ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ตลาดเม็กซิโก · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–เม็กซิโก

ประเทศไทย

ยางพารา

เม็กซิโก

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เม็กซิโก

เม็กซิโก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศเม็กซิโก

เม็กซิโกเป็นประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดที่วางอยู่บนฐานการผลิตเพื่อส่งออก โดยมีตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นปลายทางหลัก และอยู่ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา ใช้สกุลเงินเปโซเม็กซิโก ความต้องการใช้ยางธรรมชาติของประเทศจึงมิได้เกิดจากการบริโภคภายในเป็นด้านหลัก หากเกิดจากภาคการผลิตชิ้นส่วนและสินค้าสำเร็จรูปที่ป้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของภูมิภาคอเมริกาเหนือ อุปสงค์จึงเคลื่อนไหวตามรอบการผลิตรถยนต์และกำลังซื้อของตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญ ประกอบกับแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตเข้ามาใกล้ตลาดปลายทาง แม้ประเทศจะมีการปลูกยางพาราอยู่บ้างในเขตร้อนชื้นทางตอนใต้และฝั่งอ่าวเม็กซิโก แต่ผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นด้านหลัก

อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางของเม็กซิโกกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มยานยนต์ ทั้งโรงงานผลิตยางล้อของผู้ผลิตข้ามชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ และโรงงานผลิตชิ้นส่วนยางสำหรับรถยนต์ อาทิ ท่อยาง ซีลและปะเก็นยาง ชิ้นส่วนรองรับแรงสั่นสะเทือน และสายพาน นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมรองเท้าซึ่งมีแหล่งผลิตดั้งเดิมอยู่ในเขตตอนกลางของประเทศ และอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคที่ใช้น้ำยางข้น เช่น ถุงมือ กาว และผลิตภัณฑ์จุ่มขึ้นรูป โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ความต้องการเทน้ำหนักไปที่ยางแท่งซึ่งกำหนดคุณสมบัติทางเทคนิคไว้ชัดเจนและมีความสม่ำเสมอของเนื้อยาง เหมาะแก่การใช้ในสูตรผสมของยางล้อและชิ้นส่วนอัดขึ้นรูป ขณะที่ยางแผ่นรมควันใช้ในสัดส่วนที่จำกัดกว่า เกณฑ์การจัดซื้อจึงให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของคุณภาพตามข้อกำหนดทางเทคนิค ความแน่นอนของกำหนดส่งมอบตามสัญญาระยะยาว และราคาที่อ้างอิงตลาดโลก มากกว่าการซื้อขายเป็นครั้งคราว

ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 เม็กซิโกเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 12 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 4 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 9.00% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.95% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 47.0% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ

ตัวเลขการนำเข้ายางของเม็กซิโกไม่อาจตีความเป็นการใช้ภายในประเทศได้โดยตรง เนื่องจากยางส่วนใหญ่ถูกแปรรูปเป็นยางล้อและชิ้นส่วนที่ส่งออกต่อไปยังตลาดในภูมิภาค ปริมาณนำเข้าจึงสะท้อนรอบการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์อเมริกาเหนือ อีกทั้งสถิติการค้าบางส่วนบันทึกตามประเทศที่ส่งของออกหรือท่าเรือถ่ายลำ มิใช่ประเทศต้นทางที่ผลิตยาง การเทียบส่วนแบ่งตลาดรายประเทศจึงอาจคลาดเคลื่อน เงื่อนไขที่จะเปลี่ยนภาพในระยะข้างหน้า ได้แก่ การทบทวนกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและสัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาคภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ทิศทางมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา การเคลื่อนไหวของค่าเงินเปโซซึ่งกระทบต้นทุนนำเข้า และการเลือกใช้ยางสังเคราะห์ทดแทน ทั้งนี้ ผู้ผลิตที่ส่งสินค้ายางสำเร็จรูปไปยังสหภาพยุโรปย่อมส่งผ่านข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งปลูกมายังผู้ขายวัตถุดิบ แม้เม็กซิโกจะมิได้อยู่ภายใต้ระเบียบดังกล่าวโดยตรง

ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เม็กซิโก

2) ภาพรวมการนำเข้ายางและของทำด้วยยาง

นำเข้าจากโลก ปี 2567

8,396.85ล้าน$

−0.59%

นำเข้าจากไทย

247.94ล้าน$

ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้

2.95%

นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย

ในปี 2567 เม็กซิโกนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 8,396.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.59% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 247.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.95%

ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของเม็กซิโกจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 5,610.63 เป็น 8,396.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (49.66%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 2.71% ในปี 2563 เป็น 2.95% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2564 ที่ 2.96% และต่ำสุดคือ 2565 ที่ 2.61%

เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่เม็กซิโกนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 49.66% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 63.17% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 13.51 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ

กลุ่มจากโลก (ล้าน$)จากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม734.4036.684.99%
ยางล้อและยางใน3,948.72116.822.96%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ3,713.7394.432.54%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เม็กซิโก

เม็กซิโก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2.5) มุมมองจากแผนที่การค้า

ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังเม็กซิโก มูลค่า 247.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.95% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้

ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก

การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่เม็กซิโกนำเข้า (89.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 4

ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เม็กซิโก

3) นำเข้าแยกรายพิกัด

พิกัดรายการนำเข้าจากโลก (ล้าน$)%เทียบปีก่อนนำเข้าจากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม
4001ยางธรรมชาติ268.73+37.70%24.189.00%
4005ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์465.67−3.32%12.502.68%
ยางล้อและยางใน
4011ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)3,855.71−3.12%114.982.98%
4012ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว50.80−19.87%1.362.69%
4013ยางใน42.21+4.09%0.481.13%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ
4002ยางสังเคราะห์626.17−4.68%4.800.77%
4003ยางรีเคลม3.62+13.34%0.000.00%
4004เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้5.51−31.55%0.000.00%
4006ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์6.68+27.18%0.010.16%
4007เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์8.95+8.54%2.8131.39%
4008แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์140.40−3.16%1.230.88%
4009หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์715.46+4.30%21.543.01%
4010สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง178.21−7.52%3.041.71%
4014ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง15.31−34.11%1.7911.69%
4015เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง109.95+17.38%22.0420.05%
4016ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์1,901.45+2.13%37.151.95%
4017ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง2.02−22.39%0.020.94%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของเม็กซิโก ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 3,855.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 1,901.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4009) มูลค่า 715.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 31.39%

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เม็กซิโก

เม็กซิโก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3.1) การอ่านข้อมูลรายพิกัดเพิ่มเติม

ก) พิกัดที่เม็กซิโกนำเข้ามากที่สุดสามอันดับ

  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)3,855.71 ล้าน$(−3.12%)
  • ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์(4016)1,901.45 ล้าน$(+2.13%)
  • หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์(4009)715.46 ล้าน$(+4.30%)

ข) พิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสามอันดับ

  • เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์(4007)31.39%
  • เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง(4015)20.05%
  • ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง(4014)11.69%

ค) พิกัดที่มูลค่านำเข้าโตเร็วที่สุด (ตลาดเป้าหมายที่ไทยเจาะได้)

  • ยางธรรมชาติ(4001)268.73 ล้าน$(+37.70%)
  • ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์(4006)6.68 ล้าน$(+27.18%)
  • เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง(4015)109.95 ล้าน$(+17.38%)

เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 4.99% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 2.96% ทั้งที่เม็กซิโกนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 3,948.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 734.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งเม็กซิโกนำเข้าจากโลกมูลค่า 3,855.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.98% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เม็กซิโก

4) ต้นทางการนำเข้า

ต้นทางยางธรรมชาติหลักของเม็กซิโกสามอันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย (33.33%) กัวเตมาลา (27.79%) สหรัฐอเมริกา (9.72%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 4ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้

4.1 ต้นทางยางธรรมชาติ (พิกัด 4001)

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)สัดส่วน
1อินโดนีเซีย89.5745,41533.33%
2กัวเตมาลา74.6845,18027.79%
3สหรัฐอเมริกา26.1210,1539.72%
4ไทย24.1812,2009.00%
5โกตดิวัวร์15.799,7425.88%
6มาเลเซีย9.414,7503.50%
7บราซิล9.264,3043.44%
8โคลอมเบีย6.783,1792.52%
9เวียดนาม6.042,8332.25%
10สิงคโปร์3.511,9151.31%

4.2 ต้นทางทั้งหมวด 40

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
1สหรัฐอเมริกา3,752.4644.69%
2จีน1,824.8421.73%
3ญี่ปุ่น306.313.65%
4เกาหลีใต้276.403.29%
5ไทย247.942.95%
6เยอรมนี237.642.83%
7บราซิล185.282.21%
8อินโดนีเซีย174.162.07%
9เวียดนาม154.291.84%
10แคนาดา147.831.76%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เม็กซิโก

เม็กซิโก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4.3) ไทยเทียบคู่แข่งในตลาดนี้

ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของเม็กซิโกคือ สหรัฐอเมริกา อันดับที่ 3 มูลค่า 26.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 4 มูลค่า 24.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 1.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.72 จุดของสัดส่วนตลาด

ก) ส่วนแบ่งต้นทางยางธรรมชาติเคลื่อนไหว ปี 2563–2567

ประเทศต้นทาง25632567เปลี่ยนแปลงราคา ($/ตัน)
อินโดนีเซีย38.59%33.33%5.26 จุด1,972
กัวเตมาลา37.17%27.79%9.38 จุด1,653
สหรัฐอเมริกา5.38%9.72%+4.34 จุด2,573
ไทย8.35%9.00%+0.65 จุด1,982
โกตดิวัวร์2.02%5.88%+3.86 จุด1,621
มาเลเซีย0.37%3.50%+3.13 จุด1,982

เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567

ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของเม็กซิโกเพิ่มขึ้น 0.65 จุด จาก 8.35% เป็น 9.00% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ กัวเตมาลา ลดลง 9.38 จุด และอินโดนีเซีย ลดลง 5.26 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 14.64 จุด ซึ่งมากพอที่จะอธิบายทั้งส่วนที่ไทยได้เพิ่มและส่วนที่ต้นทางอื่นได้เพิ่มรวม 11.98 จุด กล่าวได้ว่าการรุกคืบของไทยในตลาดนี้เป็นการช่วงชิงจากคู่แข่งเดิม มิใช่การเติบโตไปพร้อมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.34 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย

ในปี 2567 เม็กซิโกจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,982 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,904 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 4.1% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,621 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 22.3% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เม็กซิโก

เม็กซิโก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) การส่งออกของไทยไปเม็กซิโก

ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปเม็กซิโกมูลค่ารวม 6,380.37 ล้านบาท ลดลง 6.78% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 6,844.77 ล้านบาท

ปีมูลค่ารวม (ล้านบาท)ผลิตภัณฑ์ยางยางธรรมชาติแปรรูปยางสังเคราะห์
25633,891.793,463.65361.9955.13
25645,076.004,200.00744.05112.10
25655,818.764,796.18877.19122.97
25665,610.784,708.12657.59219.75
25676,844.775,521.151,133.37169.07
25686,380.375,330.42957.9265.40
2569*3,365.682,681.06627.1240.49

* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปเม็กซิโก 10,507 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 957.92 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 91.17 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 13,650 ตัน มูลค่า 1,133.37 ล้านบาท หรือ 83.03 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 15.48% ปริมาณลดลง 23.03% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 9.80% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา

5.1 ชนิดยางที่ไทยส่งออกมากที่สุด (ปีปฏิทินล่าสุด ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569)

ชนิดยางกลุ่มสินค้ามูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนในกลุ่ม
ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ผลิตภัณฑ์ยาง1,520.8156.7%
ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจากยางแข็งผลิตภัณฑ์ยาง383.3614.3%
หลอด ท่อและท่ออ่อน ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจาก ยางแข็ง มีหรือไม่มีอุปกรณ์ติดตั้ง (เช่น ข้อต่อ ข้องอ แป้นข้อต่อ)ผลิตภัณฑ์ยาง359.7613.4%

ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปเม็กซิโกมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 328.30 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 1,520.81 ล้านบาท

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เม็กซิโก

เม็กซิโก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ตลาดขนาดอันดับที่ 12 ของโลก

จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง

2

ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 4 ส่วนแบ่ง 9.00%

เพิ่มขึ้น 0.65 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น

3

ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 2.96%

จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 3,948.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย

4

มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 47.0%

ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้

5

ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 49.66% ไทยโต 63.17%

ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 13.51 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้

6

ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,982 ดอลลาร์สหรัฐ

สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 4.1% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม

7

คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือสหรัฐอเมริกา เพิ่ม 4.34 จุด

จึงเป็นต้นทางที่ควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป

8

ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 15.48%

โดยปริมาณลด 23.03% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 91.17 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เม็กซิโก

เม็กซิโก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 4.99% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งเม็กซิโกนำเข้า 3,948.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.96% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 734.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 4.1% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.34 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 22.3% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข

7.1 เส้นทางจากหลักฐานสู่ข้อเสนอแนะ

หลักฐานจากคลังข้อมูลสิ่งที่อนุมานได้สิ่งที่ควรทำ
ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 4.99% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 2.96%ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่นผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ
ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,982 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 4.1%ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุดรักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ
สหรัฐอเมริกาเพิ่มส่วนแบ่ง 4.34 จุดในห้าปีโครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุดติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี
ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 23.03% ในปี 2568คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุดใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน

คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้