
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–โรมาเนีย
ประเทศไทย
โรมาเนีย


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
โรมาเนีย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โรมาเนีย
โรมาเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
โรมาเนียตั้งอยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ มีชายฝั่งด้านทะเลดำและอยู่บนเส้นทางแม่น้ำดานูบ มีฐานะเป็นรัฐสมาชิกสหภาพยุโรป จึงอยู่ภายใต้ตลาดเดียวและสหภาพศุลกากรของสหภาพยุโรป แต่ยังคงใช้สกุลเงินของตนเอง มิได้ใช้เงินยูโร การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผ่านไปยังต้นทุนวัตถุดิบซึ่งซื้อขายกันด้วยสกุลเงินหลักของโลก โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาภาคการผลิตเพื่อส่งออกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งผูกโยงเป็นห่วงโซ่การผลิตเดียวกันกับโรงงานประกอบรถยนต์ในยุโรปตะวันตก ด้วยเหตุนี้ ความต้องการใช้ยางธรรมชาติของประเทศจึงมิได้ขึ้นกับกำลังซื้อภายในประเทศเป็นด้านหลัก หากผูกอยู่กับคำสั่งซื้อของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปและรอบวัฏจักรการผลิตของทั้งภูมิภาคเป็นสำคัญ
อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางในโรมาเนียกระจุกตัวอยู่ในสายการผลิตยานยนต์เป็นหลัก ทั้งการผลิตยางล้อของผู้ผลิตข้ามชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ และการผลิตชิ้นส่วนยางทางเทคนิค เช่น ท่อยาง สายพาน ยางขอบประตู และชิ้นส่วนรองรับแรงสั่นสะเทือน ซึ่งป้อนเข้าสู่โรงงานประกอบรถยนต์ทั้งในประเทศและในยุโรปตะวันตก นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนังที่ใช้ยางเป็นส่วนประกอบของพื้นรองเท้า ด้วยโครงสร้างเช่นนี้ ยางที่ใช้ส่วนใหญ่จึงเป็นยางแท่งซึ่งมีข้อกำหนดทางเทคนิคคงเส้นคงวา ใช้ยางแผ่นรมควันในสูตรผสมเฉพาะบางประเภท ส่วนน้ำยางข้นมีบทบาทจำกัดกว่า เกณฑ์การจัดซื้อจึงเน้นความสม่ำเสมอของคุณสมบัติระหว่างล็อต ความสะอาดปราศจากสิ่งเจือปน ความตรงต่อเวลาของการส่งมอบเพื่อรองรับการผลิตแบบทันเวลาพอดี และเอกสารรับรองที่ผ่านการตรวจประเมินของผู้ซื้อ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงด้านเดียว
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 โรมาเนียเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 19 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 1 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 38.98% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 4.31% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 36.8% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ในฐานะรัฐสมาชิกสหภาพยุโรป การนำเข้ายางธรรมชาติของโรมาเนียอยู่ภายใต้ระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ผู้นำเข้าต้องแสดงแหล่งที่มาและพิกัดแปลงปลูก พร้อมกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับตลอดสายโซ่อุปทาน เกณฑ์การแข่งขันจึงขยับจากราคาและเกรดเป็นด้านหลัก ไปสู่ความสามารถในการจัดทำข้อมูลแปลงปลูกและเอกสารรับรอง ผู้ขายที่มีระบบทะเบียนเกษตรกรและการแยกสายการผลิตที่ชัดเจนย่อมได้เปรียบ อนึ่ง ตัวเลขการนำเข้าโดยตรงจากประเทศต้นทางมิได้สะท้อนปริมาณการใช้จริง เพราะยางส่วนหนึ่งเข้าสู่ท่าเรือใหญ่ในยุโรปตะวันตกและยุโรปเหนือ แล้วเคลื่อนย้ายต่อในฐานะการค้าภายในสหภาพยุโรป ขณะที่ท่าเรือด้านทะเลดำก็ทำหน้าที่ประตูขนถ่ายสินค้าสู่ประเทศใกล้เคียงด้วย นอกจากนี้ ปริมาณการใช้ยังขึ้นกับการจัดสรรกำลังการผลิตของบริษัทแม่ในต่างประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งกระทบข้อกำหนดของยางล้อ
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โรมาเนีย
นำเข้าจากโลก ปี 2567
2,494.25ล้าน$
+7.15%นำเข้าจากไทย
107.55ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 โรมาเนียนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 2,494.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.15% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 107.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 4.31%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของโรมาเนียจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 1,635.80 เป็น 2,494.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (52.48%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 2.89% ในปี 2563 เป็น 4.31% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2567 ที่ 4.31% และต่ำสุดคือ 2563 ที่ 2.89%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่โรมาเนียนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 52.48% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 127.33% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 74.85 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 535.15 | 76.79 | 14.35% |
| ยางล้อและยางใน | 917.01 | 22.73 | 2.48% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 1,042.12 | 8.04 | 0.77% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โรมาเนีย
โรมาเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังโรมาเนีย มูลค่า 107.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 4.31% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก ไทย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่โรมาเนียนำเข้า (73.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 1
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โรมาเนีย
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 188.46 | +26.63% | 73.47 | 38.98% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 346.69 | +0.84% | 3.32 | 0.96% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 885.91 | +7.78% | 21.54 | 2.43% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 20.33 | +2.89% | 0.00 | 0.00% |
| 4013 | ยางใน | 10.77 | +17.53% | 1.19 | 11.02% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 296.70 | +6.45% | 4.72 | 1.59% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 4.28 | −10.63% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 3.36 | −9.66% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 26.46 | +20.83% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 0.80 | −15.48% | 0.01 | 0.75% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 58.94 | +4.30% | 0.00 | 0.00% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 144.51 | −0.50% | 0.07 | 0.05% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 54.66 | +16.88% | 0.00 | 0.00% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 7.45 | +27.26% | 0.05 | 0.63% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 39.26 | +22.30% | 2.00 | 5.10% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 403.55 | +4.71% | 1.19 | 0.30% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 2.15 | −13.64% | 0.00 | 0.00% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของโรมาเนีย ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 885.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 403.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ (พิกัด 4005) มูลค่า 346.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ที่ 38.98%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โรมาเนีย
โรมาเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 14.35% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 2.48% ทั้งที่โรมาเนียนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 917.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 535.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งโรมาเนียนำเข้าจากโลกมูลค่า 885.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.43% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โรมาเนีย
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของโรมาเนียสามอันดับแรก ได้แก่ ไทย (38.98%) เยอรมนี (21.22%) อินโดนีเซีย (15.90%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 1ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ไทย | 73.47 | 34,703 | 38.98% |
| 2 | เยอรมนี | 39.98 | 20,416 | 21.22% |
| 3 | อินโดนีเซีย | 29.97 | 14,139 | 15.90% |
| 4 | โกตดิวัวร์ | 11.84 | 6,018 | 6.28% |
| 5 | ฝรั่งเศส | 8.46 | 2,792 | 4.49% |
| 6 | มาเลเซีย | 5.09 | 2,234 | 2.70% |
| 7 | กานา | 3.54 | 1,835 | 1.88% |
| 8 | โปแลนด์ | 3.49 | 1,824 | 1.85% |
| 9 | ไนจีเรีย | 2.43 | 1,130 | 1.29% |
| 10 | ตุรกี | 1.54 | 706 | 0.82% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | เยอรมนี | 515.58 | 20.67% |
| 2 | โปแลนด์ | 422.11 | 16.92% |
| 3 | ฮังการี | 169.39 | 6.79% |
| 4 | อิตาลี | 142.98 | 5.73% |
| 5 | จีน | 137.24 | 5.50% |
| 6 | สาธารณรัฐเช็ก | 117.09 | 4.69% |
| 7 | ไทย | 107.55 | 4.31% |
| 8 | ฝรั่งเศส | 103.34 | 4.14% |
| 9 | ตุรกี | 96.58 | 3.87% |
| 10 | สโลวาเกีย | 70.04 | 2.81% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โรมาเนีย
โรมาเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของโรมาเนียคือ เยอรมนี อันดับที่ 2 มูลค่า 39.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 1 มูลค่า 73.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 33.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 17.76 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| ไทย | 19.23% | 38.98% | +19.75 จุด | 2,117 |
| เยอรมนี | 9.17% | 21.22% | +12.05 จุด | 1,958 |
| อินโดนีเซีย | 38.69% | 15.90% | −22.79 จุด | 2,120 |
| โกตดิวัวร์ | 7.78% | 6.28% | −1.50 จุด | 1,967 |
| ฝรั่งเศส | 2.94% | 4.49% | +1.55 จุด | 3,029 |
| มาเลเซีย | 8.48% | 2.70% | −5.78 จุด | 2,278 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของโรมาเนียเพิ่มขึ้น 19.75 จุด จาก 19.23% เป็น 38.98% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 22.79 จุด และมาเลเซีย ลดลง 5.78 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 30.07 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 33.35 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือเยอรมนี ซึ่งเพิ่มขึ้น 12.05 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 โรมาเนียจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,117 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 2,100 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 0.8% และสูงกว่าเยอรมนีซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,958 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 8.1% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โรมาเนีย
โรมาเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปโรมาเนียมูลค่ารวม 3,955.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.99% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 3,381.31 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ยางธรรมชาติแปรรูป | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 1,222.94 | 570.15 | 565.35 | 87.44 |
| 2564 | 1,896.71 | 1,109.01 | 579.01 | 208.69 |
| 2565 | 2,534.85 | 1,576.73 | 762.11 | 196.01 |
| 2566 | 2,516.97 | 1,470.35 | 840.09 | 206.53 |
| 2567 | 3,381.31 | 2,370.96 | 874.19 | 136.16 |
| 2568 | 3,955.70 | 2,913.12 | 896.64 | 145.94 |
| 2569* | 2,646.54 | 1,896.82 | 675.87 | 73.85 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปโรมาเนีย 40,680 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 2,913.12 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 71.61 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 35,517 ตัน มูลค่า 2,370.96 ล้านบาท หรือ 66.76 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าเพิ่มขึ้น 22.87% ปริมาณเพิ่มขึ้น 14.54% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 7.26% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากปริมาณที่ส่งได้มากขึ้นเป็นหลัก ซึ่งเป็นการขยายตลาดที่แท้จริง เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้าหรือคำสั่งซื้อ มิได้อาศัยการขยับขึ้นของราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 1,593.20 | 84.0% |
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 632.46 | 93.6% |
| ยางแผ่นรมควัน | ยางธรรมชาติแปรรูป | 188.89 | 10.0% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปโรมาเนียมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 1,593.20 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 632.46 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โรมาเนีย
โรมาเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 19 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 1 ส่วนแบ่ง 38.98%
เพิ่มขึ้น 19.75 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 2.48%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 917.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 36.8%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 52.48% ไทยโต 127.33%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 74.85 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,117 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 0.8% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือเยอรมนี เพิ่ม 12.05 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 8.1% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าเพิ่ม 22.87%
โดยปริมาณเพิ่ม 14.54% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 71.61 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โรมาเนีย
โรมาเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 14.35% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งโรมาเนียนำเข้า 917.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.48% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 535.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 0.8% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของเยอรมนี ซึ่งเพิ่มขึ้น 12.05 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับเยอรมนี ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 8.1% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 14.35% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 2.48% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,117 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 0.8% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| เยอรมนีเพิ่มส่วนแบ่ง 12.05 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป เพิ่ม 14.54% ในปี 2568 | ฐานคำสั่งซื้อยังขยายตัว มูลค่าที่ได้จึงไม่ได้พึ่งราคาเพียงอย่างเดียว | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล