ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ตลาดเวียดนาม · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–เวียดนาม

ประเทศไทย

ยางพารา

เวียดนาม

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม

เวียดนาม

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศเวียดนาม

เวียดนามเป็นประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายสำคัญและเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่ขยายตัวเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค การย้ายฐานการผลิตเข้าสู่เวียดนามทำให้ความต้องการวัตถุดิบยางภายในประเทศเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเวียดนามยังส่งออกยางของตนเองในปริมาณมาก โครงสร้างเช่นนี้ทำให้เวียดนามเป็นคู่แข่งโดยตรงของไทยในตลาดส่งออก และเป็นผู้ซื้อในบางช่วงเวลาไปพร้อมกัน

อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของเวียดนามได้แก่ การผลิตยางล้อซึ่งมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาต่อเนื่อง การผลิตรองเท้าซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศและใช้ยางเป็นวัตถุดิบ และการผลิตชิ้นส่วนยางสำหรับอุตสาหกรรมประกอบ การขยายตัวของฐานการผลิตเหล่านี้ทำให้เวียดนามนำเข้ายางเพื่อเสริมผลผลิตในประเทศในบางชนิดและบางเกรด

ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 เวียดนามเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 6 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 16.95% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 12.93% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 17.6% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ

ปัจจัยที่ควรติดตามคือการขยายพื้นที่ปลูกยางของเวียดนามและการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะเพิ่มอุปทานยางในภูมิภาคและกดดันราคาในระยะยาว รวมถึงความสามารถของเวียดนามในการยกระดับคุณภาพยางให้เทียบเท่ามาตรฐานที่ตลาดยุโรปและญี่ปุ่นต้องการ เพราะหากทำได้ การแข่งขันกับไทยจะเปลี่ยนจากการแข่งด้านราคาไปสู่การแข่งในตลาดเดียวกันโดยตรง

ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม

2) ภาพรวมการนำเข้ายางและของทำด้วยยาง

นำเข้าจากโลก ปี 2567

3,608.17ล้าน$

+0.99%

นำเข้าจากไทย

466.45ล้าน$

ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้

12.93%

นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย

ในปี 2567 เวียดนามนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 3,608.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.99% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 466.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 12.93%

ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของเวียดนามจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 2,728.04 เป็น 3,608.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (32.26%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 12.92% ในปี 2563 เป็น 12.93% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2567 ที่ 12.93% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 10.26%

เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่เวียดนามนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 32.26% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 32.30% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 0.04 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ

กลุ่มจากโลก (ล้าน$)จากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม1,040.07144.1513.86%
ยางล้อและยางใน635.98200.8931.59%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ1,932.12121.406.28%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม

เวียดนาม

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2.5) มุมมองจากแผนที่การค้า

ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังเวียดนาม มูลค่า 466.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 12.93% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้

ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก

การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก กัมพูชา เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่เวียดนามนำเข้า (521.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2

ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม

3) นำเข้าแยกรายพิกัด

พิกัดรายการนำเข้าจากโลก (ล้าน$)%เทียบปีก่อนนำเข้าจากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม
4001ยางธรรมชาติ782.13−36.00%132.5416.95%
4005ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์257.94+26.92%11.614.50%
ยางล้อและยางใน
4011ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)590.03+35.89%191.3932.44%
4012ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว17.02+46.52%7.4643.84%
4013ยางใน28.93+193.60%2.047.05%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ
4002ยางสังเคราะห์1,111.38+30.31%16.621.50%
4003ยางรีเคลม13.11+74.73%0.090.71%
4004เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้1.11+26.62%0.000.18%
4006ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์3.55−40.83%0.9326.24%
4007เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์30.79+118.58%16.4053.27%
4008แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์78.69−4.69%3.754.77%
4009หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์106.77+19.79%6.035.64%
4010สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง92.66+11.87%9.7610.53%
4014ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง32.67+7.53%20.8763.88%
4015เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง45.14−17.17%8.4318.68%
4016ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์408.86−11.87%36.698.97%
4017ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง7.39+2.67%1.8324.72%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของเวียดนาม ได้แก่ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 1,111.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 782.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 590.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง (พิกัด 4014) ที่ 63.88%

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม

เวียดนาม

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3.1) การอ่านข้อมูลรายพิกัดเพิ่มเติม

ก) พิกัดที่เวียดนามนำเข้ามากที่สุดสามอันดับ

  • ยางสังเคราะห์(4002)1,111.38 ล้าน$(+30.31%)
  • ยางธรรมชาติ(4001)782.13 ล้าน$(−36.00%)
  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)590.03 ล้าน$(+35.89%)

ข) พิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสามอันดับ

  • ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง(4014)63.88%
  • เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์(4007)53.27%
  • ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว(4012)43.84%

ค) พิกัดที่มูลค่านำเข้าโตเร็วที่สุด (ตลาดเป้าหมายที่ไทยเจาะได้)

  • ยางใน(4013)28.93 ล้าน$(+193.60%)
  • เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์(4007)30.79 ล้าน$(+118.58%)
  • ยางรีเคลม(4003)13.11 ล้าน$(+74.73%)

เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 13.86% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 31.59% ทั้งที่เวียดนามนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 635.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 1,040.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) ซึ่งเวียดนามนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,111.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.50% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม

4) ต้นทางการนำเข้า

ต้นทางยางธรรมชาติหลักของเวียดนามสามอันดับแรก ได้แก่ กัมพูชา (66.72%) ไทย (16.95%) โกตดิวัวร์ (8.16%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้

4.1 ต้นทางยางธรรมชาติ (พิกัด 4001)

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)สัดส่วน
1กัมพูชา521.84493,28166.72%
2ไทย132.5476,90016.95%
3โกตดิวัวร์63.8348,9918.16%
4เมียนมา19.8112,7382.53%
5อินโดนีเซีย12.967,0611.66%
6ฟิลิปปินส์9.666,3691.23%
7จีน8.314,5141.06%
8มาเลเซีย4.262,4490.54%
9ไนจีเรีย2.101,7580.27%
10เกาหลีใต้2.051,1710.26%

4.2 ต้นทางทั้งหมวด 40

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
1จีน1,289.3035.73%
2กัมพูชา549.7015.23%
3ไทย466.4412.93%
4เกาหลีใต้393.9910.92%
5ญี่ปุ่น236.376.55%
6ไม่ระบุประเทศต้นทาง (รหัส S19)180.915.01%
7อินโดนีเซีย81.422.26%
8มาเลเซีย69.911.94%
9โกตดิวัวร์64.151.78%
10อินเดีย63.371.76%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม

เวียดนาม

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4.3) ไทยเทียบคู่แข่งในตลาดนี้

ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของเวียดนามคือ กัมพูชา อันดับที่ 1 มูลค่า 521.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 132.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 389.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 49.77 จุดของสัดส่วนตลาด

ก) ส่วนแบ่งต้นทางยางธรรมชาติเคลื่อนไหว ปี 2563–2567

ประเทศต้นทาง25632567เปลี่ยนแปลงราคา ($/ตัน)
กัมพูชา64.67%66.72%+2.05 จุด1,058
ไทย9.45%16.95%+7.50 จุด1,724
โกตดิวัวร์3.54%8.16%+4.62 จุด1,303
เมียนมา1.00%2.53%+1.53 จุด1,555
อินโดนีเซีย2.80%1.66%1.14 จุด1,836
ฟิลิปปินส์0.47%1.23%+0.76 จุด1,516

เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567

ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของเวียดนามเพิ่มขึ้น 7.50 จุด จาก 9.45% เป็น 16.95% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 1.14 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 1.14 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 16.46 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.62 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย

ในปี 2567 เวียดนามจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,724 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,190 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 44.9% และสูงกว่ากัมพูชาซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,058 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 62.9% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม

เวียดนาม

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) การส่งออกของไทยไปเวียดนาม

ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปเวียดนามมูลค่ารวม 19,003.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.91% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 17,449.66 ล้านบาท

ปีมูลค่ารวม (ล้านบาท)ผลิตภัณฑ์ยางยางธรรมชาติแปรรูปยางสังเคราะห์
256310,943.928,259.481,766.85586.57
256413,333.429,346.442,324.86810.51
256516,755.6011,923.582,633.26831.05
256613,347.289,188.442,276.48739.38
256717,449.6611,089.374,692.42568.46
256819,003.9111,249.316,265.87634.45
2569*12,763.716,872.794,657.13696.14

* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปเวียดนาม 99,016 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 6,265.87 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 63.28 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 70,243 ตัน มูลค่า 4,692.42 ล้านบาท หรือ 66.80 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าเพิ่มขึ้น 33.53% ปริมาณเพิ่มขึ้น 40.96% และราคาต่อหน่วยลดลง 5.27% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากปริมาณที่ส่งได้มากขึ้นเป็นหลัก ซึ่งเป็นการขยายตลาดที่แท้จริง เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้าหรือคำสั่งซื้อ มิได้อาศัยการขยับขึ้นของราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว

5.1 ชนิดยางที่ไทยส่งออกมากที่สุด (ปีปฏิทินล่าสุด ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569)

ชนิดยางกลุ่มสินค้ามูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนในกลุ่ม
ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ผลิตภัณฑ์ยาง4,056.7059.0%
ยางแท่งยางธรรมชาติแปรรูป3,943.5584.7%
ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจากยางแข็งผลิตภัณฑ์ยาง742.1610.8%

ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปเวียดนามมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 3,943.55 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 4,056.70 ล้านบาท

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม

เวียดนาม

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ตลาดขนาดอันดับที่ 6 ของโลก

จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง

2

ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 16.95%

เพิ่มขึ้น 7.50 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น

3

ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 31.59%

จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 635.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย

4

มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 17.6%

ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้

5

ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 32.26% ไทยโต 32.30%

ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 0.04 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้

6

ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,724 ดอลลาร์สหรัฐ

สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 44.9% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม

7

คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 4.62 จุด

ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 32.3% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก

8

ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าเพิ่ม 33.53%

โดยปริมาณเพิ่ม 40.96% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 63.28 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–เวียดนาม

เวียดนาม

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 13.86% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งเวียดนามนำเข้า 635.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 31.59% มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 44.9% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.62 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 62.9% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข

7.1 เส้นทางจากหลักฐานสู่ข้อเสนอแนะ

หลักฐานจากคลังข้อมูลสิ่งที่อนุมานได้สิ่งที่ควรทำ
ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 13.86% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 31.59%ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่นผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ
ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,724 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 44.9%ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุดรักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ
โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 4.62 จุดในห้าปีโครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุดติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี
ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป เพิ่ม 40.96% ในปี 2568ฐานคำสั่งซื้อยังขยายตัว มูลค่าที่ได้จึงไม่ได้พึ่งราคาเพียงอย่างเดียวใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน

คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้