
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–สโลวาเกีย
ประเทศไทย
สโลวาเกีย


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
สโลวาเกีย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวาเกีย
สโลวาเกีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
สโลวาเกียเป็นประเทศขนาดเล็กที่ไม่มีทางออกทะเลในภูมิภาคยุโรปกลาง เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและใช้เงินสกุลยูโร โครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาภาคการผลิตเพื่อการส่งออกในสัดส่วนสูง และผูกติดแน่นกับห่วงโซ่การผลิตของยุโรปกลาง โดยเฉพาะสายการผลิตยานยนต์ที่มีเยอรมนีเป็นศูนย์กลาง อุปสงค์ยางธรรมชาติของประเทศจึงมิได้มาจากการบริโภคภายในเป็นหลัก หากเป็นอุปสงค์สืบเนื่องจากปริมาณการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนเพื่อส่งออกไปยังตลาดยุโรปตะวันตก เมื่อคำสั่งซื้อรถยนต์ในยุโรปชะลอตัว ความต้องการวัตถุดิบยางย่อมลดลงตามอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การไม่มีท่าเรือของตนเองทำให้ยางที่นำเข้าต้องผ่านท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้านแล้วขนส่งต่อทางรถไฟและรถบรรทุก ต้นทุนโลจิสติกส์ภาคพื้นดินและอัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐจึงมีผลต่อราคาส่งมอบถึงหน้าโรงงาน
อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางของสโลวาเกียกระจุกตัวอยู่ในสายยานยนต์เป็นด้านหลัก ได้แก่ การผลิตยางล้อสำหรับรถยนต์นั่งและรถบรรทุก และการผลิตชิ้นส่วนยางทางเทคนิค อาทิ ท่อยาง ซีลและปะเก็น สายพาน และชิ้นส่วนกันสะเทือน ซึ่งป้อนเข้าโรงประกอบรถยนต์ทั้งในประเทศและในประเทศเพื่อนบ้าน ลักษณะการใช้เช่นนี้ทำให้ความต้องการเทน้ำหนักไปที่ยางแท่งซึ่งควบคุมคุณสมบัติทางเทคนิคได้สม่ำเสมอ รองลงมาคือยางแผ่นรมควันสำหรับสูตรผสมบางประเภท ขณะที่น้ำยางข้นมีบทบาทจำกัด เพราะไม่มีฐานอุตสาหกรรมถุงมือยางหรือผลิตภัณฑ์จุ่มขนาดใหญ่ เกณฑ์การจัดซื้อของผู้ใช้ปลายทางเน้นความสม่ำเสมอของค่าความหนืดมูนนี ปริมาณสิ่งสกปรก และดัชนีความอ่อนตัว ควบคู่กับการรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐานของอุตสาหกรรมยานยนต์ ความน่าเชื่อถือของกำหนดส่งมอบ และสัญญาระยะยาวมากกว่าการซื้อขายตามราคาตลาดจร
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 สโลวาเกียเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 21 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 25.67% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.58% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 48.5% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ในฐานะสมาชิกสหภาพยุโรป สโลวาเกียอยู่ภายใต้ระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องแสดงหลักฐานแหล่งที่มาและพิกัดแปลงปลูก พร้อมจัดทำเอกสารตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน เงื่อนไขนี้ย้ายเกณฑ์การแข่งขันจากราคาและคุณภาพเพียงลำพัง ไปสู่ความสามารถในการพิสูจน์ที่มาย้อนกลับถึงระดับสวน ผู้ส่งออกที่มีระบบทะเบียนเกษตรกรและระบบตรวจสอบย้อนกลับครบถ้วนย่อมได้เปรียบ ส่วนยางจากแหล่งที่ระบุพิกัดไม่ได้จะถูกเบี่ยงไปตลาดอื่น อีกประการที่ต้องระวังคือการตีความตัวเลขการค้า เพราะประเทศไม่มีท่าเรือ ยางส่วนใหญ่จึงเข้าประเทศผ่านผู้ค้าและท่าเรือในประเทศสมาชิกอื่น สถิติจึงปรากฏเป็นการค้าภายในสหภาพยุโรป และยอดนำเข้าตรงจากไทยย่อมต่ำกว่ายางไทยที่ถูกใช้จริง ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอาจลดชิ้นส่วนยางบางประเภทในระบบส่งกำลัง
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวาเกีย
นำเข้าจากโลก ปี 2567
2,105.28ล้าน$
+5.49%นำเข้าจากไทย
54.28ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 สโลวาเกียนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 2,105.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.49% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 54.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.58%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของสโลวาเกียจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 1,477.94 เป็น 2,105.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (42.45%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 2.18% ในปี 2563 เป็น 2.58% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2565 ที่ 4.03% และต่ำสุดคือ 2563 ที่ 2.18%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่สโลวาเกียนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 42.45% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 68.78% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 26.33 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 289.60 | 46.24 | 15.97% |
| ยางล้อและยางใน | 1,020.51 | 2.26 | 0.22% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 795.16 | 5.78 | 0.73% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวาเกีย
สโลวาเกีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังสโลวาเกีย มูลค่า 54.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.58% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก มาเลเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่สโลวาเกียนำเข้า (57.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวาเกีย
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 180.16 | +29.27% | 46.24 | 25.67% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 109.44 | +9.10% | 0.00 | 0.00% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 1,005.83 | +3.81% | 2.21 | 0.22% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 12.01 | −7.31% | 0.00 | 0.00% |
| 4013 | ยางใน | 2.67 | −20.02% | 0.05 | 1.87% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 161.63 | +4.01% | 3.44 | 2.13% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 4.10 | +45.56% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 0.60 | −42.95% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 2.55 | −4.09% | 0.03 | 1.25% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 0.15 | −1.32% | 0.00 | 0.00% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 35.63 | −20.94% | 0.00 | 0.01% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 134.93 | +17.03% | 0.01 | 0.01% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 40.05 | −0.52% | 0.01 | 0.02% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 4.15 | +16.92% | 0.65 | 15.70% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 15.36 | +0.07% | 0.61 | 3.94% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 395.60 | +1.77% | 1.03 | 0.26% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 0.41 | −8.69% | 0.00 | 0.00% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของสโลวาเกีย ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 1,005.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 395.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 180.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ที่ 25.67%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวาเกีย
สโลวาเกีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 15.97% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 0.22% ทั้งที่สโลวาเกียนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 1,020.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 289.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งสโลวาเกียนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,005.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 0.22% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวาเกีย
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของสโลวาเกียสามอันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย (31.93%) ไทย (25.67%) อินโดนีเซีย (23.85%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | มาเลเซีย | 57.52 | 0 | 31.93% |
| 2 | ไทย | 46.24 | 21,956 | 25.67% |
| 3 | อินโดนีเซีย | 42.97 | 20,503 | 23.85% |
| 4 | โกตดิวัวร์ | 20.20 | 10,705 | 11.21% |
| 5 | โรมาเนีย | 4.38 | 2,155 | 2.43% |
| 6 | เยอรมนี | 4.08 | 1,854 | 2.26% |
| 7 | สาธารณรัฐเช็ก | 1.56 | 729 | 0.87% |
| 8 | โปรตุเกส | 1.43 | 767 | 0.79% |
| 9 | สเปน | 0.91 | 261 | 0.51% |
| 10 | ฝรั่งเศส | 0.27 | 121 | 0.15% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | เยอรมนี | 378.72 | 17.99% |
| 2 | สาธารณรัฐเช็ก | 333.10 | 15.82% |
| 3 | โปแลนด์ | 156.19 | 7.42% |
| 4 | โรมาเนีย | 125.04 | 5.94% |
| 5 | โปรตุเกส | 86.33 | 4.10% |
| 6 | อิตาลี | 78.85 | 3.75% |
| 7 | เกาหลีใต้ | 77.21 | 3.67% |
| 8 | สเปน | 76.48 | 3.63% |
| 9 | จีน | 73.08 | 3.47% |
| 10 | ตุรกี | 72.30 | 3.43% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวาเกีย
สโลวาเกีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของสโลวาเกียคือ มาเลเซีย อันดับที่ 1 มูลค่า 57.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 46.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 11.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 6.26 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| มาเลเซีย | 35.27% | 31.93% | −3.34 จุด | — |
| ไทย | 23.47% | 25.67% | +2.20 จุด | 2,106 |
| อินโดนีเซีย | 33.36% | 23.85% | −9.51 จุด | 2,096 |
| โกตดิวัวร์ | 0.40% | 11.21% | +10.81 จุด | 1,887 |
| โรมาเนีย | 1.82% | 2.43% | +0.61 จุด | 2,035 |
| เยอรมนี | 1.41% | 2.26% | +0.85 จุด | 2,200 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของสโลวาเกียเพิ่มขึ้น 2.20 จุด จาก 23.47% เป็น 25.67% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 9.51 จุด และมาเลเซีย ลดลง 3.34 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 12.85 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 14.47 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 10.81 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 สโลวาเกียจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,106 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 3,006 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 29.9% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,887 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 11.6% การที่ไทยขายได้ราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งได้ บ่งชี้ว่าส่วนแบ่งที่ได้มาส่วนหนึ่งมาจากความได้เปรียบด้านราคา ซึ่งเป็นฐานที่เปราะบางกว่าความได้เปรียบด้านคุณภาพ เพราะคู่แข่งลอกเลียนได้ทันทีที่ต้นทุนของตนลดลง อย่างไรก็ดี โกตดิวัวร์เป็นทั้งต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดและรุกคืบเร็วที่สุดในเวลาเดียวกัน หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักการตัดสินใจไปที่ต้นทุนเมื่อใด ส่วนแบ่งที่ไทยถือครองอยู่จะถูกกดดันได้เร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวาเกีย
สโลวาเกีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปสโลวาเกียมูลค่ารวม 383.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87.34% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 204.66 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ยางสังเคราะห์ | ผลิตภัณฑ์ยาง | รองเท้าที่ทำด้วยยาง |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 124.01 | 50.03 | 33.10 | — |
| 2564 | 78.54 | 6.13 | 36.40 | 1.91 |
| 2565 | 266.96 | 219.40 | 43.55 | 4.01 |
| 2566 | 168.74 | 109.88 | 51.52 | 7.34 |
| 2567 | 204.66 | 146.36 | 44.02 | 14.28 |
| 2568 | 383.40 | 367.09 | 12.32 | 3.99 |
| 2569* | 233.47 | 225.27 | 8.20 | — |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2564 ไทยส่งไปสโลวาเกีย 706 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 34.10 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 48.33 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2563 ที่ 1,028 ตัน มูลค่า 40.88 ล้านบาท หรือ 39.76 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 16.59% ปริมาณลดลง 31.32% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 21.55% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| BR | ยางสังเคราะห์ | 225.27 | 100.0% |
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 5.08 | 61.9% |
| ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรม | ผลิตภัณฑ์ยาง | 1.94 | 23.6% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปสโลวาเกียมากที่สุดคือยังไม่มีข้อมูลในกลุ่มนี้ ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 5.08 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวาเกีย
สโลวาเกีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 21 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 25.67%
เพิ่มขึ้น 2.20 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 0.22%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 1,020.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 48.5%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 42.45% ไทยโต 68.78%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 26.33 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,106 ดอลลาร์สหรัฐ
ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 29.9% บ่งชี้ว่าไทยยังขายอยู่ในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 10.81 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 11.6% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2564 มูลค่าลด 16.59%
โดยปริมาณลด 31.32% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 48.33 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวาเกีย
สโลวาเกีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 15.97% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งสโลวาเกียนำเข้า 1,020.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 0.22% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 289.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ราคาที่ไทยได้รับยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทางอยู่ 29.9% ซึ่งหมายความว่าไทยยังขายในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก การยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพจึงเป็นทางที่จะเปลี่ยนฐานการแข่งขันในตลาดนี้ สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 10.81 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 11.6% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 15.97% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 0.22% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,106 ดอลลาร์ต่อตัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 29.9% | ไทยยังอยู่ในกลุ่มที่ผู้ซื้อเลือกด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก | ยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพเพื่อเปลี่ยนฐานการแข่งขัน |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 10.81 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 31.32% ในปี 2564 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล