
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–เบลเยียม
ประเทศไทย
เบลเยียม


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
เบลเยียม

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เบลเยียม
เบลเยียม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เบลเยียมเป็นประเทศขนาดเล็กในยุโรปตะวันตกที่มีระบบเศรษฐกิจเปิดสูง พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศและกิจกรรมโลจิสติกส์เป็นเสาหลัก เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ใช้เงินสกุลยูโร และอยู่ในเขตศุลกากรเดียวกับรัฐสมาชิกอื่น สินค้าที่ผ่านพิธีการนำเข้าแล้วจึงเคลื่อนย้ายต่อไปยังตลาดภายในกลุ่มได้โดยเสรี ด้วยที่ตั้งบริเวณปากแม่น้ำเชลด์ ประกอบกับโครงข่ายท่าเรือ ทางรถไฟ และการขนส่งทางลำน้ำที่เชื่อมเข้าสู่เขตอุตสาหกรรมของประเทศเพื่อนบ้าน เบลเยียมจึงทำหน้าที่เป็นประตูการค้าของภูมิภาคและเป็นเมืองท่ารายใหญ่กลุ่มหนึ่งของยุโรป อุปสงค์ยางธรรมชาติของประเทศจึงมิได้ผูกกับขนาดตลาดภายในเป็นสำคัญ แต่ผูกกับระดับการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมการผลิตของยุโรปภาคพื้นทวีปโดยรวม ตลอดจนความต้องการใช้คลังสินค้าและบริการกระจายสินค้าเพื่อส่งต่อไปยังโรงงานปลายทาง
อุตสาหกรรมที่ใช้ยางในเบลเยียมมีลักษณะเป็นอุตสาหกรรมกลางน้ำและอุตสาหกรรมสนับสนุนมากกว่าการผลิตยางล้อเป็นการทั่วไป ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์บริเวณเขตท่าเรือ ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบยางสังเคราะห์และสารเคมีที่ใช้ในการผสมยาง กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางทางเทคนิค เช่น สายพานลำเลียง ท่อยาง ยางขอบและชิ้นส่วนยางสำหรับงานอุตสาหกรรมและงานก่อสร้าง กลุ่มประกอบยานยนต์ที่ดึงอุปสงค์ยางล้อและชิ้นส่วนยางผ่านห่วงโซ่ผู้ผลิตชิ้นส่วน และธุรกิจการค้าและคลังสินค้ายางที่รับซื้อเพื่อจำหน่ายต่อ ชนิดยางที่เกี่ยวข้องจึงกระจายทั้งยางแท่งสำหรับงานผสมและงานยางล้อ ยางแผ่นรมควันสำหรับผลิตภัณฑ์ยางเทคนิคบางประเภท และน้ำยางข้นสำหรับผลิตภัณฑ์จุ่มและกาว เกณฑ์การซื้อเน้นความสม่ำเสมอของค่าทางเทคนิคตามมาตรฐานสากล เอกสารรับรองแหล่งที่มา ความตรงต่อเวลาในการส่งมอบ และความสามารถส่งเข้าคลังสินค้าทัณฑ์บนเป็นล็อตที่มีคุณภาพเสมอกัน
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 เบลเยียมเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 17 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 3 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 5.33% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.28% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 46.1% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ตัวเลขนำเข้ายางของเบลเยียมต้องตีความอย่างระมัดระวัง เพราะส่วนสำคัญเป็นการนำเข้าเพื่อส่งต่อไปยังรัฐสมาชิกอื่นและตลาดนอกภูมิภาค ยอดนำเข้าจึงไม่เท่ากับปริมาณการใช้ยางภายในประเทศ และความผันผวนของยอดอาจสะท้อนการเปลี่ยนเส้นทางเรือหรือการเลือกท่าเรือขนถ่ายมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ที่แท้จริง เงื่อนไขที่จะเปลี่ยนภาพในระยะข้างหน้าคือระเบียบสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าที่นำสินค้าเข้าวางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปต้องแสดงแหล่งที่มาและพิกัดแปลงปลูก พร้อมจัดทำคำแถลงการตรวจสอบย้อนกลับ ภาระดังกล่าวตกแก่ผู้นำเข้าและผู้ประกอบการคลังสินค้าซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูการค้า เกณฑ์การแข่งขันจึงขยับจากราคาไปสู่ความครบถ้วนของข้อมูลสวนยางและเอกสารตามกฎหมาย ขณะที่ยางซึ่งผ่านการรวบรวมหลายทอดจนสาวกลับไม่ถึงแปลงจะเสียโอกาสเข้าตลาดนี้
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เบลเยียม
นำเข้าจากโลก ปี 2567
4,182.59ล้าน$
−3.40%นำเข้าจากไทย
95.41ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 เบลเยียมนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 4,182.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3.40% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 95.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.28%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของเบลเยียมจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 3,542.28 เป็น 4,182.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (18.08%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 2.95% ในปี 2563 เป็น 2.28% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2564 ที่ 3.22% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 1.91%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่เบลเยียมนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 18.08% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยลดลง 8.62% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 26.70 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะลดลงก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 318.24 | 10.34 | 3.25% |
| ยางล้อและยางใน | 1,929.31 | 25.57 | 1.33% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 1,935.02 | 59.50 | 3.07% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เบลเยียม
เบลเยียม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังเบลเยียม มูลค่า 95.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.28% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก โกตดิวัวร์ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่เบลเยียมนำเข้า (101.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 3
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เบลเยียม
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 193.73 | −9.15% | 10.34 | 5.33% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 124.51 | −13.19% | 0.00 | 0.00% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 1,830.39 | −5.36% | 24.99 | 1.37% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 92.47 | +3.56% | 0.03 | 0.04% |
| 4013 | ยางใน | 6.45 | +2.87% | 0.55 | 8.48% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 713.62 | +5.01% | 3.88 | 0.54% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 1.43 | −20.28% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 6.12 | +41.53% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 9.04 | +28.92% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 4.89 | +54.00% | 0.12 | 2.37% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 142.21 | −18.14% | 0.16 | 0.11% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 166.11 | −29.41% | 0.51 | 0.31% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 124.75 | −8.15% | 0.39 | 0.32% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 19.30 | +11.45% | 2.80 | 14.48% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 224.94 | +21.16% | 49.43 | 21.98% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 518.27 | +4.91% | 2.20 | 0.42% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 4.34 | −26.32% | 0.01 | 0.23% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของเบลเยียม ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 1,830.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 713.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 518.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง (พิกัด 4015) ที่ 21.98%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เบลเยียม
เบลเยียม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 3.25% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 1.33% ทั้งที่เบลเยียมนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 1,929.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 318.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งเบลเยียมนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,830.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.37% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เบลเยียม
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของเบลเยียมสามอันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ (52.51%) อินโดนีเซีย (31.31%) ไทย (5.33%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 3ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | โกตดิวัวร์ | 101.73 | 60,129 | 52.51% |
| 2 | อินโดนีเซีย | 60.65 | 28,465 | 31.31% |
| 3 | ไทย | 10.34 | 6,240 | 5.33% |
| 4 | แคเมอรูน | 4.42 | 2,501 | 2.28% |
| 5 | เนเธอร์แลนด์ | 4.11 | 2,575 | 2.12% |
| 6 | สิงคโปร์ | 2.47 | 1,488 | 1.27% |
| 7 | กัวเตมาลา | 2.17 | 1,185 | 1.12% |
| 8 | เยอรมนี | 1.95 | 592 | 1.01% |
| 9 | สโลวีเนีย | 1.18 | 605 | 0.61% |
| 10 | โปแลนด์ | 1.12 | 474 | 0.58% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | เยอรมนี | 561.63 | 13.43% |
| 2 | ฝรั่งเศส | 448.15 | 10.71% |
| 3 | สหรัฐอเมริกา | 300.81 | 7.19% |
| 4 | เนเธอร์แลนด์ | 280.81 | 6.71% |
| 5 | สหราชอาณาจักร | 260.70 | 6.23% |
| 6 | ญี่ปุ่น | 236.11 | 5.65% |
| 7 | จีน | 231.27 | 5.53% |
| 8 | โปแลนด์ | 211.90 | 5.07% |
| 9 | สเปน | 208.91 | 4.99% |
| 10 | อิตาลี | 178.39 | 4.27% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เบลเยียม
เบลเยียม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของเบลเยียมคือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 2 มูลค่า 60.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 3 มูลค่า 10.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 50.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 25.98 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| โกตดิวัวร์ | 33.29% | 52.51% | +19.22 จุด | 1,692 |
| อินโดนีเซีย | 29.63% | 31.31% | +1.68 จุด | 2,131 |
| ไทย | 6.71% | 5.33% | −1.38 จุด | 1,656 |
| แคเมอรูน | 1.41% | 2.28% | +0.87 จุด | 1,767 |
| เนเธอร์แลนด์ | 5.83% | 2.12% | −3.71 จุด | 1,594 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของเบลเยียมลดลง 1.38 จุด จาก 6.71% เป็น 5.33% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ โกตดิวัวร์ เพิ่มขึ้น 19.22 จุด และอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 1.68 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ
ในปี 2567 เบลเยียมจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,656 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,832 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 9.6% และสูงกว่าเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,594 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 3.9% ราคาที่ไทยได้รับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดและส่วนแบ่งมิได้เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าไทยยังไม่ได้รับผลตอบแทนที่สมกับต้นทุนการผลิต จึงควรทบทวนว่าสินค้าที่ส่งเข้าตลาดนี้อยู่ในกลุ่มเกรดที่แข่งด้วยราคาเป็นหลักหรือไม่
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เบลเยียม
เบลเยียม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปเบลเยียมมูลค่ารวม 3,835.75 ล้านบาท ลดลง 4.91% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 4,033.96 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 2,967.12 | 2,280.12 | 614.30 | 26.89 |
| 2564 | 4,813.41 | 3,301.66 | 1,396.54 | 58.89 |
| 2565 | 4,750.51 | 3,242.06 | 1,412.50 | 39.75 |
| 2566 | 3,099.98 | 2,390.48 | 557.42 | 116.07 |
| 2567 | 4,033.96 | 3,278.77 | 574.00 | 134.36 |
| 2568 | 3,835.75 | 3,283.89 | 418.28 | 88.12 |
| 2569* | 2,445.28 | 2,106.18 | 267.63 | 53.65 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปเบลเยียม 5,056 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 418.28 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 82.73 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 6,734 ตัน มูลค่า 574.00 ล้านบาท หรือ 85.24 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 27.13% ปริมาณลดลง 24.92% และราคาต่อหน่วยลดลง 2.94% มูลค่าลดลงจากทั้งสองด้านพร้อมกัน คือขายได้น้อยลงและได้ราคาต่ำลงด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรให้น้ำหนักมากกว่ากรณีที่ลดลงจากด้านใดด้านหนึ่ง เพราะสะท้อนทั้งอุปสงค์ที่อ่อนลงและอำนาจต่อรองที่ลดลงในเวลาเดียวกัน
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ถุงมืออื่นๆ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 1,022.67 | 48.6% |
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 645.70 | 30.7% |
| ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรม | ผลิตภัณฑ์ยาง | 151.63 | 7.2% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปเบลเยียมมากที่สุดคือ น้ำยางข้น มูลค่า 120.60 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ถุงมืออื่นๆ มูลค่า 1,022.67 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เบลเยียม
เบลเยียม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 17 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 3 ส่วนแบ่ง 5.33%
ลดลง 1.38 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 1.33%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 1,929.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 46.1%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 18.08% ไทยหด 8.62%
ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 26.70 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,656 ดอลลาร์สหรัฐ
ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 9.6% บ่งชี้ว่าไทยยังขายอยู่ในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 19.22 จุด
จึงเป็นต้นทางที่ควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 27.13%
โดยปริมาณลด 24.92% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 82.73 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เบลเยียม
เบลเยียม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 3.25% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งเบลเยียมนำเข้า 1,929.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.33% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 318.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ราคาที่ไทยได้รับยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทางอยู่ 9.6% ซึ่งหมายความว่าไทยยังขายในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก การยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพจึงเป็นทางที่จะเปลี่ยนฐานการแข่งขันในตลาดนี้ สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 19.22 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 3.9% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 3.25% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 1.33% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,656 ดอลลาร์ต่อตัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 9.6% | ไทยยังอยู่ในกลุ่มที่ผู้ซื้อเลือกด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก | ยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพเพื่อเปลี่ยนฐานการแข่งขัน |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 19.22 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 24.92% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล