
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ออสเตรเลีย
ประเทศไทย
ออสเตรเลีย


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
ออสเตรเลีย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย
ออสเตรเลีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ออสเตรเลียเป็นระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะแร่และพลังงาน ไม่มีการผลิตยางธรรมชาติในประเทศและไม่มีอุตสาหกรรมผลิตยางล้อภายใน จึงนำเข้าทั้งวัตถุดิบยางในปริมาณจำกัดและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปในสัดส่วนที่สูงกว่า ลักษณะนี้ทำให้ตลาดออสเตรเลียเป็นตลาดผลิตภัณฑ์ปลายทาง มิใช่ตลาดวัตถุดิบ
ความต้องการยางของออสเตรเลียมาจากภาคเหมืองแร่เป็นสำคัญ ซึ่งใช้ยางล้อขนาดใหญ่สำหรับรถบรรทุกเหมืองและสายพานลำเลียงที่มีอายุการใช้งานสั้นเนื่องจากสภาพงานหนัก ตามด้วยภาคขนส่งทางถนนระยะไกลและภาคเกษตรกรรมขนาดใหญ่ อุปสงค์จึงเป็นยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำหรับงานหนักที่มีมูลค่าต่อหน่วยสูง
ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศปลายทางที่คลังข้อมูลติดตามการนำเข้ายาง ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 6 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 1.03% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 10.26% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 69.1% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ปัจจัยที่ควรติดตามคือวัฏจักรการลงทุนในภาคเหมืองแร่ ซึ่งเป็นตัวกำหนดความต้องการยางล้อขนาดใหญ่และสายพานลำเลียงของประเทศโดยตรง เมื่อราคาแร่สูงและมีการเปิดเหมืองใหม่ ความต้องการจะเพิ่มขึ้นชัดเจน โอกาสของไทยในตลาดนี้อยู่ที่ผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปสำหรับงานหนักมากกว่าการขายวัตถุดิบ
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย
นำเข้าจากโลก ปี 2567
4,063.27ล้าน$
+6.96%นำเข้าจากไทย
416.99ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 ออสเตรเลียนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 4,063.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.96% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 416.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 10.26%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของออสเตรเลียจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 3,271.57 เป็น 4,063.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (24.20%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 8.60% ในปี 2563 เป็น 10.26% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2566 ที่ 10.38% และต่ำสุดคือ 2563 ที่ 8.60%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ออสเตรเลียนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 24.20% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 48.17% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 23.97 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 50.99 | 19.12 | 37.50% |
| ยางล้อและยางใน | 2,807.41 | 333.35 | 11.87% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 1,204.86 | 64.53 | 5.36% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย
ออสเตรเลีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังออสเตรเลีย มูลค่า 416.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 10.26% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ออสเตรเลียนำเข้า (5.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 6
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 8.42 | −5.14% | 0.09 | 1.03% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 42.57 | −15.00% | 19.03 | 44.70% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 2,766.88 | +9.40% | 326.47 | 11.80% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 30.02 | +6.32% | 5.40 | 18.00% |
| 4013 | ยางใน | 10.51 | +0.84% | 1.48 | 14.07% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 81.07 | +6.20% | 0.67 | 0.83% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 4.88 | −26.03% | 0.07 | 1.47% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 3.43 | −3.43% | 0.01 | 0.17% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 1.12 | +8.96% | 0.01 | 1.07% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 0.78 | +25.85% | 0.26 | 32.99% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 62.24 | −1.25% | 0.84 | 1.35% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 230.33 | +5.30% | 4.96 | 2.16% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 159.00 | −17.85% | 4.71 | 2.96% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 16.01 | +5.57% | 7.46 | 46.58% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 159.36 | +16.24% | 34.50 | 21.65% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 484.71 | +7.62% | 11.03 | 2.28% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 1.93 | −68.69% | 0.01 | 0.26% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของออสเตรเลีย ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 2,766.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 484.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4009) มูลค่า 230.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง (พิกัด 4014) ที่ 46.58%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย
ออสเตรเลีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 37.50% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 11.87% ทั้งที่ออสเตรเลียนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 2,807.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 50.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งออสเตรเลียนำเข้าจากโลกมูลค่า 2,766.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 11.80% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของออสเตรเลียสามอันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย (60.33%) มาเลเซีย (27.10%) จีน (3.43%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 6ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | อินโดนีเซีย | 5.08 | 3,003 | 60.33% |
| 2 | มาเลเซีย | 2.28 | 1,301 | 27.10% |
| 3 | จีน | 0.29 | 62 | 3.43% |
| 4 | เวียดนาม | 0.23 | 126 | 2.71% |
| 5 | สหรัฐอเมริกา | 0.15 | 10 | 1.78% |
| 6 | ไทย | 0.09 | 46 | 1.03% |
| 7 | สิงคโปร์ | 0.07 | 49 | 0.89% |
| 8 | สเปน | 0.05 | 7 | 0.62% |
| 9 | แอฟริกาใต้ | 0.04 | 15 | 0.53% |
| 10 | โกตดิวัวร์ | 0.04 | 26 | 0.46% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | จีน | 1,081.99 | 26.63% |
| 2 | ญี่ปุ่น | 740.37 | 18.22% |
| 3 | สหรัฐอเมริกา | 557.97 | 13.73% |
| 4 | ไทย | 416.99 | 10.26% |
| 5 | มาเลเซีย | 147.75 | 3.64% |
| 6 | เยอรมนี | 118.72 | 2.92% |
| 7 | สเปน | 114.29 | 2.81% |
| 8 | เกาหลีใต้ | 107.41 | 2.64% |
| 9 | อินเดีย | 105.11 | 2.59% |
| 10 | ไม่ระบุประเทศต้นทาง (รหัส S19) | 86.20 | 2.12% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย
ออสเตรเลีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของออสเตรเลียคือ สหรัฐอเมริกา อันดับที่ 5 มูลค่า 0.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 6 มูลค่า 0.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 0.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.75 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| อินโดนีเซีย | 61.56% | 60.33% | −1.23 จุด | 1,692 |
| มาเลเซีย | 16.96% | 27.10% | +10.14 จุด | 1,754 |
| จีน | 0.83% | 3.43% | +2.60 จุด | 4,661 |
| เวียดนาม | 9.89% | 2.71% | −7.18 จุด | 1,810 |
| สหรัฐอเมริกา | 1.30% | 1.78% | +0.48 จุด | 15,000 |
| ไทย | 5.79% | 1.03% | −4.76 จุด | 1,891 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของออสเตรเลียลดลง 4.76 จุด จาก 5.79% เป็น 1.03% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ มาเลเซีย เพิ่มขึ้น 10.14 จุด และจีน เพิ่มขึ้น 2.60 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ
ในปี 2567 ออสเตรเลียจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,891 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,810 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 4.5% และสูงกว่าอินโดนีเซียซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,692 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 11.8% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่กลับเสียส่วนแบ่งลง บ่งชี้ว่าผู้ซื้อเริ่มให้น้ำหนักกับต้นทุนมากขึ้น และส่วนต่างราคาที่ไทยเคยเรียกได้จากคุณภาพกำลังถูกท้าทาย จึงควรตรวจสอบว่าคุณภาพและเงื่อนไขการส่งมอบยังต่างจากคู่แข่งมากพอที่จะรองรับส่วนต่างราคานี้หรือไม่
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย
ออสเตรเลีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปออสเตรเลียมูลค่ารวม 12,401.03 ล้านบาท ลดลง 7.61% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 13,422.23 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | รองเท้าที่ทำด้วยยาง |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 9,192.01 | 9,018.48 | 107.07 | 26.87 |
| 2564 | 11,761.51 | 11,377.43 | 307.21 | 32.95 |
| 2565 | 12,392.22 | 11,695.84 | 600.35 | 38.38 |
| 2566 | 12,984.95 | 12,226.01 | 704.60 | 19.12 |
| 2567 | 13,422.23 | 12,704.15 | 670.30 | 16.32 |
| 2568 | 12,401.03 | 11,699.65 | 581.52 | 82.70 |
| 2569* | 6,949.23 | 6,834.11 | 68.32 | 34.03 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปออสเตรเลีย 4,070 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 581.52 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 142.86 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 4,725 ตัน มูลค่า 670.30 ล้านบาท หรือ 141.87 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 13.24% ปริมาณลดลง 13.86% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 0.70% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 5,624.45 | 82.3% |
| ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรม | ผลิตภัณฑ์ยาง | 299.86 | 4.4% |
| ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจากยางแข็ง | ผลิตภัณฑ์ยาง | 191.43 | 2.8% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปออสเตรเลียมากที่สุดคือ ยางคอมปาวด์ มูลค่า 42.86 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 5,624.45 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย
ออสเตรเลีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 6 ส่วนแบ่ง 1.03%
ลดลง 4.76 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 11.87%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 2,807.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 69.1%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 24.20% ไทยโต 48.17%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 23.97 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น ขณะที่ส่วนแบ่งในพิกัด 4001 เคลื่อนไหวไปคนละทาง ความต่างนี้เกิดที่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป มิใช่ที่วัตถุดิบ
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,891 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 4.5% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือมาเลเซีย เพิ่ม 10.14 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 7.8% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 13.24%
โดยปริมาณลด 13.86% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 142.86 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย
ออสเตรเลีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 37.50% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งออสเตรเลียนำเข้า 2,807.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 11.87% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 50.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 4.5% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของมาเลเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 10.14 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 11.8% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 37.50% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 11.87% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,891 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 4.5% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| มาเลเซียเพิ่มส่วนแบ่ง 10.14 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 13.86% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล