
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–บราซิล
ประเทศไทย
บราซิล


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
บราซิล

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–บราซิล
บราซิล
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
บราซิลเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกา มีภาคเกษตรกรรมและเหมืองแร่ขนาดใหญ่ ประกอบกับฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผลิตเพื่อตลาดภายในและภูมิภาค แม้ยางพาราจะมีถิ่นกำเนิดในลุ่มน้ำแอมะซอนของบราซิล แต่การระบาดของโรคใบร่วงในพื้นที่ดั้งเดิมทำให้การปลูกยางเชิงพาณิชย์ขยายตัวได้จำกัด ผลผลิตในประเทศจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการและต้องพึ่งพาการนำเข้า
อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของบราซิลได้แก่ การผลิตยางล้อสำหรับรถยนต์และรถบรรทุก ยางล้อสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตรซึ่งสอดคล้องกับขนาดของภาคเกษตรในประเทศ และสายพานลำเลียงสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ลักษณะอุปสงค์จึงมีสัดส่วนของยางสำหรับงานหนักสูงกว่าตลาดที่เน้นรถยนต์นั่งเป็นหลัก
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 บราซิลเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 11 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 1 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 39.94% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 7.14% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 46.8% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ปัจจัยที่ควรติดตามคือระยะทางและต้นทุนการขนส่งจากไทยไปยังบราซิล ซึ่งเป็นข้อเสียเปรียบเชิงโครงสร้างเมื่อเทียบกับผู้ส่งออกในภูมิภาคใกล้เคียง รวมถึงนโยบายการค้าของกลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ที่ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศสมาชิก การเข้าตลาดนี้จึงต้องอาศัยความได้เปรียบด้านคุณภาพหรือชนิดยางเฉพาะที่ผู้ผลิตในภูมิภาคไม่มี
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–บราซิล
นำเข้าจากโลก ปี 2567
4,845.28ล้าน$
+10.41%นำเข้าจากไทย
346.01ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 บราซิลนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 4,845.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.41% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 346.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 7.14%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของบราซิลจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 2,738.86 เป็น 4,845.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (76.91%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 7.60% ในปี 2563 เป็น 7.14% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2564 ที่ 9.20% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 6.49%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่บราซิลนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 76.91% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 66.26% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 10.65 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 373.46 | 120.35 | 32.23% |
| ยางล้อและยางใน | 2,269.19 | 72.53 | 3.20% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 2,202.63 | 153.13 | 6.95% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–บราซิล
บราซิล
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังบราซิล มูลค่า 346.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 7.14% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก ไทย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่บราซิลนำเข้า (119.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 1
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–บราซิล
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 298.58 | +11.17% | 119.25 | 39.94% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 74.88 | −11.94% | 1.10 | 1.47% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 2,186.77 | +16.09% | 70.85 | 3.24% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 9.07 | +3.85% | 0.92 | 10.13% |
| 4013 | ยางใน | 73.35 | +19.78% | 0.76 | 1.04% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 627.36 | −1.05% | 5.54 | 0.88% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 7.74 | +20.62% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 3.02 | −29.35% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 14.70 | +16.46% | 0.29 | 1.99% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 19.59 | +46.45% | 7.21 | 36.81% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 34.58 | +6.40% | 0.55 | 1.58% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 343.21 | +8.67% | 16.99 | 4.95% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 206.62 | +6.29% | 1.11 | 0.54% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 38.06 | −16.24% | 10.25 | 26.93% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 228.02 | +8.81% | 90.14 | 39.53% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 675.22 | +10.94% | 20.95 | 3.10% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 4.51 | +10.07% | 0.10 | 2.17% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของบราซิล ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 2,186.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 675.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 627.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ที่ 39.94%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–บราซิล
บราซิล
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 32.23% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 3.20% ทั้งที่บราซิลนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 2,269.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 373.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งบราซิลนำเข้าจากโลกมูลค่า 2,186.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 3.24% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–บราซิล
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของบราซิลสามอันดับแรก ได้แก่ ไทย (39.94%) อินโดนีเซีย (22.15%) โกตดิวัวร์ (10.25%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 1ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ไทย | 119.25 | 58,142 | 39.94% |
| 2 | อินโดนีเซีย | 66.15 | 34,567 | 22.15% |
| 3 | โกตดิวัวร์ | 30.59 | 18,343 | 10.25% |
| 4 | มาเลเซีย | 27.13 | 13,798 | 9.09% |
| 5 | เวียดนาม | 26.66 | 14,188 | 8.93% |
| 6 | กัวเตมาลา | 10.97 | 7,095 | 3.68% |
| 7 | โคลอมเบีย | 5.34 | 2,446 | 1.79% |
| 8 | สหรัฐอเมริกา | 3.17 | 1,399 | 1.06% |
| 9 | แคเมอรูน | 2.22 | 1,698 | 0.74% |
| 10 | เบลเยียม | 1.36 | 631 | 0.45% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | จีน | 1,447.31 | 29.87% |
| 2 | สหรัฐอเมริกา | 597.79 | 12.34% |
| 3 | เวียดนาม | 389.15 | 8.03% |
| 4 | ไทย | 346.01 | 7.14% |
| 5 | อินเดีย | 239.64 | 4.95% |
| 6 | มาเลเซีย | 212.12 | 4.38% |
| 7 | เยอรมนี | 161.64 | 3.34% |
| 8 | ญี่ปุ่น | 149.29 | 3.08% |
| 9 | อาร์เจนตินา | 137.43 | 2.84% |
| 10 | อินโดนีเซีย | 124.07 | 2.56% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–บราซิล
บราซิล
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของบราซิลคือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 2 มูลค่า 66.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 1 มูลค่า 119.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 53.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 17.79 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| ไทย | 36.08% | 39.94% | +3.86 จุด | 2,051 |
| อินโดนีเซีย | 32.55% | 22.15% | −10.40 จุด | 1,914 |
| โกตดิวัวร์ | 6.61% | 10.25% | +3.64 จุด | 1,668 |
| มาเลเซีย | 6.71% | 9.09% | +2.38 จุด | 1,966 |
| เวียดนาม | 6.34% | 8.93% | +2.59 จุด | 1,879 |
| กัวเตมาลา | 7.79% | 3.68% | −4.11 จุด | 1,547 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของบราซิลเพิ่มขึ้น 3.86 จุด จาก 36.08% เป็น 39.94% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 10.40 จุด และกัวเตมาลา ลดลง 4.11 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 14.51 จุด ซึ่งมากพอที่จะอธิบายทั้งส่วนที่ไทยได้เพิ่มและส่วนที่ต้นทางอื่นได้เพิ่มรวม 12.47 จุด กล่าวได้ว่าการรุกคืบของไทยในตลาดนี้เป็นการช่วงชิงจากคู่แข่งเดิม มิใช่การเติบโตไปพร้อมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.64 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 บราซิลจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,051 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,928 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 6.4% และสูงกว่ากัวเตมาลาซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,547 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 32.6% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–บราซิล
บราซิล
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปบราซิลมูลค่ารวม 11,298.92 ล้านบาท ลดลง 5.70% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 11,982.23 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 6,512.40 | 3,662.97 | 2,740.12 | 81.37 |
| 2564 | 11,304.16 | 5,277.23 | 5,888.99 | 95.90 |
| 2565 | 11,057.05 | 5,559.23 | 5,373.14 | 85.76 |
| 2566 | 8,784.51 | 6,072.42 | 2,543.05 | 148.88 |
| 2567 | 11,982.23 | 7,697.86 | 4,080.72 | 183.58 |
| 2568 | 11,298.92 | 6,706.53 | 4,457.36 | 104.80 |
| 2569* | 6,197.05 | 3,767.00 | 2,324.45 | 86.20 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปบราซิล 60,623 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 4,457.36 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 73.53 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 55,970 ตัน มูลค่า 4,080.72 ล้านบาท หรือ 72.91 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าเพิ่มขึ้น 9.23% ปริมาณเพิ่มขึ้น 8.31% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 0.85% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากปริมาณที่ส่งได้มากขึ้นเป็นหลัก ซึ่งเป็นการขยายตลาดที่แท้จริง เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้าหรือคำสั่งซื้อ มิได้อาศัยการขยับขึ้นของราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 1,284.12 | 34.1% |
| ยางแผ่นรมควัน | ยางธรรมชาติแปรรูป | 1,059.59 | 45.6% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 1,026.05 | 44.1% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปบราซิลมากที่สุดคือ ยางแผ่นรมควัน มูลค่า 1,059.59 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 1,284.12 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–บราซิล
บราซิล
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 11 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 1 ส่วนแบ่ง 39.94%
เพิ่มขึ้น 3.86 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 3.20%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 2,269.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 46.8%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 76.91% ไทยโต 66.26%
ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 10.65 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง ขณะที่ส่วนแบ่งในพิกัด 4001 เคลื่อนไหวไปคนละทาง ความต่างนี้เกิดที่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป มิใช่ที่วัตถุดิบ
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,051 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 6.4% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 3.64 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 23.0% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าเพิ่ม 9.23%
โดยปริมาณเพิ่ม 8.31% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 73.53 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–บราซิล
บราซิล
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 32.23% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งบราซิลนำเข้า 2,269.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 3.20% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 373.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 6.4% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.64 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับกัวเตมาลา ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 32.6% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 32.23% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 3.20% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,051 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 6.4% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 3.64 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป เพิ่ม 8.31% ในปี 2568 | ฐานคำสั่งซื้อยังขยายตัว มูลค่าที่ได้จึงไม่ได้พึ่งราคาเพียงอย่างเดียว | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล