
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–แคนาดา
ประเทศไทย
แคนาดา


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
แคนาดา

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–แคนาดา
แคนาดา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
แคนาดาเป็นประเทศเขตหนาวในทวีปอเมริกาเหนือซึ่งไม่มีพื้นที่ปลูกยางพารา ความต้องการยางธรรมชาติทั้งหมดจึงมาจากการนำเข้า เศรษฐกิจมีรายได้ต่อหัวสูงและพึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์ ทรัพยากรธรรมชาติ เหมืองแร่ ป่าไม้ พลังงาน และการขนส่งสินค้าทางถนนระยะไกล ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่ใช้ผลิตภัณฑ์ยางเป็นวัสดุสิ้นเปลืองอย่างต่อเนื่อง อุปสงค์ยางจึงผูกกับยอดผลิตและยอดจำหน่ายรถยนต์ วัฏจักรการลงทุนในภาคเหมืองแร่และการก่อสร้าง และปริมาณการขนส่งภายในประเทศ สภาพภูมิอากาศที่มีฤดูหนาวยาวนานยังก่อให้เกิดอุปสงค์เฉพาะด้านยางล้อสำหรับฤดูหนาวและการเปลี่ยนยางตามฤดูกาล เศรษฐกิจเชื่อมโยงแน่นแฟ้นกับสหรัฐอเมริกาภายใต้ความตกลงการค้าเสรีในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ใช้เงินดอลลาร์แคนาดา ขณะที่การค้ายางระหว่างประเทศชำระด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก
อุตสาหกรรมปลายทางหลักคือการผลิตยางล้อและชิ้นส่วนยางสำหรับยานยนต์ โดยฐานประกอบรถยนต์อยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศและเชื่อมเป็นห่วงโซ่เดียวกับฐานผลิตยานยนต์ของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีโรงงานยางล้ออยู่ในเขตชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และมีฐานผลิตยางสังเคราะห์กับเคมีภัณฑ์โพลิเมอร์ที่พัฒนามายาวนาน การใช้ยางธรรมชาติจึงเป็นการใช้ร่วมกับยางสังเคราะห์ตามสูตรผสมของแต่ละผลิตภัณฑ์ ความต้องการเน้นยางแท่งที่ควบคุมคุณสมบัติทางเทคนิคได้สม่ำเสมอเป็นหลัก มียางแผ่นรมควันสำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภท ส่วนน้ำยางข้นใช้ในผลิตภัณฑ์จุ่มขึ้นรูป กาว และวัสดุก่อสร้างในสัดส่วนที่น้อยกว่า ภาคเหมืองแร่ ป่าไม้ และพลังงาน สร้างอุปสงค์ยางล้อขนาดใหญ่สำหรับงานนอกถนน สายพานลำเลียง และท่อยางทนแรงดัน เกณฑ์จัดซื้อให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความตรงต่อเวลาในการส่งมอบ และเอกสารรับรองแหล่งที่มา
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 แคนาดาเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 14 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 23.26% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 3.05% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 52.6% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
พึงระวังว่ายอดนำเข้ายางธรรมชาติโดยตรงไม่สะท้อนปริมาณการใช้ยางที่แท้จริง เพราะส่วนใหญ่บริโภคในรูปผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โดยเฉพาะยางล้อที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและเอเชีย ทั้งสินค้าบางส่วนยังขึ้นท่าในสหรัฐอเมริกาแล้วขนส่งทางบกข้ามพรมแดนเข้ามา ทำให้สถิติประเทศต้นทางอาจปรากฏเป็นสหรัฐอเมริกาแทนประเทศผู้ผลิตยาง การอ่านตัวเลขรายเดือนจึงต้องแยกผลของฤดูกาลเปลี่ยนยางและสภาพอากาศฤดูหนาวออกจากแนวโน้มพื้นฐาน ปัจจัยที่จะเปลี่ยนภาพในระยะข้างหน้า ได้แก่ ทิศทางนโยบายการค้าและภาษีศุลกากรในภูมิภาคอเมริกาเหนือ การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งเปลี่ยนข้อกำหนดด้านน้ำหนักบรรทุกและความทนทานของยางล้อ ข้อกำหนดการรายงานความเสี่ยงด้านแรงงานบังคับและแรงงานเด็กในห่วงโซ่อุปทาน และการขยายระบบจัดการยางล้อใช้แล้วซึ่งเพิ่มบทบาทของยางรีไซเคิล
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–แคนาดา
นำเข้าจากโลก ปี 2567
6,756.42ล้าน$
−1.23%นำเข้าจากไทย
206.31ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 แคนาดานำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 6,756.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.23% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 206.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 3.05%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของแคนาดาจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 5,709.63 เป็น 6,756.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (18.33%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 2.95% ในปี 2563 เป็น 3.05% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2565 ที่ 3.31% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 2.69%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่แคนาดานำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 18.33% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 22.50% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 4.17 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 424.69 | 53.89 | 12.69% |
| ยางล้อและยางใน | 3,557.20 | 97.96 | 2.75% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 2,774.54 | 54.48 | 1.96% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–แคนาดา
แคนาดา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังแคนาดา มูลค่า 206.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 3.05% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่แคนาดานำเข้า (110.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–แคนาดา
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 231.17 | +16.00% | 53.77 | 23.26% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 193.52 | −15.54% | 0.12 | 0.06% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 3,440.39 | +1.23% | 96.36 | 2.80% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 102.95 | −17.75% | 1.43 | 1.39% |
| 4013 | ยางใน | 13.86 | −5.59% | 0.17 | 1.19% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 432.19 | −4.51% | 0.05 | 0.01% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 11.98 | −12.94% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 9.15 | −9.41% | 0.01 | 0.08% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 9.66 | +3.82% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 1.62 | −41.24% | 0.17 | 10.28% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 187.93 | +0.54% | 0.30 | 0.16% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 552.07 | −7.54% | 3.36 | 0.61% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 287.83 | −3.24% | 0.86 | 0.30% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 12.64 | −23.08% | 2.92 | 23.08% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 260.38 | +32.54% | 28.14 | 10.81% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 1,004.35 | −7.47% | 18.66 | 1.86% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 4.74 | −5.86% | 0.01 | 0.23% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของแคนาดา ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 3,440.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 1,004.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4009) มูลค่า 552.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ที่ 23.26%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–แคนาดา
แคนาดา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 12.69% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 2.75% ทั้งที่แคนาดานำเข้ายางล้อจากโลกถึง 3,557.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 424.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งแคนาดานำเข้าจากโลกมูลค่า 3,440.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.80% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–แคนาดา
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของแคนาดาสามอันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย (47.71%) ไทย (23.26%) โกตดิวัวร์ (9.17%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | อินโดนีเซีย | 110.30 | 68,279 | 47.71% |
| 2 | ไทย | 53.77 | 28,117 | 23.26% |
| 3 | โกตดิวัวร์ | 21.19 | 12,844 | 9.17% |
| 4 | ไลบีเรีย | 13.42 | 5,289 | 5.80% |
| 5 | เวียดนาม | 11.88 | 6,465 | 5.14% |
| 6 | สหรัฐอเมริกา | 6.88 | 2,468 | 2.97% |
| 7 | กานา | 5.30 | 2,681 | 2.29% |
| 8 | มาเลเซีย | 3.24 | 1,773 | 1.40% |
| 9 | กัวเตมาลา | 2.38 | 1,419 | 1.03% |
| 10 | ไนจีเรีย | 1.17 | 606 | 0.50% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | สหรัฐอเมริกา | 3,223.25 | 47.71% |
| 2 | จีน | 918.29 | 13.59% |
| 3 | ญี่ปุ่น | 394.92 | 5.85% |
| 4 | เม็กซิโก | 243.42 | 3.60% |
| 5 | ไทย | 206.31 | 3.05% |
| 6 | อินโดนีเซีย | 190.31 | 2.82% |
| 7 | เกาหลีใต้ | 151.89 | 2.25% |
| 8 | เยอรมนี | 150.64 | 2.23% |
| 9 | มาเลเซีย | 132.28 | 1.96% |
| 10 | เวียดนาม | 131.07 | 1.94% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–แคนาดา
แคนาดา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของแคนาดาคือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 1 มูลค่า 110.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 53.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 56.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 24.45 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| อินโดนีเซีย | 59.80% | 47.71% | −12.09 จุด | 1,615 |
| ไทย | 15.41% | 23.26% | +7.85 จุด | 1,912 |
| โกตดิวัวร์ | 4.84% | 9.17% | +4.33 จุด | 1,650 |
| ไลบีเรีย | 8.20% | 5.80% | −2.40 จุด | 2,537 |
| เวียดนาม | 3.03% | 5.14% | +2.11 จุด | 1,838 |
| สหรัฐอเมริกา | 2.58% | 2.97% | +0.39 จุด | 2,786 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของแคนาดาเพิ่มขึ้น 7.85 จุด จาก 15.41% เป็น 23.26% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 12.09 จุด และไลบีเรีย ลดลง 2.40 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 14.49 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 14.68 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.33 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 แคนาดาจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,912 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,769 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 8.1% และสูงกว่าอินโดนีเซียซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,615 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 18.4% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–แคนาดา
แคนาดา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปแคนาดามูลค่ารวม 5,301.96 ล้านบาท ลดลง 2.79% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 5,454.13 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | รองเท้าที่ทำด้วยยาง |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 3,688.20 | 2,531.04 | 1,116.85 | 15.66 |
| 2564 | 5,631.58 | 3,284.52 | 2,296.10 | 46.68 |
| 2565 | 6,331.41 | 3,698.69 | 2,549.54 | 80.70 |
| 2566 | 3,774.46 | 2,620.32 | 1,128.09 | 21.49 |
| 2567 | 5,454.13 | 3,459.90 | 1,972.73 | 15.89 |
| 2568 | 5,301.96 | 3,736.12 | 1,539.67 | 21.75 |
| 2569* | 3,151.21 | 2,259.77 | 883.15 | 6.32 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปแคนาดา 21,618 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 1,539.67 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 71.22 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 28,189 ตัน มูลค่า 1,972.73 ล้านบาท หรือ 69.98 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 21.95% ปริมาณลดลง 23.31% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 1.77% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 1,450.93 | 64.2% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 583.34 | 66.1% |
| ถุงมืออื่นๆ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 359.93 | 15.9% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปแคนาดามากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 583.34 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 1,450.93 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–แคนาดา
แคนาดา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 14 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 23.26%
เพิ่มขึ้น 7.85 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 2.75%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 3,557.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 52.6%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 18.33% ไทยโต 22.50%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 4.16 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,912 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 8.1% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 4.33 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 15.9% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 21.95%
โดยปริมาณลด 23.31% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 71.22 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–แคนาดา
แคนาดา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 12.69% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งแคนาดานำเข้า 3,557.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.75% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 424.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 8.1% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.33 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 18.4% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 12.69% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 2.75% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,912 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 8.1% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 4.33 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 23.31% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล