ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ตลาดออสเตรเลีย · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ออสเตรเลีย

ประเทศไทย

ยางพารา

ออสเตรเลีย

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย

ออสเตรเลีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศออสเตรเลีย

ออสเตรเลียเป็นระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะแร่และพลังงาน ไม่มีการผลิตยางธรรมชาติในประเทศและไม่มีอุตสาหกรรมผลิตยางล้อภายใน จึงนำเข้าทั้งวัตถุดิบยางในปริมาณจำกัดและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปในสัดส่วนที่สูงกว่า ลักษณะนี้ทำให้ตลาดออสเตรเลียเป็นตลาดผลิตภัณฑ์ปลายทาง มิใช่ตลาดวัตถุดิบ

ความต้องการยางของออสเตรเลียมาจากภาคเหมืองแร่เป็นสำคัญ ซึ่งใช้ยางล้อขนาดใหญ่สำหรับรถบรรทุกเหมืองและสายพานลำเลียงที่มีอายุการใช้งานสั้นเนื่องจากสภาพงานหนัก ตามด้วยภาคขนส่งทางถนนระยะไกลและภาคเกษตรกรรมขนาดใหญ่ อุปสงค์จึงเป็นยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำหรับงานหนักที่มีมูลค่าต่อหน่วยสูง

ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศปลายทางที่คลังข้อมูลติดตามการนำเข้ายาง ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 6 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 1.03% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 10.26% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 69.1% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ

ปัจจัยที่ควรติดตามคือวัฏจักรการลงทุนในภาคเหมืองแร่ ซึ่งเป็นตัวกำหนดความต้องการยางล้อขนาดใหญ่และสายพานลำเลียงของประเทศโดยตรง เมื่อราคาแร่สูงและมีการเปิดเหมืองใหม่ ความต้องการจะเพิ่มขึ้นชัดเจน โอกาสของไทยในตลาดนี้อยู่ที่ผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปสำหรับงานหนักมากกว่าการขายวัตถุดิบ

ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย

2) ภาพรวมการนำเข้ายางและของทำด้วยยาง

นำเข้าจากโลก ปี 2567

4,063.27ล้าน$

+6.96%

นำเข้าจากไทย

416.99ล้าน$

ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้

10.26%

นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย

ในปี 2567 ออสเตรเลียนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 4,063.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.96% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 416.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 10.26%

ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของออสเตรเลียจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 3,271.57 เป็น 4,063.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (24.20%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 8.60% ในปี 2563 เป็น 10.26% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2566 ที่ 10.38% และต่ำสุดคือ 2563 ที่ 8.60%

เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ออสเตรเลียนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 24.20% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 48.17% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 23.97 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ

กลุ่มจากโลก (ล้าน$)จากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม50.9919.1237.50%
ยางล้อและยางใน2,807.41333.3511.87%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ1,204.8664.535.36%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย

ออสเตรเลีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2.5) มุมมองจากแผนที่การค้า

ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังออสเตรเลีย มูลค่า 416.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 10.26% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้

ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก

การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ออสเตรเลียนำเข้า (5.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 6

ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย

3) นำเข้าแยกรายพิกัด

พิกัดรายการนำเข้าจากโลก (ล้าน$)%เทียบปีก่อนนำเข้าจากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม
4001ยางธรรมชาติ8.42−5.14%0.091.03%
4005ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์42.57−15.00%19.0344.70%
ยางล้อและยางใน
4011ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)2,766.88+9.40%326.4711.80%
4012ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว30.02+6.32%5.4018.00%
4013ยางใน10.51+0.84%1.4814.07%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ
4002ยางสังเคราะห์81.07+6.20%0.670.83%
4003ยางรีเคลม4.88−26.03%0.071.47%
4004เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้3.43−3.43%0.010.17%
4006ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์1.12+8.96%0.011.07%
4007เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์0.78+25.85%0.2632.99%
4008แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์62.24−1.25%0.841.35%
4009หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์230.33+5.30%4.962.16%
4010สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง159.00−17.85%4.712.96%
4014ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง16.01+5.57%7.4646.58%
4015เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง159.36+16.24%34.5021.65%
4016ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์484.71+7.62%11.032.28%
4017ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง1.93−68.69%0.010.26%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของออสเตรเลีย ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 2,766.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 484.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4009) มูลค่า 230.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง (พิกัด 4014) ที่ 46.58%

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย

ออสเตรเลีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3.1) การอ่านข้อมูลรายพิกัดเพิ่มเติม

ก) พิกัดที่ออสเตรเลียนำเข้ามากที่สุดสามอันดับ

  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)2,766.88 ล้าน$(+9.40%)
  • ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์(4016)484.71 ล้าน$(+7.62%)
  • หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์(4009)230.33 ล้าน$(+5.30%)

ข) พิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสามอันดับ

  • ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง(4014)46.58%
  • ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์(4005)44.70%
  • เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์(4007)32.99%

ค) พิกัดที่มูลค่านำเข้าโตเร็วที่สุด (ตลาดเป้าหมายที่ไทยเจาะได้)

  • เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง(4015)159.36 ล้าน$(+16.24%)
  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)2,766.88 ล้าน$(+9.40%)
  • ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์(4016)484.71 ล้าน$(+7.62%)

เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 37.50% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 11.87% ทั้งที่ออสเตรเลียนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 2,807.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 50.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งออสเตรเลียนำเข้าจากโลกมูลค่า 2,766.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 11.80% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย

4) ต้นทางการนำเข้า

ต้นทางยางธรรมชาติหลักของออสเตรเลียสามอันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย (60.33%) มาเลเซีย (27.10%) จีน (3.43%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 6ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้

4.1 ต้นทางยางธรรมชาติ (พิกัด 4001)

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)สัดส่วน
1อินโดนีเซีย5.083,00360.33%
2มาเลเซีย2.281,30127.10%
3จีน0.29623.43%
4เวียดนาม0.231262.71%
5สหรัฐอเมริกา0.15101.78%
6ไทย0.09461.03%
7สิงคโปร์0.07490.89%
8สเปน0.0570.62%
9แอฟริกาใต้0.04150.53%
10โกตดิวัวร์0.04260.46%

4.2 ต้นทางทั้งหมวด 40

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
1จีน1,081.9926.63%
2ญี่ปุ่น740.3718.22%
3สหรัฐอเมริกา557.9713.73%
4ไทย416.9910.26%
5มาเลเซีย147.753.64%
6เยอรมนี118.722.92%
7สเปน114.292.81%
8เกาหลีใต้107.412.64%
9อินเดีย105.112.59%
10ไม่ระบุประเทศต้นทาง (รหัส S19)86.202.12%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย

ออสเตรเลีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4.3) ไทยเทียบคู่แข่งในตลาดนี้

ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของออสเตรเลียคือ สหรัฐอเมริกา อันดับที่ 5 มูลค่า 0.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 6 มูลค่า 0.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 0.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.75 จุดของสัดส่วนตลาด

ก) ส่วนแบ่งต้นทางยางธรรมชาติเคลื่อนไหว ปี 2563–2567

ประเทศต้นทาง25632567เปลี่ยนแปลงราคา ($/ตัน)
อินโดนีเซีย61.56%60.33%1.23 จุด1,692
มาเลเซีย16.96%27.10%+10.14 จุด1,754
จีน0.83%3.43%+2.60 จุด4,661
เวียดนาม9.89%2.71%7.18 จุด1,810
สหรัฐอเมริกา1.30%1.78%+0.48 จุด15,000
ไทย5.79%1.03%4.76 จุด1,891

เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567

ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของออสเตรเลียลดลง 4.76 จุด จาก 5.79% เป็น 1.03% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ มาเลเซีย เพิ่มขึ้น 10.14 จุด และจีน เพิ่มขึ้น 2.60 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ

ในปี 2567 ออสเตรเลียจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,891 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,810 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 4.5% และสูงกว่าอินโดนีเซียซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,692 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 11.8% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่กลับเสียส่วนแบ่งลง บ่งชี้ว่าผู้ซื้อเริ่มให้น้ำหนักกับต้นทุนมากขึ้น และส่วนต่างราคาที่ไทยเคยเรียกได้จากคุณภาพกำลังถูกท้าทาย จึงควรตรวจสอบว่าคุณภาพและเงื่อนไขการส่งมอบยังต่างจากคู่แข่งมากพอที่จะรองรับส่วนต่างราคานี้หรือไม่

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย

ออสเตรเลีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) การส่งออกของไทยไปออสเตรเลีย

ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปออสเตรเลียมูลค่ารวม 12,401.03 ล้านบาท ลดลง 7.61% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 13,422.23 ล้านบาท

ปีมูลค่ารวม (ล้านบาท)ผลิตภัณฑ์ยางยางธรรมชาติแปรรูปรองเท้าที่ทำด้วยยาง
25639,192.019,018.48107.0726.87
256411,761.5111,377.43307.2132.95
256512,392.2211,695.84600.3538.38
256612,984.9512,226.01704.6019.12
256713,422.2312,704.15670.3016.32
256812,401.0311,699.65581.5282.70
2569*6,949.236,834.1168.3234.03

* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปออสเตรเลีย 4,070 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 581.52 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 142.86 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 4,725 ตัน มูลค่า 670.30 ล้านบาท หรือ 141.87 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 13.24% ปริมาณลดลง 13.86% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 0.70% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา

5.1 ชนิดยางที่ไทยส่งออกมากที่สุด (ปีปฏิทินล่าสุด ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569)

ชนิดยางกลุ่มสินค้ามูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนในกลุ่ม
ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ผลิตภัณฑ์ยาง5,624.4582.3%
ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรมผลิตภัณฑ์ยาง299.864.4%
ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจากยางแข็งผลิตภัณฑ์ยาง191.432.8%

ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปออสเตรเลียมากที่สุดคือ ยางคอมปาวด์ มูลค่า 42.86 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 5,624.45 ล้านบาท

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย

ออสเตรเลีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 6 ส่วนแบ่ง 1.03%

ลดลง 4.76 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน

2

ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 11.87%

จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 2,807.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย

3

มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 69.1%

ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้

4

ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 24.20% ไทยโต 48.17%

ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 23.97 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น ขณะที่ส่วนแบ่งในพิกัด 4001 เคลื่อนไหวไปคนละทาง ความต่างนี้เกิดที่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป มิใช่ที่วัตถุดิบ

5

ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,891 ดอลลาร์สหรัฐ

สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 4.5% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม

6

คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือมาเลเซีย เพิ่ม 10.14 จุด

ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 7.8% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก

7

ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 13.24%

โดยปริมาณลด 13.86% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 142.86 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ออสเตรเลีย

ออสเตรเลีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 37.50% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งออสเตรเลียนำเข้า 2,807.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 11.87% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 50.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 4.5% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของมาเลเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 10.14 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 11.8% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข

7.1 เส้นทางจากหลักฐานสู่ข้อเสนอแนะ

หลักฐานจากคลังข้อมูลสิ่งที่อนุมานได้สิ่งที่ควรทำ
ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 37.50% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 11.87%ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่นผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ
ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,891 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 4.5%ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุดรักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ
มาเลเซียเพิ่มส่วนแบ่ง 10.14 จุดในห้าปีโครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุดติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี
ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 13.86% ในปี 2568คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุดใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน

คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้