
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–สหราชอาณาจักร
ประเทศไทย
สหราชอาณาจักร


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
สหราชอาณาจักร

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหราชอาณาจักร
สหราชอาณาจักร
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
สหราชอาณาจักรเป็นระบบเศรษฐกิจที่ภาคบริการมีสัดส่วนสูง โดยภาคการผลิตมีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับอดีต ภายหลังการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักรมีระบบศุลกากรและระเบียบการนำเข้าของตนเองแยกจากภาคพื้นยุโรป ทำให้เส้นทางการค้าและเอกสารประกอบการนำเข้าแตกต่างจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ผู้ส่งออกจึงต้องจัดการพิธีการเป็นเอกเทศ ไม่สามารถอาศัยการผ่านพิธีการที่ประเทศสมาชิกแห่งใดแห่งหนึ่งแล้วกระจายต่อได้เหมือนเดิม
อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของสหราชอาณาจักรได้แก่ การผลิตยานยนต์ระดับบนและรถเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศซึ่งใช้ชิ้นส่วนยางที่มีข้อกำหนดทางเทคนิคสูง และการผลิตชิ้นส่วนยางสำหรับเครื่องจักรอุตสาหกรรม ปริมาณการใช้โดยรวมไม่มากเท่าประเทศที่เป็นฐานผลิตยางล้อขนาดใหญ่ แต่เป็นอุปสงค์ที่เน้นคุณภาพและมาตรฐานการรับรอง จึงเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับเอกสารรับรองคุณภาพและความสม่ำเสมอของสินค้ามากกว่าราคา
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 38 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 1 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 41.13% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 3.71% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 58.8% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ภายหลังการถอนตัวจากสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักรกำลังพัฒนากฎเกณฑ์ด้านสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของตนเองแยกจากระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรป ผู้ส่งออกไทยจึงอาจต้องเตรียมเอกสารตรวจสอบย้อนกลับสองชุดที่มีรายละเอียดต่างกันสำหรับสองตลาดนี้ ประเด็นที่ควรติดตามคือความสอดคล้องของสองระบบ เพราะหากข้อกำหนดใกล้เคียงกัน ต้นทุนการปฏิบัติตามของผู้ส่งออกจะลดลงมาก
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหราชอาณาจักร
นำเข้าจากโลก ปี 2567
5,796.87ล้าน$
+2.35%นำเข้าจากไทย
214.83ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 สหราชอาณาจักรนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 5,796.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.35% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 214.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 3.71%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของสหราชอาณาจักรจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 5,369.69 เป็น 5,796.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (7.96%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 3.25% ในปี 2563 เป็น 3.71% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2564 ที่ 3.88% และต่ำสุดคือ 2563 ที่ 3.25%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่สหราชอาณาจักรนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 7.96% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 23.27% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 15.31 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 133.48 | 21.29 | 15.95% |
| ยางล้อและยางใน | 3,410.91 | 146.66 | 4.30% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 2,252.49 | 46.89 | 2.08% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหราชอาณาจักร
สหราชอาณาจักร
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังสหราชอาณาจักร มูลค่า 214.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 3.71% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก ไทย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่สหราชอาณาจักรนำเข้า (20.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 1
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหราชอาณาจักร
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 50.23 | +8.66% | 20.66 | 41.13% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 83.25 | −8.37% | 0.63 | 0.75% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 3,286.50 | +4.68% | 143.44 | 4.36% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 113.96 | −2.60% | 2.86 | 2.51% |
| 4013 | ยางใน | 10.45 | +1.02% | 0.36 | 3.45% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 255.81 | +3.41% | 1.96 | 0.77% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 7.66 | +15.45% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 8.74 | −29.02% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 23.98 | +2.64% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 5.45 | +16.26% | 0.30 | 5.51% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 166.20 | +1.04% | 0.92 | 0.55% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 382.34 | −5.74% | 3.55 | 0.93% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 122.78 | −4.29% | 0.15 | 0.13% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 55.63 | −8.89% | 6.60 | 11.86% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 306.85 | +15.11% | 26.08 | 8.50% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 911.46 | −2.34% | 7.33 | 0.80% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 5.59 | −7.72% | 0.00 | 0.00% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของสหราชอาณาจักร ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 3,286.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 911.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4009) มูลค่า 382.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ที่ 41.13%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหราชอาณาจักร
สหราชอาณาจักร
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 15.95% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 4.30% ทั้งที่สหราชอาณาจักรนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 3,410.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 133.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งสหราชอาณาจักรนำเข้าจากโลกมูลค่า 3,286.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 4.36% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหราชอาณาจักร
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของสหราชอาณาจักรสามอันดับแรก ได้แก่ ไทย (41.13%) อินโดนีเซีย (24.97%) เวียดนาม (10.20%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 1ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ไทย | 20.66 | 9,916 | 41.13% |
| 2 | อินโดนีเซีย | 12.54 | 6,832 | 24.97% |
| 3 | เวียดนาม | 5.13 | 2,900 | 10.20% |
| 4 | มาเลเซีย | 3.15 | 1,174 | 6.27% |
| 5 | ฝรั่งเศส | 1.30 | 845 | 2.58% |
| 6 | จีน | 1.18 | 302 | 2.34% |
| 7 | โรมาเนีย | 0.81 | 280 | 1.60% |
| 8 | สหรัฐอเมริกา | 0.76 | 60 | 1.50% |
| 9 | กานา | 0.69 | 403 | 1.36% |
| 10 | โกตดิวัวร์ | 0.68 | 410 | 1.36% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | จีน | 1,232.62 | 21.26% |
| 2 | เยอรมนี | 584.25 | 10.08% |
| 3 | โปแลนด์ | 388.90 | 6.71% |
| 4 | สหรัฐอเมริกา | 320.98 | 5.54% |
| 5 | ฝรั่งเศส | 278.21 | 4.80% |
| 6 | สเปน | 277.77 | 4.79% |
| 7 | อิตาลี | 240.79 | 4.15% |
| 8 | ไทย | 214.83 | 3.71% |
| 9 | อินเดีย | 190.50 | 3.29% |
| 10 | ตุรกี | 186.77 | 3.22% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหราชอาณาจักร
สหราชอาณาจักร
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของสหราชอาณาจักรคือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 2 มูลค่า 12.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 1 มูลค่า 20.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 8.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 16.16 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| ไทย | 23.04% | 41.13% | +18.09 จุด | 2,084 |
| อินโดนีเซีย | 11.59% | 24.97% | +13.38 จุด | 1,836 |
| เวียดนาม | 8.10% | 10.20% | +2.10 จุด | 1,767 |
| มาเลเซีย | 16.64% | 6.27% | −10.37 จุด | 2,683 |
| จีน | 9.61% | 2.34% | −7.27 จุด | 3,897 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น 18.09 จุด จาก 23.04% เป็น 41.13% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ มาเลเซีย ลดลง 10.37 จุด และจีน ลดลง 7.27 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 17.64 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 33.57 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคืออินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 13.38 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 สหราชอาณาจักรจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,084 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 2,061 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 1.1% และสูงกว่าฝรั่งเศสซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,536 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 35.7% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหราชอาณาจักร
สหราชอาณาจักร
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปสหราชอาณาจักรมูลค่ารวม 5,800.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.69% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 5,437.17 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | รองเท้าที่ทำด้วยยาง |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 8,073.16 | 7,653.59 | 232.41 | 158.14 |
| 2564 | 6,531.36 | 6,059.57 | 347.05 | 94.93 |
| 2565 | 5,632.97 | 4,968.11 | 409.45 | 216.14 |
| 2566 | 5,441.30 | 4,800.13 | 457.47 | 116.47 |
| 2567 | 5,437.17 | 4,770.91 | 557.03 | 47.73 |
| 2568 | 5,800.95 | 4,795.92 | 877.78 | 65.39 |
| 2569* | 3,724.21 | 3,193.79 | 473.28 | 29.21 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปสหราชอาณาจักร 12,729 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 877.78 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 68.96 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 8,584 ตัน มูลค่า 557.03 ล้านบาท หรือ 64.89 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าเพิ่มขึ้น 57.58% ปริมาณเพิ่มขึ้น 48.29% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 6.27% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากปริมาณที่ส่งได้มากขึ้นเป็นหลัก ซึ่งเป็นการขยายตลาดที่แท้จริง เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้าหรือคำสั่งซื้อ มิได้อาศัยการขยับขึ้นของราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 2,492.21 | 78.0% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 460.39 | 97.3% |
| ถุงมืออื่นๆ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 262.71 | 8.2% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปสหราชอาณาจักรมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 460.39 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 2,492.21 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหราชอาณาจักร
สหราชอาณาจักร
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 38 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 1 ส่วนแบ่ง 41.13%
เพิ่มขึ้น 18.09 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 4.30%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 3,410.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 58.8%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 7.96% ไทยโต 23.27%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 15.31 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,084 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 1.1% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคืออินโดนีเซีย เพิ่ม 13.38 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 13.5% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าเพิ่ม 57.58%
โดยปริมาณเพิ่ม 48.29% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 68.96 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหราชอาณาจักร
สหราชอาณาจักร
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 15.95% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งสหราชอาณาจักรนำเข้า 3,410.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 4.30% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 133.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 1.1% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของอินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 13.38 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 35.7% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 15.95% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 4.30% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,084 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.1% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| อินโดนีเซียเพิ่มส่วนแบ่ง 13.38 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป เพิ่ม 48.29% ในปี 2568 | ฐานคำสั่งซื้อยังขยายตัว มูลค่าที่ได้จึงไม่ได้พึ่งราคาเพียงอย่างเดียว | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล