
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–สเปน
ประเทศไทย
สเปน


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
สเปน

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สเปน
สเปน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
สเปนเป็นฐานประกอบยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป โดยมีโรงงานประกอบรถยนต์ของค่ายรถข้ามชาติหลายรายตั้งอยู่และผลิตเพื่อส่งออกไปทั่วภูมิภาคเป็นหลัก โครงสร้างเช่นนี้ทำให้อุปสงค์ยางของสเปนเคลื่อนไหวตามคำสั่งซื้อรถยนต์ของตลาดยุโรปโดยรวม มิใช่ตามการบริโภคภายในประเทศ เศรษฐกิจสเปนยังพึ่งพาภาคบริการและการท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อความต้องการยางผ่านการขนส่งและการเปลี่ยนยางล้อของรถเชิงพาณิชย์ ท่าเรือบาร์เซโลนาและบาเลนเซียเป็นประตูนำเข้าวัตถุดิบสำคัญของคาบสมุทรไอบีเรีย
อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของสเปนกระจุกอยู่ที่การผลิตยางล้อและชิ้นส่วนยางป้อนสายการประกอบรถยนต์ในประเทศ ตามด้วยชิ้นส่วนยางสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตรและอุตสาหกรรมก่อสร้าง สเปนยังมีอุตสาหกรรมรองเท้าที่มีชื่อในภูมิภาคบาเลนเซียซึ่งใช้ยางเป็นวัตถุดิบ ลักษณะอุปสงค์จึงเป็นการซื้อเพื่อป้อนโรงงานแปรรูปโดยตรง ทำให้ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของการส่งมอบและเสถียรภาพของคุณภาพ มากกว่าการซื้อขายเก็งกำไรตามราคาตลาดล่วงหน้า
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 สเปนเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 10 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 1 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 32.71% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 5.01% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 47.6% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ในฐานะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป การนำยางเข้าสู่ตลาดนี้อยู่ภายใต้ระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องแสดงหลักฐานว่าวัตถุดิบมิได้มาจากพื้นที่ที่เปลี่ยนสภาพจากป่า พร้อมพิกัดแปลงปลูกที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เงื่อนไขนี้เปลี่ยนการแข่งขันจากเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว มาเป็นเรื่องความสามารถในการพิสูจน์แหล่งที่มา ซึ่งเป็นด้านที่ไทยมีระบบทะเบียนเกษตรกรและระบบตรวจสอบย้อนกลับรองรับอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค หากผู้ส่งออกไทยเตรียมเอกสารได้ทันตามกรอบเวลาที่สหภาพยุโรปกำหนด
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สเปน
นำเข้าจากโลก ปี 2567
5,028.89ล้าน$
+1.05%นำเข้าจากไทย
251.97ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 สเปนนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 5,028.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.05% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 251.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 5.01%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของสเปนจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 4,047.97 เป็น 5,028.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (24.23%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 4.79% ในปี 2563 เป็น 5.01% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2565 ที่ 6.48% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 4.24%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่สเปนนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 24.23% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 29.87% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 5.64 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 645.89 | 144.07 | 22.31% |
| ยางล้อและยางใน | 2,395.40 | 68.37 | 2.85% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 1,987.61 | 39.51 | 1.99% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สเปน
สเปน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังสเปน มูลค่า 251.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 5.01% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก ไทย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่สเปนนำเข้า (121.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 1
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สเปน
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 370.32 | +12.53% | 121.14 | 32.71% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 275.57 | −10.94% | 22.93 | 8.32% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 2,314.29 | +2.03% | 66.35 | 2.87% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 59.25 | −6.93% | 0.06 | 0.10% |
| 4013 | ยางใน | 21.86 | +7.77% | 1.96 | 8.98% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 408.06 | −10.04% | 0.04 | 0.01% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 3.01 | −1.25% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 3.27 | −0.64% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 21.77 | −49.80% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 2.85 | −20.96% | 1.36 | 47.64% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 93.21 | −3.46% | 0.03 | 0.03% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 357.97 | −5.61% | 1.62 | 0.45% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 104.11 | +1.40% | 0.23 | 0.22% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 25.73 | −23.38% | 9.04 | 35.14% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 268.11 | +12.74% | 23.11 | 8.62% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 694.47 | +11.19% | 3.95 | 0.57% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 5.05 | +7.35% | 0.13 | 2.65% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของสเปน ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 2,314.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 694.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 408.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 47.64%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สเปน
สเปน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 22.31% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 2.85% ทั้งที่สเปนนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 2,395.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 645.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งสเปนนำเข้าจากโลกมูลค่า 2,314.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.87% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สเปน
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของสเปนสามอันดับแรก ได้แก่ ไทย (32.71%) โกตดิวัวร์ (27.86%) อินโดนีเซีย (10.57%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 1ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ไทย | 121.14 | 61,195 | 32.71% |
| 2 | โกตดิวัวร์ | 103.16 | 67,187 | 27.86% |
| 3 | อินโดนีเซีย | 39.16 | 18,280 | 10.57% |
| 4 | กานา | 23.11 | 12,023 | 6.24% |
| 5 | เวียดนาม | 21.84 | 12,283 | 5.90% |
| 6 | ฮังการี | 12.06 | 4,750 | 3.26% |
| 7 | ฝรั่งเศส | 11.21 | 5,241 | 3.03% |
| 8 | ไนจีเรีย | 10.60 | 5,781 | 2.86% |
| 9 | มาเลเซีย | 5.79 | 3,083 | 1.56% |
| 10 | กัมพูชา | 4.09 | 2,059 | 1.10% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | จีน | 617.88 | 12.29% |
| 2 | เยอรมนี | 615.29 | 12.24% |
| 3 | ฝรั่งเศส | 474.03 | 9.43% |
| 4 | อิตาลี | 421.02 | 8.37% |
| 5 | ไทย | 251.97 | 5.01% |
| 6 | โปแลนด์ | 232.54 | 4.62% |
| 7 | สาธารณรัฐเช็ก | 157.01 | 3.12% |
| 8 | โรมาเนีย | 148.68 | 2.96% |
| 9 | โปรตุเกส | 143.54 | 2.85% |
| 10 | ตุรกี | 142.37 | 2.83% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สเปน
สเปน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของสเปนคือ โกตดิวัวร์ อันดับที่ 2 มูลค่า 103.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 1 มูลค่า 121.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 17.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.85 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| ไทย | 22.86% | 32.71% | +9.85 จุด | 1,980 |
| โกตดิวัวร์ | 28.63% | 27.86% | −0.77 จุด | 1,535 |
| อินโดนีเซีย | 11.85% | 10.57% | −1.28 จุด | 2,142 |
| กานา | 2.20% | 6.24% | +4.04 จุด | 1,922 |
| เวียดนาม | 4.17% | 5.90% | +1.73 จุด | 1,778 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของสเปนเพิ่มขึ้น 9.85 จุด จาก 22.86% เป็น 32.71% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 1.28 จุด และโกตดิวัวร์ ลดลง 0.77 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 2.05 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 15.62 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือกานา ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.04 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 สเปนจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,980 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,841 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 7.6% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,535 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 29.0% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สเปน
สเปน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปสเปนมูลค่ารวม 7,715.52 ล้านบาท ลดลง 9.20% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 8,497.44 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ยางธรรมชาติแปรรูป | ผลิตภัณฑ์ยาง | รองเท้าที่ทำด้วยยาง |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 5,132.39 | 2,289.86 | 2,617.15 | 5.61 |
| 2564 | 6,888.99 | 3,946.86 | 2,821.70 | 1.24 |
| 2565 | 8,033.01 | 5,005.86 | 3,015.32 | 7.85 |
| 2566 | 6,238.00 | 3,381.66 | 2,849.50 | 6.84 |
| 2567 | 8,497.44 | 5,284.15 | 3,202.69 | 3.79 |
| 2568 | 7,715.52 | 4,695.36 | 3,012.84 | 4.86 |
| 2569* | 4,636.20 | 2,746.07 | 1,884.82 | 5.31 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปสเปน 52,917 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 4,695.36 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 88.73 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 65,832 ตัน มูลค่า 5,284.15 ล้านบาท หรือ 80.27 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 11.14% ปริมาณลดลง 19.62% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 10.54% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 1,343.37 | 48.9% |
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 1,215.96 | 64.5% |
| ยางแผ่นรมควัน | ยางธรรมชาติแปรรูป | 889.62 | 32.4% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปสเปนมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 1,343.37 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 1,215.96 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สเปน
สเปน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 10 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 1 ส่วนแบ่ง 32.71%
เพิ่มขึ้น 9.85 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 2.85%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 2,395.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 47.6%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 24.23% ไทยโต 29.87%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 5.64 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,980 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 7.6% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือกานา เพิ่ม 4.04 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 3.0% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 11.14%
โดยปริมาณลด 19.62% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 88.73 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สเปน
สเปน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 22.31% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งสเปนนำเข้า 2,395.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.85% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 645.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 7.6% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของกานา ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.04 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 29.0% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 22.31% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 2.85% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,980 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 7.6% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| กานาเพิ่มส่วนแบ่ง 4.04 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 19.62% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล