
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–เยอรมนี
ประเทศไทย
เยอรมนี


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
เยอรมนี

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เยอรมนี
เยอรมนี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เยอรมนีเป็นระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป มีภาคยานยนต์ เครื่องจักรกล และเคมีภัณฑ์เป็นเสาหลัก และเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าอุตสาหกรรมของภูมิภาค ความต้องการยางของเยอรมนีจึงมีทั้งส่วนที่ใช้ในประเทศและส่วนที่ผ่านเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของยุโรปต่อไป เศรษฐกิจที่พึ่งการส่งออกสูงทำให้อุปสงค์ยางอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและต้นทุนพลังงานภายในประเทศ ซึ่งเป็นตัวแปรที่กระทบต้นทุนการผลิตของโรงงานแปรรูปยางโดยตรง
อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของเยอรมนีมีทั้งการผลิตยางล้อ ชิ้นส่วนยางทางเทคนิคสำหรับยานยนต์และเครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยางสำหรับงานอุตสาหกรรมเฉพาะทาง เยอรมนีเป็นที่ตั้งของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลกที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบหลัก ลักษณะอุปสงค์เน้นยางที่มีข้อกำหนดทางเทคนิคชัดเจนและตรวจสอบคุณสมบัติได้ ผู้ซื้อเยอรมันจึงมักทำสัญญาระยะยาวกับผู้ขายที่ผ่านการรับรองคุณภาพ มากกว่าจะเปลี่ยนแหล่งซื้อตามราคารายเดือน
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 เยอรมนีเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 8 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 3 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 13.98% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.20% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 50.0% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ในฐานะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป การนำยางเข้าสู่ตลาดนี้อยู่ภายใต้ระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องแสดงหลักฐานว่าวัตถุดิบมิได้มาจากพื้นที่ที่เปลี่ยนสภาพจากป่า พร้อมพิกัดแปลงปลูกที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เงื่อนไขนี้เปลี่ยนการแข่งขันจากเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว มาเป็นเรื่องความสามารถในการพิสูจน์แหล่งที่มา ซึ่งเป็นด้านที่ไทยมีระบบทะเบียนเกษตรกรและระบบตรวจสอบย้อนกลับรองรับอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค หากผู้ส่งออกไทยเตรียมเอกสารได้ทันตามกรอบเวลาที่สหภาพยุโรปกำหนด
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เยอรมนี
นำเข้าจากโลก ปี 2567
16,295.23ล้าน$
−1.32%นำเข้าจากไทย
357.96ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 เยอรมนีนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 16,295.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.32% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 357.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.20%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของเยอรมนีจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 13,604.07 เป็น 16,295.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (19.78%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 2.38% ในปี 2563 เป็น 2.20% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2564 ที่ 2.95% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 1.83%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่เยอรมนีนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 19.78% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 10.42% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 9.36 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 950.16 | 77.47 | 8.15% |
| ยางล้อและยางใน | 8,143.25 | 131.82 | 1.62% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 7,201.85 | 148.70 | 2.06% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เยอรมนี
เยอรมนี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังเยอรมนี มูลค่า 357.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.20% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก โกตดิวัวร์ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่เยอรมนีนำเข้า (123.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 3
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เยอรมนี
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 502.29 | +15.90% | 70.23 | 13.98% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 447.87 | −19.12% | 7.24 | 1.62% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 7,886.29 | −0.23% | 130.90 | 1.66% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 222.97 | −5.87% | 0.04 | 0.02% |
| 4013 | ยางใน | 33.99 | −7.33% | 0.88 | 2.58% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 1,088.41 | −4.90% | 20.67 | 1.90% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 11.40 | +1.47% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 16.58 | −4.89% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 28.10 | −0.32% | 0.01 | 0.03% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 6.65 | +0.71% | 1.70 | 25.49% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 350.09 | −4.51% | 1.48 | 0.42% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 1,016.37 | −4.31% | 8.34 | 0.82% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 510.65 | −1.13% | 1.14 | 0.22% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 78.08 | +5.67% | 14.00 | 17.93% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 646.09 | +22.94% | 79.03 | 12.23% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 3,441.46 | −3.94% | 22.30 | 0.65% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 7.97 | −33.71% | 0.03 | 0.41% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของเยอรมนี ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 7,886.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 3,441.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 1,088.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 25.49%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เยอรมนี
เยอรมนี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 8.15% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 1.62% ทั้งที่เยอรมนีนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 8,143.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 950.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งเยอรมนีนำเข้าจากโลกมูลค่า 7,886.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.66% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เยอรมนี
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของเยอรมนีสามอันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ (24.52%) มาเลเซีย (15.05%) ไทย (13.98%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 3ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | โกตดิวัวร์ | 123.18 | 82,321 | 24.52% |
| 2 | มาเลเซีย | 75.57 | 43,946 | 15.05% |
| 3 | ไทย | 70.23 | 39,767 | 13.98% |
| 4 | เวียดนาม | 61.72 | 32,360 | 12.29% |
| 5 | อินโดนีเซีย | 51.20 | 30,796 | 10.19% |
| 6 | เบลเยียม | 38.87 | 20,973 | 7.74% |
| 7 | ไลบีเรีย | 15.23 | 8,569 | 3.03% |
| 8 | ฝรั่งเศส | 12.24 | 5,760 | 2.44% |
| 9 | เกาหลีใต้ | 7.94 | 4,588 | 1.58% |
| 10 | เนเธอร์แลนด์ | 7.62 | 5,157 | 1.52% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | โปแลนด์ | 1,376.95 | 8.45% |
| 2 | จีน | 1,375.15 | 8.44% |
| 3 | สาธารณรัฐเช็ก | 1,214.60 | 7.45% |
| 4 | ฝรั่งเศส | 1,134.66 | 6.96% |
| 5 | อิตาลี | 1,124.22 | 6.90% |
| 6 | โรมาเนีย | 804.38 | 4.94% |
| 7 | สเปน | 790.95 | 4.85% |
| 8 | เนเธอร์แลนด์ | 768.97 | 4.72% |
| 9 | ตุรกี | 652.00 | 4.00% |
| 10 | ฮังการี | 595.12 | 3.65% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เยอรมนี
เยอรมนี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของเยอรมนีคือ มาเลเซีย อันดับที่ 2 มูลค่า 75.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 3 มูลค่า 70.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 5.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.07 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| โกตดิวัวร์ | 19.94% | 24.52% | +4.58 จุด | 1,496 |
| มาเลเซีย | 14.53% | 15.05% | +0.52 จุด | 1,720 |
| ไทย | 14.95% | 13.98% | −0.97 จุด | 1,766 |
| เวียดนาม | 12.30% | 12.29% | −0.01 จุด | 1,907 |
| อินโดนีเซีย | 16.57% | 10.19% | −6.38 จุด | 1,663 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของเยอรมนีลดลง 0.97 จุด จาก 14.95% เป็น 13.98% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ โกตดิวัวร์ เพิ่มขึ้น 4.58 จุด และมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 0.52 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ
ในปี 2567 เยอรมนีจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,766 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,720 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 2.7% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,496 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 18.0% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่กลับเสียส่วนแบ่งลง บ่งชี้ว่าผู้ซื้อเริ่มให้น้ำหนักกับต้นทุนมากขึ้น และส่วนต่างราคาที่ไทยเคยเรียกได้จากคุณภาพกำลังถูกท้าทาย จึงควรตรวจสอบว่าคุณภาพและเงื่อนไขการส่งมอบยังต่างจากคู่แข่งมากพอที่จะรองรับส่วนต่างราคานี้หรือไม่ อย่างไรก็ดี โกตดิวัวร์เป็นทั้งต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดและรุกคืบเร็วที่สุดในเวลาเดียวกัน หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักการตัดสินใจไปที่ต้นทุนเมื่อใด ส่วนแบ่งที่ไทยถือครองอยู่จะถูกกดดันได้เร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เยอรมนี
เยอรมนี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปเยอรมนีมูลค่ารวม 10,387.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.90% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 10,193.05 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 8,540.79 | 6,175.61 | 1,877.14 | 433.01 |
| 2564 | 12,355.42 | 9,179.78 | 2,548.45 | 532.63 |
| 2565 | 10,379.17 | 7,582.43 | 2,152.44 | 569.53 |
| 2566 | 7,256.31 | 5,410.48 | 1,408.45 | 394.35 |
| 2567 | 10,193.05 | 7,099.03 | 2,412.18 | 587.26 |
| 2568 | 10,387.03 | 6,847.42 | 3,005.40 | 451.21 |
| 2569* | 7,866.08 | 5,784.64 | 1,757.00 | 291.29 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปเยอรมนี 44,880 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 3,005.40 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 66.97 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 37,563 ตัน มูลค่า 2,412.18 ล้านบาท หรือ 64.22 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าเพิ่มขึ้น 24.59% ปริมาณเพิ่มขึ้น 19.48% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 4.28% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากปริมาณที่ส่งได้มากขึ้นเป็นหลัก ซึ่งเป็นการขยายตลาดที่แท้จริง เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้าหรือคำสั่งซื้อ มิได้อาศัยการขยับขึ้นของราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 4,303.48 | 74.4% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 1,585.95 | 90.3% |
| ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรม | ผลิตภัณฑ์ยาง | 489.62 | 8.5% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปเยอรมนีมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 1,585.95 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 4,303.48 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เยอรมนี
เยอรมนี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 8 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 3 ส่วนแบ่ง 13.98%
ลดลง 0.97 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 1.62%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 8,143.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 50.0%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 19.78% ไทยโต 10.42%
ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 9.36 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,766 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 2.7% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 4.58 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 18.0% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าเพิ่ม 24.59%
โดยปริมาณเพิ่ม 19.48% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 66.97 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เยอรมนี
เยอรมนี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 8.15% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งเยอรมนีนำเข้า 8,143.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.62% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 950.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 2.7% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.58 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 18.0% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 8.15% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 1.62% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,766 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2.7% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 4.58 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป เพิ่ม 19.48% ในปี 2568 | ฐานคำสั่งซื้อยังขยายตัว มูลค่าที่ได้จึงไม่ได้พึ่งราคาเพียงอย่างเดียว | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล