ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ตลาดปากีสถาน · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ปากีสถาน

ประเทศไทย

ยางพารา

ปากีสถาน

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ปากีสถาน

ปากีสถาน

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศปากีสถาน

ปากีสถานเป็นประเทศขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียใต้ มีประชากรจำนวนมากและมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรม ภาคสิ่งทอ และภาคบริการเป็นหลัก สภาพภูมิอากาศไม่เอื้อต่อการปลูกยางพาราเชิงพาณิชย์ ประเทศจึงไม่มีผลผลิตยางธรรมชาติของตนเอง และต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบทั้งหมดเพื่อป้อนโรงงานแปรรูปภายในประเทศ อุปสงค์ยางเคลื่อนไหวตามกิจกรรมการขนส่งสินค้าทางถนน การใช้รถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นพาหนะหลักของครัวเรือน และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรโดยเฉพาะรถแทรกเตอร์ตามรอบฤดูเพาะปลูก ทั้งนี้ กำลังซื้อยางของผู้นำเข้ายังผูกกับเสถียรภาพด้านดุลการชำระเงินและการเข้าถึงเงินตราต่างประเทศ เนื่องจากธุรกรรมภายในประเทศใช้สกุลเงินรูปีปากีสถาน ขณะที่การชำระค่าวัตถุดิบนำเข้าใช้สกุลเงินต่างประเทศ

อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางของปากีสถานกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางล้อเป็นสำคัญ ครอบคลุมยางล้อรถบรรทุก รถโดยสาร รถแทรกเตอร์ และรถจักรยานยนต์ โดยยังมีสัดส่วนยางล้อโครงสร้างผ้าใบอยู่มากควบคู่กับการขยายตัวของยางล้อเรเดียล นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมหล่อดอกยาง อุตสาหกรรมรองเท้าและพื้นรองเท้ายาง ตลอดจนชิ้นส่วนยางทางวิศวกรรม เช่น ท่อยาง สายพาน และยางกันสะเทือน โครงสร้างดังกล่าวทำให้ความต้องการเน้นไปที่ยางแผ่นรมควันและยางแท่งเป็นวัตถุดิบหลัก ส่วนน้ำยางข้นใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์จุ่มและด้ายยางยืดในปริมาณที่น้อยกว่า เกณฑ์การจัดซื้อของผู้ประกอบการให้น้ำหนักกับระดับราคาที่แข่งขันได้ ความสม่ำเสมอของคุณภาพในแต่ละล็อต เงื่อนไขเครดิตการค้า และความแน่นอนของกำหนดส่งมอบ

ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 ปากีสถานเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 25 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 1 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 31.75% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 14.52% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 29.2% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ

ข้อควรระวังประการแรกคือ ปากีสถานมีบทบาทเป็นเส้นทางผ่านสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีทางออกทะเล ประกอบกับมีการค้าชายแดนนอกระบบ ตัวเลขนำเข้าอย่างเป็นทางการจึงไม่สะท้อนการใช้จริงภายในประเทศทั้งหมด ประการต่อมา มาตรการควบคุมการเปิดวงเงินสินเชื่อเพื่อการนำเข้าและข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศ อาจทำให้ปริมาณนำเข้าในบางช่วงหดตัวหรือเร่งตัวโดยไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ที่แท้จริง จึงควรพิจารณาแนวโน้มระยะยาวมากกว่าความเคลื่อนไหวรายเดือน ประการสุดท้าย การนำเข้ายางล้อสำเร็จรูปและยางล้อใช้แล้วเข้ามาทดแทนการผลิตในประเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านจากยางล้อโครงสร้างผ้าใบไปสู่ยางล้อเรเดียล จะเปลี่ยนทั้งปริมาณและสัดส่วนชนิดยางที่ประเทศนี้ต้องการในระยะข้างหน้า

ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ปากีสถาน

2) ภาพรวมการนำเข้ายางและของทำด้วยยาง

นำเข้าจากโลก ปี 2567

537.51ล้าน$

+20.29%

นำเข้าจากไทย

78.07ล้าน$

ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้

14.52%

นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย

ในปี 2567 ปากีสถานนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 537.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.29% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 78.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 14.52%

ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของปากีสถานจากทั่วโลกลดลงจาก 577.39 เป็น 537.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.91%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 8.79% ในปี 2563 เป็น 14.52% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2567 ที่ 14.52% และต่ำสุดคือ 2563 ที่ 8.79%

เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ปากีสถานนำเข้าจากทั่วโลกลดลง 6.91% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 53.83% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 60.74 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ

กลุ่มจากโลก (ล้าน$)จากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม138.3442.1630.48%
ยางล้อและยางใน157.0320.6713.16%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ242.1315.246.29%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ปากีสถาน

ปากีสถาน

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2.5) มุมมองจากแผนที่การค้า

ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังปากีสถาน มูลค่า 78.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 14.52% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้

ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก

การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก ไทย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ปากีสถานนำเข้า (42.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 1

ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ปากีสถาน

3) นำเข้าแยกรายพิกัด

พิกัดรายการนำเข้าจากโลก (ล้าน$)%เทียบปีก่อนนำเข้าจากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม
4001ยางธรรมชาติ132.39+21.56%42.0331.75%
4005ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์5.95−41.46%0.132.10%
ยางล้อและยางใน
4011ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)145.95+44.44%20.2813.89%
4012ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว3.60−41.16%0.349.49%
4013ยางใน7.48+41.64%0.050.63%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ
4002ยางสังเคราะห์108.13+6.46%0.080.07%
4003ยางรีเคลม2.43+39.10%0.020.86%
4004เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้17.33+28.20%0.120.70%
4006ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์0.23−48.08%0.000.00%
4007เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์3.45−0.09%2.7780.20%
4008แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์8.53+17.22%0.131.48%
4009หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์12.38+41.28%1.3410.86%
4010สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง21.99+12.04%0.904.11%
4014ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง9.38−2.41%1.5916.97%
4015เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง16.47+19.91%2.4214.69%
4016ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์41.50+17.75%5.8714.14%
4017ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง0.31−8.85%0.000.65%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของปากีสถาน ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 145.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 132.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 108.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 80.20%

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ปากีสถาน

ปากีสถาน

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3.1) การอ่านข้อมูลรายพิกัดเพิ่มเติม

ก) พิกัดที่ปากีสถานนำเข้ามากที่สุดสามอันดับ

  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)145.95 ล้าน$(+44.44%)
  • ยางธรรมชาติ(4001)132.39 ล้าน$(+21.56%)
  • ยางสังเคราะห์(4002)108.13 ล้าน$(+6.46%)

ข) พิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสามอันดับ

  • เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์(4007)80.20%
  • ยางธรรมชาติ(4001)31.75%
  • ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง(4014)16.97%

ค) พิกัดที่มูลค่านำเข้าโตเร็วที่สุด (ตลาดเป้าหมายที่ไทยเจาะได้)

  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)145.95 ล้าน$(+44.44%)
  • ยางใน(4013)7.48 ล้าน$(+41.64%)
  • หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์(4009)12.38 ล้าน$(+41.28%)

เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 30.48% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 13.16% ทั้งที่ปากีสถานนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 157.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 138.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งปากีสถานนำเข้าจากโลกมูลค่า 145.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 13.89% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ปากีสถาน

4) ต้นทางการนำเข้า

ต้นทางยางธรรมชาติหลักของปากีสถานสามอันดับแรก ได้แก่ ไทย (31.75%) มาเลเซีย (27.28%) โกตดิวัวร์ (22.58%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 1ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้

4.1 ต้นทางยางธรรมชาติ (พิกัด 4001)

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)สัดส่วน
1ไทย42.0327,97631.75%
2มาเลเซีย36.1217,93427.28%
3โกตดิวัวร์29.8915,00622.58%
4เวียดนาม14.117,93310.66%
5ศรีลังกา4.482,2873.38%
6อินโดนีเซีย2.361,2641.78%
7ไลบีเรีย2.037861.53%
8จีน0.843770.63%
9แคเมอรูน0.271010.20%
10สหรัฐอเมริกา0.12320.09%

4.2 ต้นทางทั้งหมวด 40

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
1จีน210.9739.25%
2ไทย78.0714.52%
3มาเลเซีย52.159.70%
4โกตดิวัวร์29.895.56%
5ญี่ปุ่น16.643.10%
6เวียดนาม16.623.09%
7เกาหลีใต้15.792.94%
8ซาอุดีอาระเบีย11.662.17%
9ไม่ระบุประเทศต้นทาง (รหัส S19)11.582.15%
10สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์10.812.01%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ปากีสถาน

ปากีสถาน

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4.3) ไทยเทียบคู่แข่งในตลาดนี้

ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของปากีสถานคือ มาเลเซีย อันดับที่ 2 มูลค่า 36.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 1 มูลค่า 42.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 5.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.47 จุดของสัดส่วนตลาด

ก) ส่วนแบ่งต้นทางยางธรรมชาติเคลื่อนไหว ปี 2563–2567

ประเทศต้นทาง25632567เปลี่ยนแปลงราคา ($/ตัน)
ไทย19.96%31.75%+11.79 จุด1,502
มาเลเซีย5.18%27.28%+22.10 จุด2,014
เวียดนาม19.22%10.66%8.56 จุด1,779
ศรีลังกา13.57%3.38%10.19 จุด1,958
อินโดนีเซีย36.83%1.78%35.05 จุด1,866

เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567

ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของปากีสถานเพิ่มขึ้น 11.79 จุด จาก 19.96% เป็น 31.75% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 35.05 จุด และศรีลังกา ลดลง 10.19 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 53.80 จุด ซึ่งมากพอที่จะอธิบายทั้งส่วนที่ไทยได้เพิ่มและส่วนที่ต้นทางอื่นได้เพิ่มรวม 33.89 จุด กล่าวได้ว่าการรุกคืบของไทยในตลาดนี้เป็นการช่วงชิงจากคู่แข่งเดิม มิใช่การเติบโตไปพร้อมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือมาเลเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 22.10 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย

ในปี 2567 ปากีสถานจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,502 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,794 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 16.3% และสูงกว่าเวียดนามซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,779 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง -15.6% การที่ไทยขายได้ราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งได้ บ่งชี้ว่าส่วนแบ่งที่ได้มาส่วนหนึ่งมาจากความได้เปรียบด้านราคา ซึ่งเป็นฐานที่เปราะบางกว่าความได้เปรียบด้านคุณภาพ เพราะคู่แข่งลอกเลียนได้ทันทีที่ต้นทุนของตนลดลง

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ปากีสถาน

ปากีสถาน

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) การส่งออกของไทยไปปากีสถาน

ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปปากีสถานมูลค่ารวม 3,823.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.82% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 2,878.36 ล้านบาท

ปีมูลค่ารวม (ล้านบาท)ยางธรรมชาติแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางรองเท้าที่ทำด้วยยาง
25631,902.93461.481,408.7818.29
25643,015.72717.762,255.2716.42
25652,817.881,035.811,749.8010.86
25661,948.00918.081,026.29
25672,878.361,687.111,183.953.98
25683,823.112,238.781,576.495.33
2569*2,819.351,955.61861.791.95

* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปปากีสถาน 34,045 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 2,238.78 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 65.76 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 23,872 ตัน มูลค่า 1,687.11 ล้านบาท หรือ 70.67 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าเพิ่มขึ้น 32.70% ปริมาณเพิ่มขึ้น 42.61% และราคาต่อหน่วยลดลง 6.95% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากปริมาณที่ส่งได้มากขึ้นเป็นหลัก ซึ่งเป็นการขยายตลาดที่แท้จริง เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้าหรือคำสั่งซื้อ มิได้อาศัยการขยับขึ้นของราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว

5.1 ชนิดยางที่ไทยส่งออกมากที่สุด (ปีปฏิทินล่าสุด ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569)

ชนิดยางกลุ่มสินค้ามูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนในกลุ่ม
ยางแท่งยางธรรมชาติแปรรูป1,497.0976.6%
ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ผลิตภัณฑ์ยาง439.0850.9%
น้ำยางข้นยางธรรมชาติแปรรูป375.3919.2%

ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปปากีสถานมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 1,497.09 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 439.08 ล้านบาท

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ปากีสถาน

ปากีสถาน

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ตลาดขนาดอันดับที่ 25 ของโลก

จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง

2

ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 1 ส่วนแบ่ง 31.75%

เพิ่มขึ้น 11.79 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น

3

ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 13.16%

จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 157.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย

4

มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 29.2%

ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้

5

ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดหด 6.91% ไทยโต 53.83%

ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 60.74 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้

6

ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,502 ดอลลาร์สหรัฐ

ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 16.3% บ่งชี้ว่าไทยยังขายอยู่ในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก

7

คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือมาเลเซีย เพิ่ม 22.10 จุด

จึงเป็นต้นทางที่ควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป

8

ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าเพิ่ม 32.70%

โดยปริมาณเพิ่ม 42.61% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 65.76 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ปากีสถาน

ปากีสถาน

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 30.48% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งปากีสถานนำเข้า 157.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 13.16% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 138.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ราคาที่ไทยได้รับยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทางอยู่ 16.3% ซึ่งหมายความว่าไทยยังขายในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก การยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพจึงเป็นทางที่จะเปลี่ยนฐานการแข่งขันในตลาดนี้ แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของมาเลเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 22.10 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับเวียดนาม ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 15.6% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข

7.1 เส้นทางจากหลักฐานสู่ข้อเสนอแนะ

หลักฐานจากคลังข้อมูลสิ่งที่อนุมานได้สิ่งที่ควรทำ
ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 30.48% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 13.16%ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่นผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ
ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,502 ดอลลาร์ต่อตัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16.3%ไทยยังอยู่ในกลุ่มที่ผู้ซื้อเลือกด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลักยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพเพื่อเปลี่ยนฐานการแข่งขัน
มาเลเซียเพิ่มส่วนแบ่ง 22.10 จุดในห้าปีโครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุดติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี
ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป เพิ่ม 42.61% ในปี 2568ฐานคำสั่งซื้อยังขยายตัว มูลค่าที่ได้จึงไม่ได้พึ่งราคาเพียงอย่างเดียวใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน

คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้