
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–เนเธอร์แลนด์
ประเทศไทย
เนเธอร์แลนด์


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
เนเธอร์แลนด์

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เนเธอร์แลนด์
เนเธอร์แลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เนเธอร์แลนด์เป็นประตูการค้าของยุโรปตะวันตก โดยมีท่าเรือรอตเทอร์ดามเป็นท่าเรือหลักที่รับสินค้าจากทั่วโลกเข้าสู่ภูมิภาค เศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาการค้า การขนส่ง และบริการโลจิสติกส์ในสัดส่วนสูงกว่าการผลิตในประเทศ ข้อเท็จจริงนี้มีนัยสำคัญต่อการอ่านตัวเลขในรายงานฉบับนี้ เพราะมูลค่านำเข้ายางของเนเธอร์แลนด์ส่วนหนึ่งมิได้ถูกใช้ในประเทศ แต่เป็นการนำเข้าเพื่อกระจายต่อไปยังโรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน
อุตสาหกรรมที่ใช้ยางภายในเนเธอร์แลนด์มีขนาดจำกัดเมื่อเทียบกับปริมาณยางที่ผ่านเข้าประเทศ บทบาทหลักของเนเธอร์แลนด์คือการเป็นศูนย์กลางคลังสินค้าและการค้ายางของยุโรป มีผู้ค้าคนกลางและคลังรับฝากที่ทำหน้าที่รวบรวมและกระจายยางไปยังโรงงานแปรรูปในเยอรมนี เบลเยียม และฝรั่งเศส ผู้ซื้อในตลาดนี้จึงมักเป็นผู้ค้ามากกว่าผู้ใช้ปลายทาง และตัดสินใจซื้อโดยอิงส่วนต่างราคาและต้นทุนการถือครองสินค้า
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 เนเธอร์แลนด์เป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 32 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 3 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 16.60% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 3.67% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 58.8% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ควรตีความตัวเลขของเนเธอร์แลนด์ด้วยความระมัดระวัง เพราะการนำเข้าส่วนมากเป็นการค้าผ่านเพื่อส่งต่อไปยังประเทศอื่น มิใช่การใช้ภายในประเทศ ส่วนแบ่งตลาดที่ไทยมีในเนเธอร์แลนด์จึงสะท้อนความสามารถในการเข้าถึงเครือข่ายผู้ค้าและระบบคลังสินค้าของยุโรป มากกว่าจะสะท้อนการยอมรับของโรงงานผู้ใช้ปลายทางโดยตรง นอกจากนี้ ในฐานะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป การนำยางเข้าสู่ตลาดนี้ยังอยู่ภายใต้ระเบียบ EUDR ซึ่งกำหนดให้ต้องพิสูจน์ได้ว่าวัตถุดิบมิได้มาจากพื้นที่ที่เปลี่ยนสภาพจากป่า
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เนเธอร์แลนด์
นำเข้าจากโลก ปี 2567
5,338.26ล้าน$
+2.74%นำเข้าจากไทย
196.14ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 เนเธอร์แลนด์นำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 5,338.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.74% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 196.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 3.67%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของเนเธอร์แลนด์จากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 4,614.29 เป็น 5,338.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (15.69%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 3.24% ในปี 2563 เป็น 3.67% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2565 ที่ 3.78% และต่ำสุดคือ 2564 ที่ 2.90%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่เนเธอร์แลนด์นำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 15.69% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 31.28% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 15.59 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 146.81 | 22.93 | 15.62% |
| ยางล้อและยางใน | 3,140.54 | 90.17 | 2.87% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 2,050.91 | 83.04 | 4.05% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เนเธอร์แลนด์
เนเธอร์แลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังเนเธอร์แลนด์ มูลค่า 196.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 3.67% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก เบลเยียม เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่เนเธอร์แลนด์นำเข้า (26.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 3
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เนเธอร์แลนด์
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 90.66 | +19.22% | 15.05 | 16.60% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 56.15 | −7.94% | 7.88 | 14.03% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 2,997.04 | +5.48% | 89.38 | 2.98% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 109.15 | −20.34% | 0.67 | 0.61% |
| 4013 | ยางใน | 34.35 | +10.15% | 0.12 | 0.34% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 459.06 | −6.18% | 0.84 | 0.18% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 6.42 | −41.46% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 14.48 | +7.39% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 10.08 | −17.78% | 0.00 | 0.04% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 3.10 | −19.96% | 0.12 | 3.71% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 184.54 | −0.84% | 0.21 | 0.11% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 213.04 | −11.90% | 6.88 | 3.23% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 151.06 | +11.02% | 0.47 | 0.31% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 43.28 | +3.25% | 0.18 | 0.42% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 274.55 | +17.23% | 61.97 | 22.57% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 683.86 | +2.07% | 12.37 | 1.81% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 7.44 | −19.36% | 0.00 | 0.01% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของเนเธอร์แลนด์ ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 2,997.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 683.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 459.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง (พิกัด 4015) ที่ 22.57%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เนเธอร์แลนด์
เนเธอร์แลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 15.62% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 2.87% ทั้งที่เนเธอร์แลนด์นำเข้ายางล้อจากโลกถึง 3,140.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 146.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งเนเธอร์แลนด์นำเข้าจากโลกมูลค่า 2,997.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.98% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เนเธอร์แลนด์
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของเนเธอร์แลนด์สามอันดับแรก ได้แก่ เบลเยียม (29.30%) โกตดิวัวร์ (20.52%) ไทย (16.60%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 3ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | เบลเยียม | 26.56 | 13,208 | 29.30% |
| 2 | โกตดิวัวร์ | 18.60 | 12,888 | 20.52% |
| 3 | ไทย | 15.05 | 13,548 | 16.60% |
| 4 | เวียดนาม | 13.89 | 7,127 | 15.32% |
| 5 | มาเลเซีย | 3.59 | 1,590 | 3.96% |
| 6 | อินโดนีเซีย | 2.76 | 2,791 | 3.04% |
| 7 | ไลบีเรีย | 1.73 | 1,113 | 1.90% |
| 8 | ไนจีเรีย | 1.67 | 1,003 | 1.84% |
| 9 | กัวเตมาลา | 1.57 | 1,051 | 1.73% |
| 10 | เยอรมนี | 1.12 | 391 | 1.24% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | เยอรมนี | 861.34 | 16.14% |
| 2 | เบลเยียม | 658.81 | 12.34% |
| 3 | จีน | 591.06 | 11.07% |
| 4 | ฝรั่งเศส | 331.39 | 6.21% |
| 5 | ฮังการี | 316.79 | 5.93% |
| 6 | อิตาลี | 230.11 | 4.31% |
| 7 | ไทย | 196.14 | 3.67% |
| 8 | สหรัฐอเมริกา | 185.52 | 3.48% |
| 9 | โปแลนด์ | 158.00 | 2.96% |
| 10 | สหราชอาณาจักร | 146.20 | 2.74% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เนเธอร์แลนด์
เนเธอร์แลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของเนเธอร์แลนด์คือ โกตดิวัวร์ อันดับที่ 2 มูลค่า 18.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 3 มูลค่า 15.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 3.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.92 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| เบลเยียม | 25.47% | 29.30% | +3.83 จุด | 2,011 |
| โกตดิวัวร์ | 7.83% | 20.52% | +12.69 จุด | 1,443 |
| ไทย | 8.14% | 16.60% | +8.46 จุด | 1,111 |
| เวียดนาม | 7.77% | 15.32% | +7.55 จุด | 1,949 |
| อินโดนีเซีย | 6.70% | 3.04% | −3.66 จุด | 989 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้น 8.46 จุด จาก 8.14% เป็น 16.60% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 3.66 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 3.66 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 32.53 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 12.69 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 เนเธอร์แลนด์จ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,111 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,602 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 30.6% และสูงกว่าอินโดนีเซียซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 989 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 12.3% การที่ไทยขายได้ราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งได้ บ่งชี้ว่าส่วนแบ่งที่ได้มาส่วนหนึ่งมาจากความได้เปรียบด้านราคา ซึ่งเป็นฐานที่เปราะบางกว่าความได้เปรียบด้านคุณภาพ เพราะคู่แข่งลอกเลียนได้ทันทีที่ต้นทุนของตนลดลง
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เนเธอร์แลนด์
เนเธอร์แลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปเนเธอร์แลนด์มูลค่ารวม 6,842.92 ล้านบาท ลดลง 17.04% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 8,248.45 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | รองเท้าที่ทำด้วยยาง |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 6,346.74 | 4,914.81 | 1,377.52 | 17.60 |
| 2564 | 9,686.30 | 6,988.18 | 2,617.49 | 28.62 |
| 2565 | 8,191.52 | 5,844.35 | 2,246.67 | 43.49 |
| 2566 | 7,363.22 | 5,847.07 | 1,456.79 | 11.24 |
| 2567 | 8,248.45 | 6,390.71 | 1,827.39 | 5.22 |
| 2568 | 6,842.92 | 5,572.27 | 1,258.32 | 6.41 |
| 2569* | 5,326.59 | 4,784.67 | 536.92 | 5.00 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปเนเธอร์แลนด์ 17,289 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 1,258.32 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 72.78 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 24,079 ตัน มูลค่า 1,827.39 ล้านบาท หรือ 75.89 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 31.14% ปริมาณลดลง 28.20% และราคาต่อหน่วยลดลง 4.10% มูลค่าลดลงจากทั้งสองด้านพร้อมกัน คือขายได้น้อยลงและได้ราคาต่ำลงด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรให้น้ำหนักมากกว่ากรณีที่ลดลงจากด้านใดด้านหนึ่ง เพราะสะท้อนทั้งอุปสงค์ที่อ่อนลงและอำนาจต่อรองที่ลดลงในเวลาเดียวกัน
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 3,228.96 | 67.5% |
| ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรม | ผลิตภัณฑ์ยาง | 874.83 | 18.3% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 459.95 | 85.7% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปเนเธอร์แลนด์มากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 459.95 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 3,228.96 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เนเธอร์แลนด์
เนเธอร์แลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 32 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 3 ส่วนแบ่ง 16.60%
เพิ่มขึ้น 8.46 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 2.87%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 3,140.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 58.8%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 15.69% ไทยโต 31.28%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 15.59 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,111 ดอลลาร์สหรัฐ
ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 30.6% บ่งชี้ว่าไทยยังขายอยู่ในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 12.69 จุด
จึงเป็นต้นทางที่ควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 31.14%
โดยปริมาณลด 28.20% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 72.78 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เนเธอร์แลนด์
เนเธอร์แลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 15.62% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งเนเธอร์แลนด์นำเข้า 3,140.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.87% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 146.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ราคาที่ไทยได้รับยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทางอยู่ 30.6% ซึ่งหมายความว่าไทยยังขายในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก การยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพจึงเป็นทางที่จะเปลี่ยนฐานการแข่งขันในตลาดนี้ สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 12.69 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 12.3% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 15.62% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 2.87% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,111 ดอลลาร์ต่อตัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30.6% | ไทยยังอยู่ในกลุ่มที่ผู้ซื้อเลือกด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก | ยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพเพื่อเปลี่ยนฐานการแข่งขัน |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 12.69 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 28.20% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล