด้านที่ −17.32% ห่างกัน 12.2 จุด ทั้งสองสายขยับไปในทิศทางและขนาดใกล้เคียงกัน (ต่างกันเพียง 2.3 จุด) แปลว่าแรงที่ขับราคาปีนี้เป็นแรงร่วมของตลาดทั้งระบบ เช่น อุปทานรวม ต้นทุนพลังงาน หรือค่าเงิน มิใช่ความต้องการเฉพาะสายผลิตภัณฑ์ใดสายหนึ่ง การแก้ปัญหาระดับสายผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่เครื่องมือที่ตรงกับสาเหตุของปีนี้

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

2) ราคายางรายเดือน ปี 2568

ตารางที่ 2 ราคาเฉลี่ยรายเดือนของตลาดกลางยางพารา กยท. ปี 2568

หน่วย : บาท/กก.

เดือนยางแผ่นรมควัน ชั้น 3ยางแผ่นดิบน้ำยางสดยางก้อนถ้วย
มกราคม73.7171.0466.0258.87
กุมภาพันธ์72.6770.8867.0963.18
มีนาคม72.5168.7367.1163.50
เมษายน66.7764.6256.7055.33
พฤษภาคม70.0167.8159.3556.17
มิถุนายน66.5064.4955.3050.78
กรกฎาคม65.3063.5353.6450.45
สิงหาคม61.3959.4254.0651.16
กันยายน60.3658.3455.2252.29
ตุลาคม58.4855.5853.9952.70
พฤศจิกายน60.5456.9856.1652.33
ธันวาคม58.8256.0454.7750.02
เฉลี่ยทั้งปี65.5963.1258.2854.73
เฉลี่ย ม.ค. - ธ.ค. ปี 256777.2375.1770.4957.66
%เปลี่ยนแปลง−15.07%−16.03%−17.32%−5.08%

ที่มา : ตลาดกลางยางพารา กยท. — ค่าเฉลี่ยรายเดือนจากคลังข้อมูล

หมายเหตุ: ขีดยาว (—) คือเดือนที่คลังข้อมูลไม่มีค่าเฉลี่ยที่ใช้ได้ มิใช่ราคาศูนย์ · ข้อมูลครบทั้งสิบสองเดือน

ตารางที่ 2 แสดงค่าเฉลี่ยรายเดือนของทุกชนิดยางที่ตลาดกลางยางพารา กยท. รายงานไว้ในปี 2568 เมื่อดูเฉพาะยางแผ่นรมควันชั้น 3 มี 6 เดือนที่ราคาอยู่เหนือค่าเฉลี่ยของปี และ 6 เดือนที่อยู่ต่ำกว่า ช่วง มกราคม–มิถุนายน เฉลี่ย 70.36 บาท/กก. ช่วง กรกฎาคม–ธันวาคม เฉลี่ย 60.81 บาท/กก. ลดลง 13.57% ช่วง กรกฎาคม–ธันวาคม ถูกกว่าช่วง มกราคม–มิถุนายน อย่างมีนัย ผลผลิตที่ออกกระจุกช่วงหลังจึงเจอราคาที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และมาตรการชะลอการขายมีน้ำหนักมากขึ้นในช่วงนั้น เดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของฉบับปิดที่ 58.82 บาท/กก. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงอยู่ 6.77 บาท/กก. ระดับที่ยกไปตั้งต้นช่วงถัดไปจึงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่รายงานฉบับนี้พิมพ์ไว้

ส่วนต่างระหว่างยางแผ่นรมควันชั้น 3 กับยางก้อนถ้วยซึ่งเป็นสองปลายของบันไดราคาอยู่ที่ 10.86 บาท/กก. เทียบกับ 19.57 บาท/กก. ในช่วงเดียวกันปีก่อน ลดลง 8.71 บาท/กก. ส่วนต่างแคบลง แปลว่าราคาที่หน้าสวนขยับตามทันหรือเร็วกว่าราคายางแผ่นรมควัน ส่วนเพิ่มของปีนี้จึงตกถึงขั้นผลิตมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน แรงจูงใจให้เกษตรกรลงแรงทำยางแผ่นคุณภาพจะลดลง เพราะผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากการแปรรูปเองบางลง

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

3) การผลิตและการใช้ยางธรรมชาติของโลก

ปี 2568 ผลผลิตยางธรรมชาติของโลกอยู่ที่ 14.971 ล้านตัน การใช้อยู่ที่ 15.301 ล้านตัน ผลิตน้อยกว่าใช้ 0.330 ล้านตัน เทียบกับ 0.578 ล้านตันในปีก่อน ช่องว่างแคบลง 0.248 ล้านตัน การเปลี่ยนแปลงของดุลปีนี้มาจากด้านการผลิตเป็นหลัก (ผลิตเพิ่มขึ้น 1.82% ขณะที่การใช้เพิ่มขึ้น 0.12%) ตลาดโลกยังอยู่ในภาวะผลิตไม่พอใช้ ซึ่งเป็นด้านที่หนุนราคา แต่ช่องว่างที่แคบลงแปลว่าแรงหนุนส่วนนี้อ่อนลงจากปีก่อน ราคาปีถัดไปจึงต้องพึ่งด้านความต้องการหรือด้านต้นทุนมากขึ้น มิใช่พึ่งภาวะขาดแคลนเหมือนเดิม

ตารางที่ 3 การผลิตและการใช้ยางธรรมชาติของโลก ปี พ.ศ. 2564 - 2568

หน่วย : ล้านตัน

ปี พ.ศ.การผลิต%เปลี่ยนแปลงการใช้%เปลี่ยนแปลงส่วนต่าง (ผลิต−ใช้)ผลผลิตของไทยสัดส่วนไทย (%)
256414.39514.620−0.2254.89333.99
256514.598+1.41%15.027+2.78%−0.4294.78632.79
256614.350−1.70%14.959−0.45%−0.6094.81033.52
256714.704+2.47%15.282+2.16%−0.5784.78932.57
256814.971+1.82%15.301+0.12%−0.3304.76531.83

ที่มา : ANRPC Monthly NR Statistical Report, June 2026

หมายเหตุ: ทุกปีในตารางนี้เป็นค่าที่เกิดขึ้นจริงของรายงานต้นทาง · สัดส่วนไทยคิดจากผลผลิตของไทยหารด้วยผลผลิตโลกในปีเดียวกัน · คลังข้อมูลเก็บรายงาน ANRPC ฉบับล่าสุดเพียงฉบับเดียว ฉบับย้อนหลังจึงอ้างตัวเลขชุดเดียวกันนี้

ตารางที่ 4 ผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ปี พ.ศ. 2568

หน่วย : ล้านตัน

ประเทศผลผลิตสัดส่วนของโลก (%)%เปลี่ยนจากปีก่อน
ไทย4.76531.83−0.50%
อินโดนีเซีย2.04113.63−4.27%
โกตดิวัวร์1.99213.31+10.67%
เวียดนาม1.3468.99+3.78%
จีน0.9286.20+5.10%
ผู้ผลิตอื่น ๆ รวมกัน3.89926.04+2.52%
รวมทุกประเทศทั่วโลก14.971100.00+1.82%

ที่มา : ANRPC Monthly NR Statistical Report, June 2026

ในภาพนี้ไทยผลิตได้ 4.765 ล้านตัน คิดเป็น 31.83% ของผลผลิตโลก เทียบกับ 32.57% ในปีก่อน ลดลง 0.74 จุด โดยผลผลิตของไทยเองลดลง 0.50% ขณะที่โลกเพิ่มขึ้น 1.82% สัดส่วนที่ลดลงจึงมาจากฝั่งไทยเองเป็นหลัก มิใช่จากการที่โลกโตแรง ส่วนแบ่งที่ลดลงแปลว่าน้ำหนักของไทยต่อราคาตลาดโลกน้อยลงตามไปด้วย การแข่งขันจะย้ายไปอยู่ที่คุณภาพและต้นทุนต่อหน่วยแทน ในตารางที่ 4 รายที่ขยายตัวเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ (+10.67% สัดส่วน 13.31% ของโลก) รายที่หดตัวมากที่สุดคืออินโดนีเซีย (−4.27%) โดยโกตดิวัวร์ขยายตัวเร็วกว่าไทย (−0.50%) ส่วนแบ่งที่ไทยเสียไปจึงตกกับรายนี้เป็นหลัก

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

4) เนื้อที่ ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ของไทย

ปี 2568 ไทยมีเนื้อที่ปลูกยางรวม 23.82 ล้านไร่ เป็นเนื้อที่กรีดได้ 22.36 ล้านไร่ และให้ผลผลิตยางแห้ง 4.765 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปีก่อน ผลผลิตลดลง 0.50% โดยเนื้อที่กรีดได้ลดลง 0.10% และผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 0.89% เนื้อที่กรีดได้ลดลงแต่ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ผลผลิตที่รักษาไว้ได้จึงมาจากประสิทธิภาพ มิใช่จากการขยายพื้นที่ ซึ่งยั่งยืนกว่าเพราะไม่เพิ่มแรงกดดันด้านที่ดินและไม่ขัดกับข้อกำหนดปลอดการตัดไม้ทำลายป่า

ตารางที่ 5 เนื้อที่ ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2564 - 2568

รายการหน่วย25642565256625672568%เปลี่ยนแปลง
เนื้อที่ปลูกยางรวมล้านไร่24.4724.2324.1623.8123.82+0.06%
เนื้อที่กรีดได้ล้านไร่21.9822.0322.5222.3822.36−0.10%
ผลผลิตยางแห้งล้านตัน4.8934.7864.8104.7894.765−0.50%
ผลผลิตต่อไร่ต่อปีกก./ไร่/ปี223217214215217+0.89%

ที่มา : ANRPC Monthly NR Statistical Report, June 2026

หมายเหตุ: ตัวเลขทั้งตารางมาจากรายงาน ANRPC มิใช่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นิยามเนื้อที่ของสองแหล่งไม่ตรงกัน จึงเทียบข้ามแหล่งไม่ได้ · ต้นฉบับเป็นพันเฮกตาร์และกิโลกรัมต่อเฮกตาร์ แปลงด้วยอัตรา 6.25 ไร่ต่อเฮกตาร์

ตารางที่ 6 ผลผลิตต่อไร่ของประเทศผู้ผลิตหลัก ปี พ.ศ. 2568 เทียบปี พ.ศ. 2567

หน่วย : กก./ไร่/ปี

ประเทศ25682567%เปลี่ยนแปลงเทียบไทย (%)
เวียดนาม295289+2.05%+36.0
อินเดีย243240+1.20%+12.1
มาเลเซีย228226+0.71%+5.1
ไทย217215+0.89%
ศรีลังกา203194+4.37%−6.6
กัมพูชา201198+1.37%−7.4
จีน192184+4.08%−11.5
อินโดนีเซีย151152−1.05%−30.6

ที่มา : ANRPC Monthly NR Statistical Report, June 2026 · แสดง 8 ประเทศแรกจาก 10 ประเทศที่รายงานต้นทางมีค่าผลผลิตต่อไร่ และคงแถวไทยไว้เสมอ

ผลผลิตต่อไร่ปีล่าสุดอยู่ที่ 217 กก./ไร่/ปี เทียบกับค่าเฉลี่ยของห้าปีในตารางที่ 5 ซึ่งอยู่ที่ 217 กก./ไร่/ปี ต่างกันไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัมต่อไร่ จึงถือว่าอยู่ที่ระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยของช่วง สัดส่วนเนื้อที่กรีดได้ต่อเนื้อที่ปลูกรวมอยู่ที่ 93.9% ซึ่งยังมีสวนที่ยังไม่เปิดกรีดเหลืออยู่ ผลผลิตระยะสั้นจึงยังเพิ่มได้จากการทยอยเปิดกรีด ค่าที่เท่ากับเฉลี่ยของช่วงแปลว่าประสิทธิภาพต่อไร่ของปีนี้ไม่ได้เป็นทั้งแรงเสริมและแรงฉุดต่ออุปทาน ปริมาณที่เปลี่ยนไปจึงมาจากด้านเนื้อที่กรีดเป็นหลัก เมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตหลักในตารางที่ 6 ไทยอยู่อันดับที่ 4 จาก 10 ประเทศที่รายงานต้นทางมีค่า ตามหลังเวียดนามซึ่งได้ 295 กก./ไร่/ปี อยู่ 36.0% ช่องว่างนี้ไม่ใช่เรื่องราคา แต่เป็นต้นทุนต่อกิโลกรัม เพราะสวนที่ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าต้องเฉลี่ยค่าดูแลและค่าแรงกรีดลงบนผลผลิตที่น้อยกว่า เมื่อราคาตลาดโลกลดลง สวนของประเทศที่ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าจะอยู่ได้ก่อน การปิดช่องว่างนี้จึงเป็นมาตรการด้านความอยู่รอด

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

5) การส่งออกยางของไทยทั้งปี

5.1) การส่งออกแยกกลุ่มสินค้า

ช่วง ม.ค. - ธ.ค. 2568 ไทยส่งออกยางธรรมชาติและยางแปรรูปมูลค่า 287,102.87 ล้านบาท ปริมาณ 4,142,144 ตันเนื้อยางแห้ง คิดเป็นราคาโดยนัย 69.31 บาท/กก. เทียบช่วงเดียวกันของปี 2567 มูลค่าเพิ่มขึ้น 6.92% ปริมาณเพิ่มขึ้น 5.20% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 1.63% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากทั้งสองด้านพร้อมกัน โดยด้านปริมาณเป็นตัวขับหลัก ปีที่ทั้งปริมาณและราคาไปทางเดียวกันแบบนี้คือปีที่รายได้ของไทยเพิ่มขึ้นจริง มิใช่เพิ่มบนกระดาษ

ตารางที่ 7 การส่งออกยางของไทยแยกกลุ่มสินค้า ม.ค. - ธ.ค. 2568 เทียบ ม.ค. - ธ.ค. 2567

หน่วย : ล้านบาท · ตันเนื้อยางแห้ง

กลุ่มสินค้ามูลค่า ม.ค. - ธ.ค. 2568%YoY มูลค่าปริมาณ ม.ค. - ธ.ค. 2568%YoY ปริมาณบาท/กก.%YoY ราคาส่วนแบ่ง (%)
ยางแท่ง96,971.15−13.86%1,477,915−15.96%65.61+2.50%33.78
ยางผสม109,230.88+29.44%1,700,861+25.50%64.22+3.13%38.05
ยางแผ่นรมควัน33,517.28+18.92%437,564+24.73%76.60−4.67%11.67
ยางคอมปาวด์12,910.65+44.78%73,613+58.56%175.38−8.70%4.50
น้ำยางข้น32,973.58+1.55%425,303+8.52%77.53−6.43%11.48
ยางชนิดอื่น ๆ1,499.34−24.36%26,888−21.89%55.76−3.16%0.52
รวมทั้งหมด287,102.87+6.92%4,142,144+5.20%69.31+1.63%

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง คำนวณเป็นน้ำหนักเนื้อยางแห้ง 100%

หมายเหตุ: ข้อมูลศุลกากรครบทั้งสิบสองเดือนของปี 2568 และเทียบกับสิบสองเดือนของปี 2567 · ยอดรวมปริมาณอาจต่างจากตารางที่ 8 ระดับเศษตัน เพราะคลังข้อมูลปัดน้ำหนักรายแถวไว้ทศนิยมเดียว

เมื่อดูส่วนผสมของสินค้าที่ส่งออก ยางผสม มีสัดส่วนมูลค่าสูงสุดที่ 38.05% กลุ่มที่ได้สัดส่วนเพิ่มมากที่สุดคือ ยางผสม (+6.62 จุด) และกลุ่มที่เสียสัดส่วนมากที่สุดคือ ยางแท่ง (−8.14 จุด) ข้อควรระวังของตัวเลขชุดนี้คือ ยางผสมอยู่ในพิกัด 4005 ขณะที่ยางแท่งและยางแผ่นรมควันอยู่ในพิกัด 4001 การที่น้ำหนักย้ายมาทางยางผสม 6.62 จุด จึงทำให้ยอด "ยางธรรมชาติพิกัด 4001" ที่รายงานฉบับอื่นใช้เป็นฐาน ลดลงเร็วกว่ายอดส่งออกยางรวมของตารางนี้ สองตัวเลขนี้ต่างกันโดยนิยาม มิใช่ต่างกันเพราะข้อมูลผิด ทั้งนี้สัดส่วนที่เพิ่มของ ยางผสม มาจากปริมาณที่เพิ่มขึ้น 25.50% เป็นหลัก

แผนภูมิที่ 1 มูลค่าส่งออกยางรายเดือน ปี 2568 เทียบปี 2567 (ล้านบาท)

ปี 2568ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

5.2) ตลาดปลายทางสิบอันดับ

ในช่วง ม.ค. - ธ.ค. 2568 จีน เป็นปลายทางอันดับหนึ่งด้วยมูลค่า 173,882.97 ล้านบาท คิดเป็น 60.56% ของมูลค่าส่งออกยางทั้งหมด รองลงมาคือ ญี่ปุ่น ที่ 6.45% เมื่อดูว่ามูลค่ารวมที่เปลี่ยนไปมาจากไหน พบว่า จีน รายเดียวเคลื่อนไหวมากกว่ายอดรวมทั้งหมด คือคิดเป็น 203.5% ของการเปลี่ยนแปลงสุทธิ แปลว่าตลาดอื่นรวมกันเคลื่อนไหวสวนทาง และหักลบส่วนที่ตลาดนี้เพิ่มขึ้นไปบางส่วน ยอดรวมที่เห็นจึงเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ตลาดหลักรายเดียวทำได้ ทิศทางการส่งออกของทั้งปีจึงถูกกำหนดโดยตลาดเดียวยิ่งกว่าที่ยอดรวมบอก ทั้งนี้การที่ปลายทางเดียวรับซื้อเกินครึ่งของมูลค่าทั้งหมด แปลว่านโยบายการค้าและภาวะเศรษฐกิจของประเทศเดียวส่งผ่านถึงราคาที่เกษตรกรไทยได้รับโดยตรง โดยไม่มีตลาดอื่นที่ใหญ่พอจะรองรับปริมาณส่วนนั้นในระยะสั้น

ตารางที่ 8 ตลาดปลายทางการส่งออกยางของไทย สิบอันดับแรก ม.ค. - ธ.ค. 2568 เทียบ ม.ค. - ธ.ค. 2567

หน่วย : ล้านบาท · ตันเนื้อยางแห้ง

ตลาดปลายทางมูลค่า ม.ค. - ธ.ค. 2568%YoY มูลค่าปริมาณ ม.ค. - ธ.ค. 2568%YoY ปริมาณบาท/กก.%YoY ราคาส่วนแบ่ง (%)
จีน173,882.97+27.81%2,647,025+22.75%65.69+4.12%60.56
ญี่ปุ่น18,530.15−6.05%248,057−1.86%74.70−4.27%6.45
สหรัฐอเมริกา15,970.09−22.97%198,243−27.18%80.56+5.79%5.56
มาเลเซีย13,986.66−20.83%193,675−14.03%72.22−7.91%4.87
อินเดีย11,813.74−0.40%124,392−20.36%94.97+25.06%4.11
เวียดนาม6,265.87+33.53%99,016+40.96%63.28−5.27%2.18
เกาหลีใต้4,706.84−42.58%68,154−42.03%69.06−0.96%1.64
สเปน4,695.36−11.14%52,917−19.62%88.73+10.54%1.64
บราซิล4,457.36+9.23%60,623+8.31%73.53+0.85%1.55
ตุรกี3,203.82−42.61%46,337−44.06%69.14+2.60%1.12
ปลายทางอื่น ๆ ที่เหลือรวมกัน29,590.00−14.60%403,707−16.24%73.30+1.96%10.31
รวมทั้งหมด287,102.87+6.92%4,142,145+5.20%69.31+1.63%

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง คำนวณเป็นน้ำหนักเนื้อยางแห้ง 100%

หมายเหตุ: ข้อมูลศุลกากรครบทั้งสิบสองเดือนของปี 2568 และเทียบกับสิบสองเดือนของปี 2567 · จัดอันดับด้วยมูลค่าของปี 2568 แถวปลายทางอื่น ๆ รวมที่เหลือทั้งหมด (ปีนี้ 67 ราย ปีก่อน 65 ราย)

ราคาต่อหน่วยโดยนัยเฉลี่ยทั้งหมดอยู่ที่ 69.31 บาท/กก. ในบรรดาสิบอันดับแรก อินเดีย จ่ายสูงสุดที่ 94.97 บาท/กก. และ เวียดนาม จ่ายต่ำสุดที่ 63.28 บาท/กก. ห่างกัน 31.69 บาท/กก. ช่องว่างนี้ไม่ใช่ราคาที่ต่างกันของสินค้าตัวเดียวกัน แต่สะท้อนว่าแต่ละปลายทางซื้อสินค้าคนละกลุ่ม ตลาดที่จ่ายสูงมักซื้อน้ำยางข้นและยางแผ่นคุณภาพ ส่วนตลาดที่จ่ายต่ำซื้อยางแท่งและยางผสมเป็นหลัก จึงต้องอ่านคู่กับส่วนผสมสินค้าในตารางที่ 7 เสมอ ตลาดอันดับหนึ่งอย่าง จีน จ่าย 65.69 บาท/กก. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวม แปลว่ายอดขายก้อนใหญ่ที่สุดของไทยกระจุกอยู่ในกลุ่มสินค้าราคาต่อกิโลกรัมต่ำ การเพิ่มรายได้จากตลาดนี้จึงต้องมาจากการเปลี่ยนส่วนผสมสินค้า มิใช่จากการเพิ่มปริมาณอย่างเดียว

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

6) คู่ค้าของไทย: มูลค่าที่เปลี่ยนไปมาจากราคาหรือปริมาณ

ช่วง ม.ค. - ธ.ค. 2568 ไทยส่งออกยางไปยังปลายทางทุกแห่งรวม 287,103 ล้านบาท 4,142,145 ตันเนื้อยางแห้ง ราคาต่อหน่วยโดยนัย 69.31 บาท/กก. เทียบช่วงเดียวกันของปี 2567 มูลค่าเพิ่มขึ้น 18,590 ล้านบาท หรือ 6.92% เมื่อแยกมูลค่าที่เปลี่ยนไปของทุกตลาดออกเป็นสองด้าน พบว่าด้านราคาต่อหน่วยอธิบายได้ 8,849 ล้านบาท และด้านปริมาณอธิบายได้ 9,741 ล้านบาท สองด้านไปทางเดียวกัน โดยด้านปริมาณมีน้ำหนักมากกว่า ยอดสุทธิจึงสะท้อนขนาดการเคลื่อนไหวจริงของตลาด เมื่อด้านปริมาณเป็นตัวขับหลักในทางบวก รายได้ที่เพิ่มมาจากของที่ขายออกได้มากขึ้นจริง ซึ่งเป็นฐานที่มั่นคงกว่าการเพิ่มจากราคา แต่ต้องอ่านคู่กับราคาต่อหน่วยรายตลาดว่าแลกมาด้วยการลดราคาหรือไม่

ตารางที่ 9 ที่มาของมูลค่าที่เปลี่ยนไปรายตลาดปลายทาง สิบอันดับแรก ม.ค. - ธ.ค. 2568 เทียบ ม.ค. - ธ.ค. 2567

หน่วย : ล้านบาท · ตันเนื้อยางแห้ง · บาท/กก.

ตลาดปลายทางมูลค่า ม.ค. - ธ.ค. 2568ส่วนแบ่ง (%)เนื้อยางแห้ง (ตัน)%YoY มูลค่าราคา 2568ราคา 2567ผลจากราคาผลจากปริมาณ
จีน173,88360.562,647,025+27.81%65.6963.09+6,895+30,944
ญี่ปุ่น18,5306.45248,057−6.05%74.7078.03−826−367
สหรัฐอเมริกา15,9705.56198,243−22.97%80.5676.15+873−5,636
มาเลเซีย13,9874.87193,675−20.83%72.2278.42−1,202−2,478
อินเดีย11,8144.11124,392−0.40%94.9775.94+2,368−2,415
เวียดนาม6,2662.1899,016+33.53%63.2866.80−349+1,922
เกาหลีใต้4,7071.6468,154−42.58%69.0669.73−45−3,445
สเปน4,6951.6452,917−11.14%88.7380.27+448−1,037
บราซิล4,4571.5560,623+9.23%73.5372.91+37+339
ตุรกี3,2041.1246,337−42.61%69.1467.39+81−2,460
ปลายทางอื่น ๆ ที่เหลือรวมกัน29,59010.31403,707−14.60%73.3071.89+568−5,626
รวมทั้งหมด287,103100.004,142,145+6.92%69.3168.20+8,849+9,741

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง คำนวณเป็นน้ำหนักเนื้อยางแห้ง 100%

หมายเหตุ: ผลจากราคา = (ราคาปีนี้ − ราคาปีก่อน) × ปริมาณปีนี้ · ผลจากปริมาณ = ราคาปีก่อน × (ปริมาณปีนี้ − ปริมาณปีก่อน) สองก้อนบวกกันได้เท่ากับมูลค่าที่เปลี่ยนไปพอดี · แถวรวมเป็นผลบวกของทุกแถว มิใช่การแยกผลจากราคาเฉลี่ยรวม ซึ่งจะมีผลของส่วนผสมตลาดปนอยู่ · ราคาต่อหน่วย = มูลค่า ÷ เนื้อยางแห้ง จึงเปลี่ยนตามส่วนผสมชนิดยางด้วย · ศุลกากรครบสิบสองเดือนทั้งสองปี

ตลาดที่รับภาระการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดเมื่อวัดเป็นเงินคือ จีน ซึ่งมูลค่าเพิ่มขึ้น 37,839 ล้านบาท คิดเป็น 203.5% ของการเปลี่ยนแปลงสุทธิทั้งประเทศ ซึ่งเกินร้อยเพราะตลาดอื่นรวมกันเคลื่อนสวนทางและหักลบส่วนนี้ไปบางส่วน ยอดรวมที่เห็นจึงเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ตลาดนี้รายเดียวทำได้ ภายในตลาดนี้เอง ราคาต่อหน่วยโดยนัยอยู่ที่ 65.69 บาท/กก. เทียบกับ 63.09 บาท/กก. ของช่วงเดียวกันปีก่อน ด้านราคาจึงอธิบายได้ 6,895 ล้านบาท และด้านปริมาณอธิบายได้ 30,944 ล้านบาท เงินก้อนนี้มาจากด้านปริมาณเป็นหลัก ด้านปริมาณเป็นเรื่องของคำสั่งซื้อ ซึ่งเปลี่ยนได้เร็วกว่าราคาและกลับทิศได้ในปีเดียว การติดตามคำสั่งซื้อรายไตรมาสของตลาดนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่ใช้ได้จริง

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

7) คู่แข่งทางการค้าของไทยในตลาดส่งออกยางธรรมชาติของโลก

ขอบเขต: ยางธรรมชาติ พิกัด 4001 จาก BACI หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตันน้ำหนักจริง — ตัวเลขทั้งหมวดเป็นของปี 2567 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่ชุดข้อมูลมี และเป็นคนละปีกับเล่มนี้ที่รายงานปี 2568 จึงห้ามอ่านเป็นภาพของปี 2568 และห้ามรวมกับตัวเลขบาทของหมวด 5 และ 7

ในปี 2567 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่ชุดข้อมูลการค้าโลกมี และเป็นคนละปีกับเล่มนี้ที่รายงานปี 2568 ไทยเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 1 จาก 27 ราย ด้วยมูลค่า 5,140.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 2,782,744 ตัน คิดเป็น 30.66% ของมูลค่าทั้งชุดข้อมูล ไม่มีประเทศใดส่งออกยางธรรมชาติได้มากกว่าไทยในปีนั้น รายที่ไล่ตามไทยมาติด ๆ คือ อินโดนีเซีย ที่ 3,157.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 61.4% ของมูลค่าที่ไทยทำได้ ระยะห่างระดับนี้ยังกว้างพอที่อันดับจะไม่สลับกันในปีเดียว แต่แคบพอที่รายนี้จะกำหนดราคาในตลาดปลายทางที่ทับซ้อนกับไทยได้ ทั้งนี้มูลค่าส่งออกของไทยในปีนั้นเพิ่มขึ้น 28.84% จากปี 2566

ตารางที่ 10 ผู้ส่งออกยางธรรมชาติของโลกเรียงตามมูลค่า ปี 2567 (ปีล่าสุดของชุดข้อมูล)

หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐ · ตัน

ประเทศผู้ส่งออกมูลค่า 2567สัดส่วน (%)ปริมาณ (ตัน)ราคาต่อตัน%เทียบปี 2566
1. ไทย5,140.030.662,782,7441,847+28.84%
2. อินโดนีเซีย3,157.918.831,690,6881,868+7.63%
3. โกตดิวัวร์2,941.017.541,859,5021,582+22.69%
4. เวียดนาม1,246.87.44742,4001,679+45.54%
5. มาเลเซีย1,176.37.02623,0581,888+24.43%
6. กัมพูชา629.63.76554,1441,136−34.15%
7. เมียนมา535.23.19361,0771,482+87.91%
8. สปป. ลาว398.42.38217,6751,830+38.44%
9. กานา228.51.36139,1921,641+20.84%
10. กัวเตมาลา183.01.09108,6611,684+2.16%
ผู้ส่งออกอื่น ๆ ที่เหลือรวมกัน (17 ราย)1,130.26.74642,6101,759
รวมผู้ส่งออกทั้งหมดในชุดข้อมูล16,766.8100.009,721,7511,725

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. — ยางธรรมชาติ พิกัด 4001

หมายเหตุ: ตัวเลขทั้งตารางเป็นของปี 2567 มิใช่ปี 2568 ของเล่ม · แถวไทยเน้นด้วยพื้นสีทอง · สัดส่วนคิดจากยอดรวมของผู้ส่งออก 27 รายในปีนั้น ซึ่งรวมประเทศที่ส่งออกต่อโดยมิได้ปลูกยางเองด้วย · ราคาต่อตัน = มูลค่า ÷ ปริมาณ

ในด้านราคาต่อหน่วย ไทยขายได้เฉลี่ยตันละ 1,847 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับค่าเฉลี่ยของทั้งชุดข้อมูลที่ตันละ 1,725 ดอลลาร์สหรัฐ ในบรรดาประเทศที่เหลือในตาราง มาเลเซีย ขายได้สูงสุดที่ตันละ 1,888 และ กัมพูชา ต่ำสุดที่ตันละ 1,136 ดอลลาร์สหรัฐ ห่างกัน 752 ดอลลาร์ต่อตัน อินโดนีเซีย ที่ตามมาติด ๆ ขายได้แพงกว่าไทย 1.1% ซึ่งต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะอาจมิได้แปลว่าคุณภาพดีกว่า แต่สะท้อนส่วนผสมชนิดสินค้าที่ต่างกัน เช่น สัดส่วนน้ำยางข้นซึ่งราคาต่อหน่วยสูงกว่ายางแท่ง การที่ราคาเฉลี่ยของไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งชุดข้อมูล แปลว่าไทยขายอยู่ในกลุ่มที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความสม่ำเสมอ ที่ยืนนี้รักษาไว้ด้วยการรับรองคุณภาพ มิใช่ด้วยการลดราคาแข่ง

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

8) ไม้ยางพาราแปรรูป: สินค้าจากสวนยางที่วัดเป็นลูกบาศก์เมตร

8.1) มูลค่า ปริมาตร และราคาต่อลูกบาศก์เมตรรายปี

ระหว่างปี 2560 ถึงปี 2568 มูลค่าส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปของไทยเปลี่ยนจาก 49,457 ล้านบาท เป็น 37,647 ล้านบาท ปริมาตรเปลี่ยนจาก 4,342,041 ลูกบาศก์เมตร เป็น 3,987,232 ลูกบาศก์เมตร และราคาต่อลูกบาศก์เมตรเปลี่ยนจาก 11,390 บาท เป็น 9,442 บาท คิดเป็นมูลค่าลดลง 23.9% ปริมาตรลดลง 8.2% และราคาต่อหน่วยลดลง 17.1% รูปแบบที่ราคาต่อหน่วยลดลงต่อเนื่องขณะที่ปริมาตรทรงตัว แปลว่าไทยขายไม้ได้เท่าเดิมแต่ได้เงินต่อลูกบาศก์เมตรน้อยลง ซึ่งเป็นภาพของการแข่งขันด้านราคาที่ฝั่งผู้ซื้อ มิใช่ปริมาณไม้ที่หายไป ผลตอบแทนจากการโค่นสวนหนึ่งแปลงจึงลดลงจริงในระดับที่เกษตรกรรับรู้ได้

ตารางที่ 11 การส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปของไทยรายปี ปี 2560 ถึงปี 2568

หน่วย : ล้านบาท · ลูกบาศก์เมตร · บาท/ลบ.ม.

ปี พ.ศ.มูลค่า (ล้านบาท)%YoY มูลค่าปริมาตร (ลบ.ม.)%YoY ปริมาตรราคา (บาท/ลบ.ม.)%YoY ราคา
256049,4574,342,04111,390
256139,128−20.89%2,727,306−37.19%14,347+25.96%
256229,589−24.38%2,264,634−16.96%13,065−8.93%
256328,923−2.25%2,342,487+3.44%12,347−5.50%
256433,370+15.37%2,426,055+3.57%13,755+11.40%
256533,644+0.82%2,702,850+11.41%12,447−9.51%
256640,425+20.16%3,375,998+24.91%11,974−3.80%
256743,448+7.48%4,205,250+24.56%10,332−13.72%
256837,647−13.35%3,987,232−5.18%9,442−8.61%

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง — ไม้ยางพาราแปรรูป พิกัด 4407

หมายเหตุ: ปริมาตรของหมวดนี้เป็นลูกบาศก์เมตร มิใช่ตัน จึงบวกหรือเทียบกับปริมาณยางในตารางที่ 7 ถึง 9 ไม่ได้ · ราคาต่อลูกบาศก์เมตรคำนวณจาก มูลค่า ÷ ปริมาตร

ที่ต้องอ่านคู่กันเสมอคือ ไม้ยางพาราแปรรูปมาจากสวนที่โค่นเพื่อปลูกแทน ปริมาตรของแต่ละปีจึงถูกกำหนดโดยรอบการโค่นปลูกซึ่งกินเวลายี่สิบห้าถึงสามสิบปี มิใช่โดยราคายางของปีนั้น ปีที่ราคายางดีจึงมิได้แปลว่าไม้ยางออกมามาก และปีที่ราคายางตกก็มิได้แปลว่าไม้ยางหายไป ตัวเลขในตารางที่ 11 จึงไม่ใช่ตัวชี้วัดภาวะตลาดยาง และการอ่านสองเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันทำให้ตีความผิดได้ทั้งสองทาง หลักฐานที่เห็นได้จากตารางคือ ปริมาตรสูงสุดอยู่ที่ปี 2560 ที่ 4,342,041 ลูกบาศก์เมตร และต่ำสุดที่ปี 2562 ที่ 2,264,634 ลูกบาศก์เมตร ต่างกัน 1.9 เท่า ซึ่งเป็นช่วงกว้างเกินกว่าที่ความต้องการของผู้ซื้อจะอธิบายได้ฝ่ายเดียว และตรงกับลักษณะของอุปทานที่มาเป็นรอบ ผลในเชิงนโยบายคือ รายได้จากไม้ยางเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนการปลูกแทน การประเมินความคุ้มค่าของการโค่นปลูกโดยคิดเฉพาะราคายางจึงต่ำกว่าความจริง และการวางแผนพื้นที่ปลูกแทนรายปีมีผลต่อปริมาตรไม้ที่จะออกสู่ตลาดในปีถัดไปโดยตรง

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

8.2) ปลายทางของไม้ยางพาราแปรรูป

ตารางที่ 12 ปลายทางการส่งออกไม้ยางพาราแปรรูป สิบอันดับแรก ปี 2568

หน่วย : ล้านบาท · ลูกบาศก์เมตร

ปลายทางมูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนมูลค่า (%)ปริมาตร (ลบ.ม.)สัดส่วนปริมาตร (%)
1. จีน36,734.9197.583,917,08798.24
2. เวียดนาม528.061.4037,6940.95
3. มาเลเซีย335.160.8929,1660.73
4. กัมพูชา19.450.051,4270.04
5. อินเดีย8.170.026900.02
6. ไต้หวัน7.390.024450.01
7. ญี่ปุ่น3.900.011430.00
8. ออสเตรเลีย3.700.011520.00
9. ฮ่องกง2.070.011420.00
10. สหรัฐอเมริกา1.540.001080.00
ปลายทางอื่น ๆ และรายการที่ไม่ระบุปลายทาง2.730.011780.00
รวมทั้งหมด37,647.08100.003,987,232100.00

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดย การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายเศรษฐกิจยาง — ไม้ยางพาราแปรรูป พิกัด 4407

หมายเหตุ: จัดอันดับด้วยมูลค่าของปี 2568 สิบอันดับแรกรวมกันคิดเป็น 99.99% ของมูลค่าทั้งปี แถวสุดท้ายก่อนยอดรวมคือส่วนต่างจากยอดรวมของคลังข้อมูล ซึ่งรวมรายการที่ไม่ระบุปลายทางไว้ด้วย · ปริมาตรเป็นลูกบาศก์เมตร มิใช่ตัน

ในปี 2568 ปลายทางของไม้ยางพาราแปรรูปกระจุกตัวที่ จีน เพียงแห่งเดียว คิดเป็น 97.58% ของมูลค่าทั้งหมด และ 98.24% ของปริมาตรทั้งหมด รองลงมาคือ เวียดนาม ที่ 1.40% ซึ่งห่างกัน 96.2 จุด การพึ่งตลาดเดียวในระดับเกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ต่างจากการกระจุกตัวทั่วไปในเชิงคุณภาพ มิใช่เพียงเชิงระดับ เพราะไม่มีตลาดอื่นที่ใหญ่พอจะรองรับปริมาตรส่วนนั้นได้เลยหากผู้ซื้อรายนี้ชะลอการซื้อ ราคาที่ผู้ซื้อรายเดียวเสนอจึงเป็นราคาตลาดโดยปริยาย และมาตรการทางการค้าหรือภาวะอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และแผ่นไม้อัดของประเทศนั้นประเทศเดียว ส่งผ่านถึงผลตอบแทนการโค่นสวนของเกษตรกรไทยได้เต็มจำนวนภายในฤดูกาลเดียว การกระจายปลายทางของไม้ยางจึงมิใช่เรื่องของการหาผู้ซื้อรายใหม่ในสินค้าเดิมเพียงอย่างเดียว เพราะไม้แปรรูปขั้นต้นมีผู้ซื้อรายใหญ่อยู่ไม่กี่รายในโลก แต่เป็นเรื่องของการแปรรูปในประเทศให้ขายเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งเปลี่ยนทั้งกลุ่มผู้ซื้อและราคาต่อหน่วยไปพร้อมกัน

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

9) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยางของไทย

9.1) ปัจจัยสนับสนุน

9.1.1 โครงการชะลอการขายยาง

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินโครงการชะลอการขายยาง ช่วยรักษาปริมาณผลผลิตยางที่เข้าสู่ตลาดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดความผันผวนของราคายางพาราให้มีเสถียรภาพ โดยสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนร้อยละ 80 ของมูลค่ายางที่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางรวบรวมและจัดเก็บไว้ ครอบคลุมยางก้อนถ้วย น้ำยางสด น้ำยางข้น ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 และยางแท่ง STR20 เมื่อขายยางผ่านตลาดกลางยางพาราจังหวัด กยท. จะหักสินเชื่อกลับเข้าโครงการฯ และจ่ายเงินส่วนต่างคืนให้แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

9.1.2 โครงการรักษาเสถียรภาพราคายางของตลาดกลางยางพารา กยท.

กยท. ได้ลงนาม MOU ว่าด้วยการบริหารจัดการผลผลิตยางอย่างเป็นระบบกับบริษัทเอกชน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยางของภูมิภาค สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ลดความผันผวนของราคา และผลิตให้ตรงตามความต้องการตลาด พร้อมสนับสนุนการรวบรวมผลผลิตยาง ตรวจสอบแหล่งผลิต ประเมินความเสี่ยง ตลอดจนออกเอกสารข้อมูลการซื้อขายยางให้แก่ผู้ซื้ออย่างครบถ้วน ให้เป็นไปตามมาตรการ EUDR ซึ่งดำเนินการโดยตลาดกลางยางพาราและตลาดเครือข่ายของ กยท. ทั่วประเทศ

9.1.3 การจัดตั้งตลาดเครือข่ายและตลาดกลางยางพาราให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

กยท. ได้จัดตั้งตลาดเครือข่ายและตลาดกลางยางพาราให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรนำยางมาซื้อขายผ่านกลไกตลาดกลางยางพารา ซึ่งจะทำให้ได้รับราคาที่เป็นธรรม ประกอบกับมีระบบซื้อขายผ่านตลาดกลางด้วยการประมูลซื้อขายผ่านระบบ Thai Rubber Trade เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระดับโลก เชื่อมโยงข้อมูลซื้อขายยางผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของยาง รองรับมาตรการ EU Deforestation Free Regulation (EUDR) เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตยาง

เนื้อหาเชิงนโยบายตั้งต้นจากฉบับกรกฎาคม 2569 ของ กยท. — แก้ไขได้ในระบบ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

11

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

9.2) ปัจจัยท้าทาย

9.2.1 นโยบายการเงินและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

สถานการณ์ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด ทิศทางค่าเงินบาทมีผลโดยตรงต่อราคาสินค้าส่งออกของไทยในตลาดโลกและรายได้สุทธิในรูปเงินบาทของผู้ส่งออก โดยเฉพาะในช่วงที่อุปทานยางใหม่เริ่มทยอยออกสู่ตลาด

9.2.2 สภาพอากาศและภัยธรรมชาติ

ปริมาณและการกระจายตัวของฝนในแหล่งปลูกยางเป็นตัวแปรสำคัญของปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาด ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทำให้การกรีดยางทำได้ไม่เต็มที่ จึงเป็นปัจจัยจำกัดปริมาณผลผลิตยางพาราที่จะออกสู่ตลาด และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคายางพารามีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ทั้งนี้ติดตามสถานการณ์รายวันได้จากแดชบอร์ดสภาพอากาศของระบบ

9.2.3 ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีการค้าสหรัฐฯ ต่อกลุ่มยางและผลิตภัณฑ์ยาง

สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยบางรายการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 แต่ยางธรรมชาติในรูปวัตถุดิบ เช่น ยางแผ่นและยางแท่ง ยังได้รับการยกเว้น จึงยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกยางธรรมชาติของไทย อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามมาตรการภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าไทยในกลุ่มยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักร ซึ่งหากมีการเก็บภาษีเพิ่มเติมอาจทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ยางของไทยในตลาดสหรัฐฯ ลดลง และส่งผลต่อความต้องการใช้ยางธรรมชาติในระยะต่อไป

9.2.4 สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบส่งผลต่อต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนยางธรรมชาติ ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านการขนส่งทางทะเลบริเวณช่องแคบสำคัญยังกดดันระบบโลจิสติกส์โลก ผ่านค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยทางทะเล และระยะเวลาขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูง

เนื้อหาเชิงนโยบายตั้งต้นจากฉบับกรกฎาคม 2569 ของ กยท. — แก้ไขได้ในระบบ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

12

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

9.3) ประเด็นที่น่าจับตาในปีนี้

  • 1) ไม้ยางพาราแปรรูปพึ่งจีนอยู่ 97.6% ของมูลค่าทั้งปี การพึ่งปลายทางเดียวเกือบทั้งหมดทำให้มูลค่าส่งออกไม้ยางผูกกับอุปสงค์ของประเทศเดียว มาตรการทางการค้าหรือการชะลอตัวของภาคก่อสร้างในประเทศนั้นจะส่งผลเต็มจำนวนทันที การกระจายปลายทางจึงเป็นงานที่ต้องเริ่มก่อนที่ปัญหาจะเกิด มิใช่หลังจากนั้น
  • 2) ราคาไม้ยางต่อลูกบาศก์เมตรลดลง 17.1% จากปี 2560 ราคาต่อหน่วยที่ลดลงขณะที่ปริมาตรไม่ได้ลดตาม แปลว่ามูลค่าที่หายไปมาจากราคา มิใช่จากปริมาณไม้ที่ขายได้ ซึ่งเป็นคนละปัญหากับการขาดวัตถุดิบ และแก้ด้วยคนละเครื่องมือ
  • 3) อินโดนีเซียตามหลังไทยอยู่ 38.6% ในปี 2567 ระยะห่างยังกว้างพอที่ตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับหนึ่งจะไม่เปลี่ยนในระยะสั้น แต่ควรติดตามอัตราการเติบโตมากกว่าดูอันดับเพียงอย่างเดียว
  • 4) จีนเป็นตลาดที่มูลค่าเปลี่ยนไปมากที่สุดในปีนี้ คิดเป็น 203.5% ของการเปลี่ยนแปลงสุทธิทั้งประเทศ ซึ่งเกินร้อยเพราะตลาดอื่นเคลื่อนไหวสวนทางและหักลบกันเอง ตัวเลขสุทธิของทั้งประเทศจึงเล็กกว่าความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจริงมาก

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

13

สถานการณ์ยางพารา ปี 2568

10) สรุปข้อค้นพบสำคัญและข้อเสนอแนะ

10.1) ข้อค้นพบสำคัญ

  1. 1ระดับราคาและรูปทรงของปียางแผ่นรมควันชั้น 3 เฉลี่ยทั้งปี 65.59 บาท/กก. ลดลง 15.07% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สูงสุดเดือนมกราคม ที่ 73.71 บาท/กก. และต่ำสุดเดือนตุลาคม ที่ 58.48 บาท/กก. ราคาอ่อนแรงลงในช่วงหลังของปี ระดับที่ยกไปช่วงถัดไปจึงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่พิมพ์ไว้
  2. 2ดุลอุปทานของโลกปี 2568 โลกผลิตน้อยกว่าใช้ 0.330 ล้านตัน โดยด้านการผลิตเป็นตัวขับ (เพิ่มขึ้น 1.82%) ภาวะผลิตไม่พอใช้เป็นแรงหนุนราคาที่ยังอยู่ แต่ต้องอ่านคู่กับขนาดของช่องว่างในตารางที่ 3
  3. 3ที่ยืนของไทยในอุปทานและตลาดส่งออกโลกไทยผลิตได้ 4.765 ล้านตัน หรือ 31.83% ของผลผลิตโลก ลดลง 0.74 จุด น้ำหนักต่อราคาตลาดโลกจึงน้อยลง ฝั่งส่งออก ชุดข้อมูลโลกปี 2567 คนละปีกับเล่ม จัดไทยอันดับ 1 จาก 27 ราย
  4. 4ฐานการผลิตของไทยผลผลิตยางแห้งลดลง 0.50% โดยเนื้อที่กรีดได้ลดลง 0.10% และผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 0.89% ผลผลิตต่อไร่เป็นตัวขับหลัก ซึ่งขึ้นกับสภาพอากาศและความเข้มข้นในการกรีด จึงกลับทิศได้ในปีเดียว
  5. 5การส่งออกและที่มาของมูลค่าที่เปลี่ยนไปช่วง ม.ค. - ธ.ค. ปี 2568 มูลค่าส่งออก 287,103 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.92% ปริมาณเพิ่มขึ้น 5.20% ราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 1.63% มาจากปริมาณเป็นหลัก แยกเป็นเงิน: ผลจากราคา +8,849 ผลจากปริมาณ +9,741 ล้านบาท ตลาดที่รับภาระมากสุดคือ จีน +37,839 ล้านบาท (ตารางที่ 9)
  6. 6การกระจุกตัวของตลาดปลายทางจีน รับซื้อ 60.56% ของมูลค่าส่งออกยางทั้งหมด โดยมูลค่าจากตลาดนี้เพิ่มขึ้น 27.81% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สัดส่วนเกินครึ่งแปลว่าความเสี่ยงด้านนโยบายการค้าของประเทศเดียวส่งผ่านถึงราคาหน้าสวนได้เต็มจำนวน
  7. 7ไม้ยางพาราแปรรูป (ลบ.ม.)ปี 2568 ส่งออก 37,647 ล้านบาท 3,987,232 ลบ.ม. โดย 97.58% ของมูลค่าไปที่ จีน ราคาต่อ ลบ.ม. ปี 2560 อยู่ที่ 11,390 บาท ปี 2568 อยู่ที่ 9,442 บาท ปริมาตรผูกกับรอบโค่นปลูกแทน มิใช่ราคายาง

หมายเหตุ: ข้อค้นพบทุกข้อประกอบจากตัวเลขที่พิมพ์อยู่ในเล่มนี้โดยอัตโนมัติ จึงไม่เปิดให้แก้ไข — หากตัวเลขเปลี่ยน ข้อค้นพบจะเปลี่ยนตามเอง · ข้อที่อ้างชุดข้อมูลการค้าโลกกำกับปีไว้ในข้อนั้นเอง ซึ่งคนละปีกับเล่ม

10.2) ข้อเสนอแนะ

ด้านราคาและจังหวะการขาย: ตารางที่ 1 และ 2 แสดงว่าราคาภายในปีเคลื่อนไหวไม่เท่ากันทุกเดือน การใช้ค่าเฉลี่ยทั้งปีเป็นราคาอ้างอิงในการตั้งงบรับซื้อหรือประเมินรายได้เกษตรกรจึงคลาดเคลื่อนได้ทั้งสองทาง ควรใช้ค่าเฉลี่ยรายเดือนคู่กับเดือนที่ผลผลิตออกจริงของแต่ละพื้นที่ และให้โครงการชะลอการขายยางเน้นน้ำหนักไปที่เดือนที่ราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปี ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องมือนี้ให้ผลตอบแทนต่อบาทที่ใช้สูงที่สุด

ด้านโครงสร้างการผลิต: ตารางที่ 5 แยกให้เห็นว่าผลผลิตของไทยมาจากเนื้อที่กรีดได้กับผลผลิตต่อไร่คนละส่วนกัน และตารางที่ 6 แสดงว่าผลผลิตต่อไร่ของไทยอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตหลัก สองด้านนี้ต้องใช้เครื่องมือคนละชุด ด้านพื้นที่เป็นเรื่องของการปลูกแทนและการรับรองแหล่งที่มา ส่วนด้านผลผลิตต่อไร่เป็นเรื่องของพันธุ์ ปุ๋ย และวิธีกรีด การตั้งเป้าหมายผลผลิตรวมของปี 2569 โดยไม่ระบุว่ามาจากด้านใด จะทำให้วัดผลของมาตรการไม่ได้เมื่อสิ้นปี

ด้านตลาดปลายทางและคู่แข่ง: ตารางที่ 8 และ 9 แสดงว่ามูลค่าส่งออกกระจุกที่ปลายทางไม่กี่ราย และแยกให้เห็นว่าเงินที่เปลี่ยนไปมาจากราคาหรือปริมาณ ส่วนตารางที่ 10 แสดงว่าไทยอยู่ตรงไหนในกลุ่มผู้ส่งออกของโลก ทั้งสามใบชี้ว่าการเพิ่มรายได้มีสองทางที่ไม่เหมือนกัน คือเพิ่มปริมาณในตลาดเดิม ซึ่งขึ้นกับผู้ซื้อและถูกคู่แข่งที่ขายถูกกว่าแย่งได้ กับเปลี่ยนส่วนผสมสินค้าไปยังกลุ่มที่ราคาต่อหน่วยสูงกว่า ซึ่งอยู่ในมือของนโยบายไทยเอง และใช้ได้กับไม้ยางในตารางที่ 12 ด้วย

รายงานฉบับนี้ปิดข้อมูลราคาที่เดือนธันวาคม 2568 และข้อมูลศุลกากรที่เดือนธันวาคม 2568 · ตัวเลขทุกตัวอ่านจากคลังข้อมูล กยท. ย่อหน้าเชิงนโยบายและข้อเสนอแนะแก้ไขได้ในระบบ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

14

เล่มรายปีมีสองหน้าต่างเวลาที่ไม่เท่ากันและแยกกันเสมอ — ราคาตลาดกลาง กยท. ถึงเดือนธันวาคม 2568 และข้อมูลศุลกากรถึงเดือนธันวาคม 2568 · ผลิต–ใช้ของโลกและเนื้อที่–ผลผลิตของไทยมาจากรายงาน ANRPC ฉบับล่าสุดในคลัง (มิใช่ สศก.) · ตารางส่งออกเป็นบาทและตันเนื้อยางแห้งจากกรมศุลกากร ไม่นำไปบวกกับตัวเลขดอลลาร์ของ BACI ในเล่มรายประเทศ · ปีที่ข้อมูลศุลกากรไม่ครบสิบสองเดือนมีเครื่องหมาย † กำกับทุกที่ที่ปรากฏ · ใช้คลังแก้ไขร่วมกับรายงานรายเดือนของเดือน anchor

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้