
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–โครเอเชีย
ประเทศไทย
โครเอเชีย


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
โครเอเชีย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โครเอเชีย
โครเอเชีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
โครเอเชียเป็นประเทศบนชายฝั่งทะเลเอเดรียติกที่มีท่าเรือของตนเองและมีแนวชายฝั่งยาว เศรษฐกิจพึ่งพาการท่องเที่ยวในสัดส่วนสูงและมีลักษณะตามฤดูกาลชัดเจน ส่วนภาคการผลิตมีขนาดปานกลาง โดยมีการต่อเรือ อุตสาหกรรมอาหาร และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเป็นองค์ประกอบ ประเทศเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในลำดับหลังและใช้เงินสกุลยูโร ท่าเรือบนทะเลเอเดรียติกทำให้มีบทบาทเป็นทางเข้าสินค้าจากเอเชียสู่ยุโรปกลางที่สั้นกว่าเส้นทางผ่านทะเลเหนือ
ความต้องการยางธรรมชาติของโครเอเชียมาจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางและชิ้นส่วนยางสำหรับงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก ประกอบกับงานต่อเรือและซ่อมบำรุงเรือซึ่งใช้ท่อยาง ซีล และวัสดุกันกระแทก อีกส่วนมาจากตลาดยางล้อทดแทนของกองรถขนส่งและรถเช่าซึ่งมีความต้องการตามฤดูกาลท่องเที่ยว และจากภาคเกษตรซึ่งใช้อุปกรณ์ชลประทานที่ทำด้วยยาง ขนาดของอุปสงค์โดยรวมเล็กกว่าประเทศอุตสาหกรรมหลักของกลุ่มมาก
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 โครเอเชียเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 42 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 5.29% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 0.73% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 59.2% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
เงื่อนไขที่ต้องติดตามคือระเบียบ EUDR ซึ่งบังคับใช้เท่ากันทั้งสหภาพ และความผันผวนตามฤดูกาลของภาคท่องเที่ยวซึ่งกำหนดจังหวะความต้องการยางล้อทดแทนและงานซ่อมบำรุง อีกเรื่องคือบทบาทของท่าเรือ ซึ่งทำให้ยางที่ผ่านเข้ามาบางส่วนมิได้ถูกใช้ในประเทศ หากเคลื่อนย้ายต่อไปยังโรงงานในยุโรปกลาง การอ่านตัวเลขนำเข้าจึงต้องแยกการใช้จริงออกจากการค้าผ่าน
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โครเอเชีย
นำเข้าจากโลก ปี 2567
486.53ล้าน$
+11.95%นำเข้าจากไทย
3.54ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 โครเอเชียนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 486.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.95% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 3.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 0.73%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของโครเอเชียจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 324.24 เป็น 486.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (50.05%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 2.11% ในปี 2563 เป็น 0.73% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2563 ที่ 2.11% และต่ำสุดคือ 2567 ที่ 0.73%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่โครเอเชียนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 50.05% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยลดลง 48.40% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 98.45 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะลดลงก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 40.43 | 1.58 | 3.91% |
| ยางล้อและยางใน | 288.26 | 0.61 | 0.21% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 157.85 | 1.36 | 0.86% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โครเอเชีย
โครเอเชีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังโครเอเชีย มูลค่า 3.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 0.73% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก โกตดิวัวร์ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่โครเอเชียนำเข้า (27.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โครเอเชีย
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 29.82 | +296.66% | 1.58 | 5.29% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 10.61 | +18.30% | 0.00 | 0.00% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 281.74 | +10.25% | 0.61 | 0.22% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 4.49 | −2.16% | 0.00 | 0.00% |
| 4013 | ยางใน | 2.03 | +4.48% | 0.00 | 0.00% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 21.31 | −9.29% | 0.00 | 0.00% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 0.53 | +25.24% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 0.12 | −79.08% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 0.95 | −21.89% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 0.18 | −53.42% | 0.04 | 20.65% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 14.59 | +6.19% | 0.00 | 0.01% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 17.67 | +7.01% | 0.00 | 0.00% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 18.38 | −8.12% | 0.00 | 0.00% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 5.70 | +10.27% | 0.23 | 3.96% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 17.91 | +7.97% | 1.04 | 5.82% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 60.23 | +4.74% | 0.05 | 0.08% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 0.28 | −35.83% | 0.00 | 0.00% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของโครเอเชีย ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 281.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 60.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 29.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 20.65%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โครเอเชีย
โครเอเชีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 3.91% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 0.21% ทั้งที่โครเอเชียนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 288.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 40.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งโครเอเชียนำเข้าจากโลกมูลค่า 281.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 0.22% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โครเอเชีย
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของโครเอเชียสามอันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ (90.60%) ไทย (5.29%) อินโดนีเซีย (2.19%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | โกตดิวัวร์ | 27.02 | 17,116 | 90.60% |
| 2 | ไทย | 1.58 | 645 | 5.29% |
| 3 | อินโดนีเซีย | 0.65 | 363 | 2.19% |
| 4 | มาเลเซีย | 0.28 | 121 | 0.92% |
| 5 | เวียดนาม | 0.16 | 66 | 0.54% |
| 6 | อิตาลี | 0.04 | 15 | 0.12% |
| 7 | เซอร์เบีย | 0.03 | 11 | 0.09% |
| 8 | โปแลนด์ | 0.02 | 3 | 0.08% |
| 9 | เดนมาร์ก | 0.01 | 0 | 0.04% |
| 10 | ฝรั่งเศส | 0.01 | 3 | 0.03% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | สโลวีเนีย | 83.26 | 17.11% |
| 2 | เยอรมนี | 58.87 | 12.10% |
| 3 | ฮังการี | 37.19 | 7.64% |
| 4 | อิตาลี | 32.16 | 6.61% |
| 5 | โปแลนด์ | 27.23 | 5.60% |
| 6 | โกตดิวัวร์ | 27.02 | 5.55% |
| 7 | สาธารณรัฐเช็ก | 25.44 | 5.23% |
| 8 | สโลวาเกีย | 21.97 | 4.52% |
| 9 | อินโดนีเซีย | 16.61 | 3.41% |
| 10 | ฝรั่งเศส | 15.48 | 3.18% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โครเอเชีย
โครเอเชีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของโครเอเชียคือ โกตดิวัวร์ อันดับที่ 1 มูลค่า 27.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 1.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 25.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 85.31 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| โกตดิวัวร์ | 61.97% | 90.60% | +28.63 จุด | 1,578 |
| ไทย | 26.30% | 5.29% | −21.01 จุด | 2,443 |
| มาเลเซีย | 1.40% | 0.92% | −0.48 จุด | 2,273 |
| เวียดนาม | 5.17% | 0.54% | −4.63 จุด | 2,439 |
| อิตาลี | 1.34% | 0.12% | −1.22 จุด | 2,467 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของโครเอเชียลดลง 21.01 จุด จาก 26.30% เป็น 5.29% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ โกตดิวัวร์ เพิ่มขึ้น 28.63 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ
ในปี 2567 โครเอเชียจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,443 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,625 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 50.3% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,578 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 54.8% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่กลับเสียส่วนแบ่งลง บ่งชี้ว่าผู้ซื้อเริ่มให้น้ำหนักกับต้นทุนมากขึ้น และส่วนต่างราคาที่ไทยเคยเรียกได้จากคุณภาพกำลังถูกท้าทาย จึงควรตรวจสอบว่าคุณภาพและเงื่อนไขการส่งมอบยังต่างจากคู่แข่งมากพอที่จะรองรับส่วนต่างราคานี้หรือไม่ อย่างไรก็ดี โกตดิวัวร์เป็นทั้งต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดและรุกคืบเร็วที่สุดในเวลาเดียวกัน หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักการตัดสินใจไปที่ต้นทุนเมื่อใด ส่วนแบ่งที่ไทยถือครองอยู่จะถูกกดดันได้เร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โครเอเชีย
โครเอเชีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปโครเอเชียมูลค่ารวม 310.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.50% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 253.11 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป |
|---|---|---|---|
| 2563 | 139.13 | 132.03 | 7.10 |
| 2564 | 158.65 | 154.94 | 3.71 |
| 2565 | 122.54 | 114.38 | 8.16 |
| 2566 | 209.94 | 148.06 | 58.86 |
| 2567 | 253.11 | 192.54 | 60.57 |
| 2568 | 310.07 | 182.03 | 128.04 |
| 2569* | 128.07 | 75.80 | 52.27 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปโครเอเชีย 1,925 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 128.04 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 66.51 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 1,018 ตัน มูลค่า 60.57 ล้านบาท หรือ 59.51 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าเพิ่มขึ้น 111.39% ปริมาณเพิ่มขึ้น 89.10% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 11.76% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากปริมาณที่ส่งได้มากขึ้นเป็นหลัก ซึ่งเป็นการขยายตลาดที่แท้จริง เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้าหรือคำสั่งซื้อ มิได้อาศัยการขยับขึ้นของราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 52.27 | 100.0% |
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 38.40 | 50.7% |
| ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรม | ผลิตภัณฑ์ยาง | 28.17 | 37.2% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปโครเอเชียมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 52.27 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 38.40 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โครเอเชีย
โครเอเชีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 42 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 5.29%
ลดลง 21.01 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 0.21%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 288.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 59.2%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 50.05% ไทยหด 48.40%
ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 98.45 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,443 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 50.3% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 28.63 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 54.8% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าเพิ่ม 111.39%
โดยปริมาณเพิ่ม 89.10% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 66.51 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โครเอเชีย
โครเอเชีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 3.91% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งโครเอเชียนำเข้า 288.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 0.21% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 40.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 50.3% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 28.63 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 54.8% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 3.91% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 0.21% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,443 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 50.3% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 28.63 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป เพิ่ม 89.10% ในปี 2568 | ฐานคำสั่งซื้อยังขยายตัว มูลค่าที่ได้จึงไม่ได้พึ่งราคาเพียงอย่างเดียว | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล