
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–เวียดนาม
ประเทศไทย
เวียดนาม


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
เวียดนาม

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม
เวียดนาม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เวียดนามเป็นประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายสำคัญและเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่ขยายตัวเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค การย้ายฐานการผลิตเข้าสู่เวียดนามทำให้ความต้องการวัตถุดิบยางภายในประเทศเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเวียดนามยังส่งออกยางของตนเองในปริมาณมาก โครงสร้างเช่นนี้ทำให้เวียดนามเป็นคู่แข่งโดยตรงของไทยในตลาดส่งออก และเป็นผู้ซื้อในบางช่วงเวลาไปพร้อมกัน
อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของเวียดนามได้แก่ การผลิตยางล้อซึ่งมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาต่อเนื่อง การผลิตรองเท้าซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศและใช้ยางเป็นวัตถุดิบ และการผลิตชิ้นส่วนยางสำหรับอุตสาหกรรมประกอบ การขยายตัวของฐานการผลิตเหล่านี้ทำให้เวียดนามนำเข้ายางเพื่อเสริมผลผลิตในประเทศในบางชนิดและบางเกรด
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 เวียดนามเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 6 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 16.95% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 12.93% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 17.6% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ปัจจัยที่ควรติดตามคือการขยายพื้นที่ปลูกยางของเวียดนามและการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะเพิ่มอุปทานยางในภูมิภาคและกดดันราคาในระยะยาว รวมถึงความสามารถของเวียดนามในการยกระดับคุณภาพยางให้เทียบเท่ามาตรฐานที่ตลาดยุโรปและญี่ปุ่นต้องการ เพราะหากทำได้ การแข่งขันกับไทยจะเปลี่ยนจากการแข่งด้านราคาไปสู่การแข่งในตลาดเดียวกันโดยตรง
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม
นำเข้าจากโลก ปี 2567
3,608.17ล้าน$
+0.99%นำเข้าจากไทย
466.45ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 เวียดนามนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 3,608.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.99% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 466.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 12.93%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของเวียดนามจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 2,728.04 เป็น 3,608.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (32.26%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 12.92% ในปี 2563 เป็น 12.93% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2567 ที่ 12.93% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 10.26%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่เวียดนามนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 32.26% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 32.30% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 0.04 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 1,040.07 | 144.15 | 13.86% |
| ยางล้อและยางใน | 635.98 | 200.89 | 31.59% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 1,932.12 | 121.40 | 6.28% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม
เวียดนาม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังเวียดนาม มูลค่า 466.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 12.93% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก กัมพูชา เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่เวียดนามนำเข้า (521.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 782.13 | −36.00% | 132.54 | 16.95% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 257.94 | +26.92% | 11.61 | 4.50% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 590.03 | +35.89% | 191.39 | 32.44% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 17.02 | +46.52% | 7.46 | 43.84% |
| 4013 | ยางใน | 28.93 | +193.60% | 2.04 | 7.05% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 1,111.38 | +30.31% | 16.62 | 1.50% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 13.11 | +74.73% | 0.09 | 0.71% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 1.11 | +26.62% | 0.00 | 0.18% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 3.55 | −40.83% | 0.93 | 26.24% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 30.79 | +118.58% | 16.40 | 53.27% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 78.69 | −4.69% | 3.75 | 4.77% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 106.77 | +19.79% | 6.03 | 5.64% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 92.66 | +11.87% | 9.76 | 10.53% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 32.67 | +7.53% | 20.87 | 63.88% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 45.14 | −17.17% | 8.43 | 18.68% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 408.86 | −11.87% | 36.69 | 8.97% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 7.39 | +2.67% | 1.83 | 24.72% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของเวียดนาม ได้แก่ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 1,111.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 782.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 590.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง (พิกัด 4014) ที่ 63.88%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม
เวียดนาม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 13.86% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 31.59% ทั้งที่เวียดนามนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 635.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 1,040.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) ซึ่งเวียดนามนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,111.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.50% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของเวียดนามสามอันดับแรก ได้แก่ กัมพูชา (66.72%) ไทย (16.95%) โกตดิวัวร์ (8.16%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | กัมพูชา | 521.84 | 493,281 | 66.72% |
| 2 | ไทย | 132.54 | 76,900 | 16.95% |
| 3 | โกตดิวัวร์ | 63.83 | 48,991 | 8.16% |
| 4 | เมียนมา | 19.81 | 12,738 | 2.53% |
| 5 | อินโดนีเซีย | 12.96 | 7,061 | 1.66% |
| 6 | ฟิลิปปินส์ | 9.66 | 6,369 | 1.23% |
| 7 | จีน | 8.31 | 4,514 | 1.06% |
| 8 | มาเลเซีย | 4.26 | 2,449 | 0.54% |
| 9 | ไนจีเรีย | 2.10 | 1,758 | 0.27% |
| 10 | เกาหลีใต้ | 2.05 | 1,171 | 0.26% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | จีน | 1,289.30 | 35.73% |
| 2 | กัมพูชา | 549.70 | 15.23% |
| 3 | ไทย | 466.44 | 12.93% |
| 4 | เกาหลีใต้ | 393.99 | 10.92% |
| 5 | ญี่ปุ่น | 236.37 | 6.55% |
| 6 | ไม่ระบุประเทศต้นทาง (รหัส S19) | 180.91 | 5.01% |
| 7 | อินโดนีเซีย | 81.42 | 2.26% |
| 8 | มาเลเซีย | 69.91 | 1.94% |
| 9 | โกตดิวัวร์ | 64.15 | 1.78% |
| 10 | อินเดีย | 63.37 | 1.76% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม
เวียดนาม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของเวียดนามคือ กัมพูชา อันดับที่ 1 มูลค่า 521.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 132.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 389.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 49.77 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| กัมพูชา | 64.67% | 66.72% | +2.05 จุด | 1,058 |
| ไทย | 9.45% | 16.95% | +7.50 จุด | 1,724 |
| โกตดิวัวร์ | 3.54% | 8.16% | +4.62 จุด | 1,303 |
| เมียนมา | 1.00% | 2.53% | +1.53 จุด | 1,555 |
| อินโดนีเซีย | 2.80% | 1.66% | −1.14 จุด | 1,836 |
| ฟิลิปปินส์ | 0.47% | 1.23% | +0.76 จุด | 1,516 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของเวียดนามเพิ่มขึ้น 7.50 จุด จาก 9.45% เป็น 16.95% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 1.14 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 1.14 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 16.46 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.62 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 เวียดนามจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,724 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,190 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 44.9% และสูงกว่ากัมพูชาซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,058 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 62.9% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม
เวียดนาม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปเวียดนามมูลค่ารวม 19,003.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.91% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 17,449.66 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 10,943.92 | 8,259.48 | 1,766.85 | 586.57 |
| 2564 | 13,333.42 | 9,346.44 | 2,324.86 | 810.51 |
| 2565 | 16,755.60 | 11,923.58 | 2,633.26 | 831.05 |
| 2566 | 13,347.28 | 9,188.44 | 2,276.48 | 739.38 |
| 2567 | 17,449.66 | 11,089.37 | 4,692.42 | 568.46 |
| 2568 | 19,003.91 | 11,249.31 | 6,265.87 | 634.45 |
| 2569* | 12,763.71 | 6,872.79 | 4,657.13 | 696.14 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปเวียดนาม 99,016 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 6,265.87 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 63.28 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 70,243 ตัน มูลค่า 4,692.42 ล้านบาท หรือ 66.80 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าเพิ่มขึ้น 33.53% ปริมาณเพิ่มขึ้น 40.96% และราคาต่อหน่วยลดลง 5.27% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากปริมาณที่ส่งได้มากขึ้นเป็นหลัก ซึ่งเป็นการขยายตลาดที่แท้จริง เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้าหรือคำสั่งซื้อ มิได้อาศัยการขยับขึ้นของราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 4,056.70 | 59.0% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 3,943.55 | 84.7% |
| ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจากยางแข็ง | ผลิตภัณฑ์ยาง | 742.16 | 10.8% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปเวียดนามมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 3,943.55 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 4,056.70 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม
เวียดนาม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 6 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 16.95%
เพิ่มขึ้น 7.50 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 31.59%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 635.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 17.6%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 32.26% ไทยโต 32.30%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 0.04 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,724 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 44.9% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 4.62 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 32.3% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าเพิ่ม 33.53%
โดยปริมาณเพิ่ม 40.96% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 63.28 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม
เวียดนาม
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 13.86% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งเวียดนามนำเข้า 635.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 31.59% มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 44.9% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.62 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 62.9% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 13.86% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 31.59% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,724 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 44.9% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 4.62 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป เพิ่ม 40.96% ในปี 2568 | ฐานคำสั่งซื้อยังขยายตัว มูลค่าที่ได้จึงไม่ได้พึ่งราคาเพียงอย่างเดียว | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล