
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–สาธารณรัฐเช็ก
ประเทศไทย
สาธารณรัฐเช็ก


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
สาธารณรัฐเช็ก

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สาธารณรัฐเช็ก
สาธารณรัฐเช็ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
สาธารณรัฐเช็กเป็นประเทศในยุโรปกลางที่ไม่มีทางออกทะเล เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปแต่ยังคงใช้เงินสกุลโครูนาของตนเอง มิได้ใช้เงินยูโร โครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาภาคการผลิตในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในสหภาพยุโรป และผูกโยงแน่นแฟ้นกับห่วงโซ่การผลิตยานยนต์ของยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะเยอรมนี ความต้องการใช้ยางธรรมชาติจึงมิได้เกิดจากการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก หากเกิดจากคำสั่งซื้อของโรงงานที่ผลิตเพื่อส่งออกต่อไปยังตลาดยุโรป อุปสงค์ยางของประเทศนี้จึงแปรผันตามยอดผลิตยานยนต์ในภูมิภาค วัฏจักรการลงทุนภาคอุตสาหกรรม และต้นทุนพลังงานซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเดินเครื่องของโรงงาน
อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางกระจุกตัวในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน โดยมีฐานผลิตยางล้อขนาดใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของภูมิภาค ควบคู่กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางทางเทคนิคสำหรับงานอุตสาหกรรม เช่น ท่อยาง สายพานลำเลียง ยางขอบประตูและซีล ตลอดจนชิ้นส่วนยางกันสะเทือน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ความต้องการเน้นไปที่ยางแห้ง ทั้งยางแท่งและยางแผ่นรมควัน ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบของดอกยางและโครงยาง ส่วนน้ำยางข้นมีบทบาทจำกัดกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีอุตสาหกรรมถุงมือหรือผลิตภัณฑ์จุ่ม เกณฑ์การจัดซื้อจึงให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของค่าความหนืดและสิ่งเจือปน การส่งมอบตรงเวลา เอกสารรับรองคุณภาพ และความสามารถในการทำสัญญาระยะยาว อีกทั้งมีการใช้ยางสังเคราะห์ร่วมในสูตรผสม สัดส่วนการใช้ยางธรรมชาติจึงขึ้นกับชนิดของผลิตภัณฑ์
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 สาธารณรัฐเช็กเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 18 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 18.19% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.18% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 40.1% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
พึงระวังว่าประเทศนี้ไม่มีทางออกทะเล ยางธรรมชาติที่นำเข้าจึงมักผ่านพิธีการศุลกากรและกระจายสินค้าที่ท่าเรือของประเทศอื่นในยุโรปก่อน แล้วเคลื่อนย้ายเข้ามาในฐานะการค้าภายในสหภาพยุโรป ตัวเลขการค้าตรงกับไทยจึงต่ำกว่าปริมาณการใช้จริง ขณะที่ผลผลิตของโรงงานส่วนใหญ่ถูกส่งออกต่อ ความต้องการยางจึงสะท้อนตลาดยุโรปมากกว่าตลาดภายใน เงื่อนไขที่จะเปลี่ยนภาพข้างหน้าคือระเบียบสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องพิสูจน์แหล่งที่มาและพิกัดแปลงปลูก การแข่งขันจึงมิได้อยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถตรวจสอบย้อนกลับและจัดทำเอกสารรับรอง ผู้ขายที่ระบุแหล่งกำเนิดได้ชัดเจนย่อมได้เปรียบ ส่วนสายอุปทานที่ตรวจสอบไม่ได้เสี่ยงถูกคัดออก
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สาธารณรัฐเช็ก
นำเข้าจากโลก ปี 2567
3,366.35ล้าน$
+11.40%นำเข้าจากไทย
73.41ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 สาธารณรัฐเช็กนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 3,366.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.40% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 73.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.18%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของสาธารณรัฐเช็กจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 2,385.76 เป็น 3,366.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (41.10%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 2.31% ในปี 2563 เป็น 2.18% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2565 ที่ 2.42% และต่ำสุดคือ 2567 ที่ 2.18%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่สาธารณรัฐเช็กนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 41.10% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 32.92% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 8.18 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 343.44 | 35.37 | 10.30% |
| ยางล้อและยางใน | 1,349.85 | 13.83 | 1.02% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 1,673.06 | 24.21 | 1.45% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สาธารณรัฐเช็ก
สาธารณรัฐเช็ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังสาธารณรัฐเช็ก มูลค่า 73.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.18% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก โกตดิวัวร์ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่สาธารณรัฐเช็กนำเข้า (56.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สาธารณรัฐเช็ก
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 192.07 | +33.43% | 34.93 | 18.19% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 151.37 | −2.24% | 0.44 | 0.29% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 1,315.41 | +27.64% | 13.55 | 1.03% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 27.88 | −5.83% | 0.00 | 0.01% |
| 4013 | ยางใน | 6.56 | −7.86% | 0.28 | 4.33% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 331.28 | +12.90% | 4.30 | 1.30% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 6.11 | −1.47% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 4.91 | −21.14% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 8.14 | −17.56% | 1.08 | 13.27% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 2.57 | +4.42% | 0.73 | 28.57% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 101.90 | +0.20% | 0.06 | 0.05% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 235.33 | −10.23% | 8.50 | 3.61% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 74.48 | −1.45% | 0.03 | 0.04% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 11.24 | −0.89% | 1.72 | 15.32% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 54.34 | +18.91% | 4.26 | 7.84% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 833.68 | +0.26% | 3.53 | 0.42% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 9.08 | −6.35% | 0.00 | 0.00% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของสาธารณรัฐเช็ก ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 1,315.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 833.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 331.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 28.57%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สาธารณรัฐเช็ก
สาธารณรัฐเช็ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 10.30% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 1.02% ทั้งที่สาธารณรัฐเช็กนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 1,349.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 343.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งสาธารณรัฐเช็กนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,315.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.03% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สาธารณรัฐเช็ก
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของสาธารณรัฐเช็กสามอันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ (29.50%) ไทย (18.19%) อินโดนีเซีย (15.48%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | โกตดิวัวร์ | 56.66 | 26,078 | 29.50% |
| 2 | ไทย | 34.93 | 15,293 | 18.19% |
| 3 | อินโดนีเซีย | 29.73 | 14,965 | 15.48% |
| 4 | มาเลเซีย | 17.65 | 8,364 | 9.19% |
| 5 | เยอรมนี | 16.18 | 7,321 | 8.42% |
| 6 | เวียดนาม | 9.94 | 4,832 | 5.18% |
| 7 | ไลบีเรีย | 7.18 | 3,711 | 3.74% |
| 8 | เนเธอร์แลนด์ | 3.91 | 2,209 | 2.03% |
| 9 | เบลเยียม | 2.47 | 1,010 | 1.29% |
| 10 | สโลวีเนีย | 1.75 | 729 | 0.91% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | เยอรมนี | 758.27 | 22.53% |
| 2 | โปแลนด์ | 319.99 | 9.51% |
| 3 | สโลวาเกีย | 241.21 | 7.17% |
| 4 | จีน | 212.88 | 6.32% |
| 5 | ฮังการี | 161.31 | 4.79% |
| 6 | เกาหลีใต้ | 155.90 | 4.63% |
| 7 | สเปน | 151.14 | 4.49% |
| 8 | ฝรั่งเศส | 146.76 | 4.36% |
| 9 | อิตาลี | 132.44 | 3.93% |
| 10 | เนเธอร์แลนด์ | 83.41 | 2.48% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สาธารณรัฐเช็ก
สาธารณรัฐเช็ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของสาธารณรัฐเช็กคือ โกตดิวัวร์ อันดับที่ 1 มูลค่า 56.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 34.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 21.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 11.31 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| โกตดิวัวร์ | 15.72% | 29.50% | +13.78 จุด | 2,173 |
| ไทย | 15.91% | 18.19% | +2.28 จุด | 2,284 |
| อินโดนีเซีย | 28.45% | 15.48% | −12.97 จุด | 1,986 |
| มาเลเซีย | 19.61% | 9.19% | −10.42 จุด | 2,110 |
| เยอรมนี | 7.01% | 8.42% | +1.41 จุด | 2,210 |
| เวียดนาม | 4.32% | 5.18% | +0.86 จุด | 2,057 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของสาธารณรัฐเช็กเพิ่มขึ้น 2.28 จุด จาก 15.91% เป็น 18.19% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 12.97 จุด และมาเลเซีย ลดลง 10.42 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 23.39 จุด ซึ่งมากพอที่จะอธิบายทั้งส่วนที่ไทยได้เพิ่มและส่วนที่ต้นทางอื่นได้เพิ่มรวม 18.33 จุด กล่าวได้ว่าการรุกคืบของไทยในตลาดนี้เป็นการช่วงชิงจากคู่แข่งเดิม มิใช่การเติบโตไปพร้อมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 13.78 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 สาธารณรัฐเช็กจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,284 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 2,124 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 7.5% และสูงกว่าอินโดนีเซียซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,986 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 15.0% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สาธารณรัฐเช็ก
สาธารณรัฐเช็ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปสาธารณรัฐเช็กมูลค่ารวม 517.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.16% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 506.73 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 286.14 | 183.79 | 20.58 | 81.77 |
| 2564 | 302.64 | 178.07 | 34.48 | 90.09 |
| 2565 | 383.00 | 155.96 | 110.28 | 116.76 |
| 2566 | 500.88 | 205.89 | 164.27 | 130.72 |
| 2567 | 506.73 | 257.85 | 86.64 | 162.24 |
| 2568 | 517.66 | 328.41 | 110.05 | 79.20 |
| 2569* | 526.30 | 352.67 | 117.07 | 56.56 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปสาธารณรัฐเช็ก 1,872 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 110.05 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 58.79 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 1,477 ตัน มูลค่า 86.64 ล้านบาท หรือ 58.64 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าเพิ่มขึ้น 27.02% ปริมาณเพิ่มขึ้น 26.74% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 0.26% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากปริมาณที่ส่งได้มากขึ้นเป็นหลัก ซึ่งเป็นการขยายตลาดที่แท้จริง เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้าหรือคำสั่งซื้อ มิได้อาศัยการขยับขึ้นของราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 208.07 | 59.0% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 117.07 | 100.0% |
| ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจากยางแข็ง | ผลิตภัณฑ์ยาง | 92.12 | 26.1% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปสาธารณรัฐเช็กมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 117.07 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 208.07 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สาธารณรัฐเช็ก
สาธารณรัฐเช็ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 18 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 18.19%
เพิ่มขึ้น 2.28 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 1.02%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 1,349.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 40.1%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 41.10% ไทยโต 32.92%
ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 8.18 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง ขณะที่ส่วนแบ่งในพิกัด 4001 เคลื่อนไหวไปคนละทาง ความต่างนี้เกิดที่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป มิใช่ที่วัตถุดิบ
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,284 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 7.5% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 13.78 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 5.1% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าเพิ่ม 27.02%
โดยปริมาณเพิ่ม 26.74% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 58.79 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สาธารณรัฐเช็ก
สาธารณรัฐเช็ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 10.30% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งสาธารณรัฐเช็กนำเข้า 1,349.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.02% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 343.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 7.5% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 13.78 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 15.0% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 10.30% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 1.02% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,284 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 7.5% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 13.78 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป เพิ่ม 26.74% ในปี 2568 | ฐานคำสั่งซื้อยังขยายตัว มูลค่าที่ได้จึงไม่ได้พึ่งราคาเพียงอย่างเดียว | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล