
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–เกาหลีใต้
ประเทศไทย
เกาหลีใต้


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
เกาหลีใต้

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เกาหลีใต้
เกาหลีใต้
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เกาหลีใต้เป็นระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง มีกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เป็นแกนกลางของภาคการผลิต ประเทศไม่มีการผลิตยางธรรมชาติจึงนำเข้าทั้งหมดเพื่อป้อนอุตสาหกรรมแปรรูปที่ผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก อุปสงค์ยางของเกาหลีใต้จึงเคลื่อนไหวตามคำสั่งซื้อจากตลาดต่างประเทศมากกว่าการบริโภคภายใน
อุตสาหกรรมหลักที่ใช้ยางของเกาหลีใต้คือการผลิตยางล้อเพื่อส่งออก โดยมีผู้ผลิตยางล้อที่มีส่วนแบ่งในตลาดโลกหลายราย ตามด้วยอุตสาหกรรมยานยนต์ ต่อเรือ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนยาง ผู้ซื้อเกาหลีให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอของคุณภาพและความตรงต่อเวลาในการส่งมอบ เพราะสายการผลิตออกแบบมาให้มีสต๊อกวัตถุดิบต่ำ
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 เกาหลีใต้เป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 7 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 1 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 38.45% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 21.95% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 38.1% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ปัจจัยที่ควรติดตามคือการแข่งขันในตลาดยางล้อโลกที่ผู้ผลิตเกาหลีเผชิญ เพราะหากส่วนแบ่งของผู้ผลิตเกาหลีในตลาดโลกลดลง ความต้องการนำเข้ายางธรรมชาติของประเทศจะลดลงตามในทันที อุปสงค์ของตลาดนี้จึงเป็นอุปสงค์สืบเนื่อง มิใช่อุปสงค์ที่เกิดจากการบริโภคภายในประเทศ
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เกาหลีใต้
นำเข้าจากโลก ปี 2567
3,023.76ล้าน$
+4.44%นำเข้าจากไทย
663.74ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 เกาหลีใต้นำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 3,023.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.44% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 663.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 21.95%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของเกาหลีใต้จากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 2,620.90 เป็น 3,023.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (15.37%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 14.38% ในปี 2563 เป็น 21.95% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2565 ที่ 23.90% และต่ำสุดคือ 2563 ที่ 14.38%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่เกาหลีใต้นำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 15.37% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 76.09% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 60.72 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 601.45 | 213.64 | 35.52% |
| ยางล้อและยางใน | 1,152.98 | 385.72 | 33.45% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 1,269.33 | 64.39 | 5.07% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เกาหลีใต้
เกาหลีใต้
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังเกาหลีใต้ มูลค่า 663.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 21.95% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก ไทย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่เกาหลีใต้นำเข้า (213.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 1
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เกาหลีใต้
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 555.66 | +34.99% | 213.63 | 38.45% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 45.79 | +3.29% | 0.01 | 0.01% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 1,131.68 | −0.22% | 382.36 | 33.79% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 16.65 | −29.04% | 3.33 | 19.98% |
| 4013 | ยางใน | 4.65 | −20.10% | 0.03 | 0.69% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 363.59 | −8.55% | 4.08 | 1.12% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 12.50 | −9.75% | 0.05 | 0.37% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 3.78 | +45.59% | 0.01 | 0.13% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 2.00 | −3.52% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 9.79 | +1.26% | 3.78 | 38.65% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 53.77 | +0.83% | 0.70 | 1.29% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 105.56 | −3.27% | 3.89 | 3.69% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 113.42 | +0.04% | 2.56 | 2.25% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 14.01 | +6.46% | 3.39 | 24.22% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 184.93 | +4.14% | 39.75 | 21.49% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 404.76 | +5.95% | 6.17 | 1.52% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 1.22 | −19.80% | 0.01 | 1.15% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของเกาหลีใต้ ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 1,131.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 555.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 404.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 38.65%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เกาหลีใต้
เกาหลีใต้
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 35.52% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 33.45% ทั้งที่เกาหลีใต้นำเข้ายางล้อจากโลกถึง 1,152.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 601.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งเกาหลีใต้นำเข้าจากโลกมูลค่า 1,131.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 33.79% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เกาหลีใต้
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของเกาหลีใต้สามอันดับแรก ได้แก่ ไทย (38.45%) อินโดนีเซีย (27.24%) โกตดิวัวร์ (12.27%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 1ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ไทย | 213.63 | 120,791 | 38.45% |
| 2 | อินโดนีเซีย | 151.39 | 84,651 | 27.24% |
| 3 | โกตดิวัวร์ | 68.19 | 38,502 | 12.27% |
| 4 | เวียดนาม | 59.55 | 31,800 | 10.72% |
| 5 | กัมพูชา | 23.95 | 13,546 | 4.31% |
| 6 | มาเลเซีย | 19.00 | 10,322 | 3.42% |
| 7 | ฟิลิปปินส์ | 14.36 | 8,779 | 2.58% |
| 8 | เมียนมา | 3.94 | 2,419 | 0.71% |
| 9 | ศรีลังกา | 0.69 | 144 | 0.12% |
| 10 | ตุรกี | 0.34 | 94 | 0.06% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | จีน | 738.38 | 24.42% |
| 2 | ไทย | 663.74 | 21.95% |
| 3 | ญี่ปุ่น | 210.43 | 6.96% |
| 4 | สหรัฐอเมริกา | 187.55 | 6.20% |
| 5 | อินโดนีเซีย | 176.20 | 5.83% |
| 6 | เวียดนาม | 166.19 | 5.50% |
| 7 | มาเลเซีย | 107.62 | 3.56% |
| 8 | เยอรมนี | 101.80 | 3.37% |
| 9 | สิงคโปร์ | 75.49 | 2.50% |
| 10 | โกตดิวัวร์ | 68.19 | 2.26% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เกาหลีใต้
เกาหลีใต้
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของเกาหลีใต้คือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 2 มูลค่า 151.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 1 มูลค่า 213.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 62.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 11.21 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| ไทย | 32.26% | 38.45% | +6.19 จุด | 1,769 |
| อินโดนีเซีย | 47.22% | 27.24% | −19.98 จุด | 1,788 |
| เวียดนาม | 11.39% | 10.72% | −0.67 จุด | 1,872 |
| กัมพูชา | 1.13% | 4.31% | +3.18 จุด | 1,768 |
| มาเลเซีย | 3.20% | 3.42% | +0.22 จุด | 1,841 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 6.19 จุด จาก 32.26% เป็น 38.45% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 19.98 จุด และเวียดนาม ลดลง 0.67 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 20.65 จุด ซึ่งมากพอที่จะอธิบายทั้งส่วนที่ไทยได้เพิ่มและส่วนที่ต้นทางอื่นได้เพิ่มรวม 9.59 จุด กล่าวได้ว่าการรุกคืบของไทยในตลาดนี้เป็นการช่วงชิงจากคู่แข่งเดิม มิใช่การเติบโตไปพร้อมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือกัมพูชา ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.18 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 เกาหลีใต้จ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,769 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,786 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 1.0% และสูงกว่ากัมพูชาซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,768 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 0.1% การที่ไทยขายได้ราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งได้ บ่งชี้ว่าส่วนแบ่งที่ได้มาส่วนหนึ่งมาจากความได้เปรียบด้านราคา ซึ่งเป็นฐานที่เปราะบางกว่าความได้เปรียบด้านคุณภาพ เพราะคู่แข่งลอกเลียนได้ทันทีที่ต้นทุนของตนลดลง
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เกาหลีใต้
เกาหลีใต้
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปเกาหลีใต้มูลค่ารวม 20,052.31 ล้านบาท ลดลง 14.03% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 23,324.32 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 11,747.01 | 7,476.79 | 4,084.87 | 150.66 |
| 2564 | 17,484.33 | 10,162.36 | 7,081.75 | 198.47 |
| 2565 | 24,746.02 | 11,382.13 | 13,120.38 | 188.87 |
| 2566 | 19,894.26 | 14,188.00 | 5,487.83 | 123.62 |
| 2567 | 23,324.32 | 14,902.98 | 8,197.04 | 142.44 |
| 2568 | 20,052.31 | 15,132.45 | 4,706.84 | 128.98 |
| 2569* | 12,002.57 | 8,510.83 | 3,408.59 | 43.34 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปเกาหลีใต้ 68,154 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 4,706.84 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 69.06 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 117,562 ตัน มูลค่า 8,197.04 ล้านบาท หรือ 69.73 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 42.58% ปริมาณลดลง 42.03% และราคาต่อหน่วยลดลง 0.96% มูลค่าลดลงจากทั้งสองด้านพร้อมกัน คือขายได้น้อยลงและได้ราคาต่ำลงด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรให้น้ำหนักมากกว่ากรณีที่ลดลงจากด้านใดด้านหนึ่ง เพราะสะท้อนทั้งอุปสงค์ที่อ่อนลงและอำนาจต่อรองที่ลดลงในเวลาเดียวกัน
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 7,148.77 | 84.0% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 2,819.88 | 82.7% |
| ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรม | ผลิตภัณฑ์ยาง | 441.90 | 5.2% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปเกาหลีใต้มากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 2,819.88 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 7,148.77 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เกาหลีใต้
เกาหลีใต้
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 7 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 1 ส่วนแบ่ง 38.45%
เพิ่มขึ้น 6.19 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 33.45%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 1,152.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 38.1%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 15.37% ไทยโต 76.09%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 60.72 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,769 ดอลลาร์สหรัฐ
ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 1.0% บ่งชี้ว่าไทยยังขายอยู่ในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือกัมพูชา เพิ่ม 3.18 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 0.1% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 42.58%
โดยปริมาณลด 42.03% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 69.06 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เกาหลีใต้
เกาหลีใต้
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 35.52% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งเกาหลีใต้นำเข้า 1,152.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 33.45% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 601.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ราคาที่ไทยได้รับยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทางอยู่ 1.0% ซึ่งหมายความว่าไทยยังขายในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก การยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพจึงเป็นทางที่จะเปลี่ยนฐานการแข่งขันในตลาดนี้ แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของกัมพูชา ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.18 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 0.1% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 35.52% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 33.45% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,769 ดอลลาร์ต่อตัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 1.0% | ไทยยังอยู่ในกลุ่มที่ผู้ซื้อเลือกด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก | ยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพเพื่อเปลี่ยนฐานการแข่งขัน |
| กัมพูชาเพิ่มส่วนแบ่ง 3.18 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 42.03% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล