ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ตลาดสหภาพยุโรป · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–สหภาพยุโรป

ประเทศไทย

ยางพารา

สหภาพยุโรป

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป

สหภาพยุโรป

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมสหภาพยุโรป

วิธีอ่านฉบับนี้ — สหภาพยุโรปมิใช่ประเทศ ตัวเลขทั้งเล่มจึงเป็นผลรวมของรัฐสมาชิก 27 ประเทศครบทั้งกลุ่ม · ตารางรายพิกัดศุลกากรไม่มีมิติประเทศต้นทาง ผลรวมจึงรวมยางที่เคลื่อนย้ายระหว่างสมาชิกด้วยกันเองไว้ด้วย มิใช่การนำเข้าจากนอกสหภาพเพียงอย่างเดียว · ส่วนตารางประเทศต้นทางตัดการค้าภายในสหภาพออกแล้ว ส่วนแบ่งในตารางนั้นจึงคิดบนฐาน “ยางที่กลุ่มซื้อจากนอกกลุ่ม” และรวมจากสิบอันดับแรกของสมาชิกแต่ละราย ต้นทางรายเล็กที่ไม่ติดสิบอันดับของสมาชิกรายใดเลยจึงไม่ปรากฏ · สองตารางนี้อยู่คนละฐาน ห้ามนำมาหักลบกัน

สหภาพยุโรปมิใช่ประเทศ แต่เป็นสหภาพศุลกากรและตลาดร่วมของรัฐสมาชิก ซึ่งใช้พิกัดอัตราศุลกากรชุดเดียวกันกับสินค้าที่เข้ามาจากนอกกลุ่ม และเปิดให้สินค้าเคลื่อนย้ายภายในกลุ่มได้โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรอีก โครงสร้างนี้เปลี่ยนวิธีอ่านตัวเลขการค้าโดยสิ้นเชิง เพราะยางที่ขึ้นท่าเรือในประเทศหนึ่งอาจถูกใช้จริงในอีกประเทศหนึ่ง สถิติการนำเข้ารายประเทศจึงสะท้อนเส้นทางโลจิสติกส์และที่ตั้งของท่าเรือมากพอ ๆ กับที่สะท้อนความต้องการใช้ การมองทั้งกลุ่มเป็นหน่วยเดียวจึงใกล้เคียงกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจมากกว่าการมองทีละประเทศ ในเชิงนโยบายการค้า อำนาจเจรจาความตกลงการค้าเสรีและการกำหนดมาตรการนำเข้าอยู่ที่ระดับสหภาพ มิได้อยู่ที่รัฐสมาชิกรายใดรายหนึ่ง คู่เจรจาที่แท้จริงของไทยในเรื่องยางจึงเป็นสหภาพ มิใช่ประเทศปลายทางรายประเทศ

ความต้องการยางธรรมชาติของสหภาพยุโรปเป็นอุปสงค์สืบเนื่องจากภาคการผลิต โดยมีอุตสาหกรรมยางล้อเป็นผู้ใช้รายใหญ่ที่สุด ทั้งยางล้อสำหรับรถยนต์นั่ง รถบรรทุก และเครื่องจักรกลการเกษตร ถัดมาคือชิ้นส่วนยางในยานยนต์ สายพานและท่อสำหรับงานอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ยางทางการแพทย์ และวัสดุก่อสร้าง ฐานการผลิตกระจายตัวไม่เท่ากันในกลุ่ม โดยเยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลีเป็นแกนของอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิม ขณะที่โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย ฮังการี และโรมาเนียเป็นเขตที่โรงงานยางล้อย้ายฐานเข้าไปตั้งในสองทศวรรษหลัง ส่วนเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมทำหน้าที่เป็นประตูการค้าและศูนย์กระจายสินค้าให้ทั้งกลุ่ม มิใช่ผู้ใช้ปลายทาง

สหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศ จึงไม่จัดอันดับปนกับประเทศเดี่ยวในตารางผู้นำเข้ายางธรรมชาติของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของกลุ่มนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 25.07% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) จากนอกกลุ่ม อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.80% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของกลุ่มนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 49.5% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ

เงื่อนไขที่จะเปลี่ยนภาพข้างหน้ามากที่สุดคือระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งบังคับใช้ทั้งกลุ่มพร้อมกัน กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องพิสูจน์ได้ว่ายางมิได้มาจากพื้นที่ที่เปลี่ยนสภาพจากป่า พร้อมพิกัดแปลงปลูกที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เงื่อนไขนี้ย้ายเกณฑ์การแข่งขันจากราคาไปสู่ความสามารถในการพิสูจน์แหล่งที่มา ซึ่งเป็นด้านที่ไทยมีระบบทะเบียนเกษตรกรและระบบตรวจสอบย้อนกลับรองรับอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค หากผู้ส่งออกเตรียมเอกสารได้ทันกรอบเวลา เรื่องที่สองคือการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งลดชิ้นส่วนยางบางประเภทในระบบส่งกำลัง แต่ไม่ลดความต้องการยางล้อ และรถที่หนักขึ้นอาจเพิ่มความต้องการยางล้อทดแทน เรื่องที่สามคือต้นทุนพลังงานของโรงงานในกลุ่ม ซึ่งกระทบการตัดสินใจว่าจะผลิตในสหภาพหรือย้ายไปผลิตนอกกลุ่มแล้วนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปแทนวัตถุดิบ

ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป

2) ภาพรวมการนำเข้ายางและของทำด้วยยาง

นำเข้าจากโลก ปี 2567

73,053.88ล้าน$

+0.76%

นำเข้าจากไทย

2,045.26ล้าน$

ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของกลุ่มนี้

2.80%

นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย

ในปี 2567 สหภาพยุโรปนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 73,053.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.76% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 2,045.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.80%

ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของสหภาพยุโรปจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 58,081.03 เป็น 73,053.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (25.78%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 2.63% ในปี 2563 เป็น 2.80% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2565 ที่ 3.18% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 2.45%

เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่สหภาพยุโรปนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 25.78% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 34.06% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 8.28 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ

กลุ่มจากโลก (ล้าน$)จากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม6,055.77693.4711.45%
ยางล้อและยางใน36,140.77752.762.08%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ30,857.35599.011.94%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป

สหภาพยุโรป

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2.5) มุมมองจากแผนที่การค้า

ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังสหภาพยุโรป มูลค่า 2,045.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.80% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของกลุ่มนี้

ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก

การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก โกตดิวัวร์ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่สหภาพยุโรปนำเข้า (790.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2

ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป

3) นำเข้าแยกรายพิกัด

พิกัดรายการนำเข้าจากโลก (ล้าน$)%เทียบปีก่อนนำเข้าจากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม
4001ยางธรรมชาติ3,021.94+18.15%639.6521.17%
4005ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์3,033.83−11.31%53.821.77%
ยางล้อและยางใน
4011ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)34,736.99+2.09%737.662.12%
4012ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว1,159.93−6.65%2.220.19%
4013ยางใน243.85+9.91%12.885.28%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ
4002ยางสังเคราะห์6,401.45−1.74%71.481.12%
4003ยางรีเคลม60.79−9.98%0.030.05%
4004เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้74.90−1.16%0.000.00%
4006ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์249.60−13.53%1.330.53%
4007เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์53.13+4.24%12.4723.48%
4008แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์1,936.07−3.86%2.790.14%
4009หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์4,190.70−5.50%39.230.94%
4010สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง2,099.56−1.67%4.880.23%
4014ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง524.96+0.84%72.9413.89%
4015เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง2,884.24+18.20%324.1811.24%
4016ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์12,308.12−0.88%69.480.56%
4017ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง73.83+3.38%0.200.28%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของสหภาพยุโรป ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 34,736.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 12,308.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 6,401.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 23.48%

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป

สหภาพยุโรป

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3.1) การอ่านข้อมูลรายพิกัดเพิ่มเติม

ก) พิกัดที่สหภาพยุโรปนำเข้ามากที่สุดสามอันดับ

  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)34,736.99 ล้าน$(+2.09%)
  • ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์(4016)12,308.12 ล้าน$(−0.88%)
  • ยางสังเคราะห์(4002)6,401.45 ล้าน$(−1.74%)

ข) พิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสามอันดับ

  • เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์(4007)23.48%
  • ยางธรรมชาติ(4001)21.17%
  • ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง(4014)13.89%

ค) พิกัดที่มูลค่านำเข้าโตเร็วที่สุด (ตลาดเป้าหมายที่ไทยเจาะได้)

  • เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง(4015)2,884.24 ล้าน$(+18.20%)
  • ยางธรรมชาติ(4001)3,021.94 ล้าน$(+18.15%)
  • ยางใน(4013)243.85 ล้าน$(+9.91%)

เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 11.45% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 2.08% ทั้งที่สหภาพยุโรปนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 36,140.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 6,055.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งสหภาพยุโรปนำเข้าจากโลกมูลค่า 34,736.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.12% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป

4) ต้นทางการนำเข้า

ต้นทางยางธรรมชาติหลักของสหภาพยุโรปสามอันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ (30.98%) ไทย (25.07%) อินโดนีเซีย (20.32%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของกลุ่มนี้ — ฐานคือยางที่กลุ่มซื้อจากนอกกลุ่ม เท่าที่ปรากฏในสิบอันดับต้นทางของสมาชิกแต่ละราย

4.1 ต้นทางยางธรรมชาติ (พิกัด 4001)

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)สัดส่วน
1โกตดิวัวร์790.40470,62030.98%
2ไทย639.62324,62025.07%
3อินโดนีเซีย518.45258,30120.32%
4มาเลเซีย248.38103,3309.73%
5เวียดนาม164.3386,4446.44%
6กานา53.5427,2292.10%
7ไนจีเรีย36.4919,6901.43%
8ไลบีเรีย32.6218,1921.28%
9สิงคโปร์27.9815,6301.10%
10แคเมอรูน16.9910,4190.67%

4.2 ต้นทางทั้งหมวด 40

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
1จีน6,243.2954.27%
2ตุรกี1,555.3513.52%
3สหรัฐอเมริกา843.177.33%
4ไทย695.926.05%
5สหราชอาณาจักร521.224.53%
6เกาหลีใต้455.063.96%
7ญี่ปุ่น398.103.46%
8อินโดนีเซีย267.802.33%
9อินเดีย167.151.45%
10โกตดิวัวร์155.691.35%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป

สหภาพยุโรป

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4.3) ไทยเทียบคู่แข่งในตลาดนี้

ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของสหภาพยุโรปคือ โกตดิวัวร์ อันดับที่ 1 มูลค่า 790.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 639.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 150.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5.91 จุดของสัดส่วนตลาด

ก) ส่วนแบ่งต้นทางยางธรรมชาติเคลื่อนไหว ปี 2563–2567

ประเทศต้นทาง25632567เปลี่ยนแปลงราคา ($/ตัน)
โกตดิวัวร์23.48%30.98%+7.50 จุด1,679
ไทย20.44%25.07%+4.63 จุด1,970
อินโดนีเซีย29.44%20.32%9.12 จุด2,007
มาเลเซีย10.13%9.73%0.40 จุด2,404
เวียดนาม6.59%6.44%0.15 จุด1,901
กานา0.53%2.10%+1.57 จุด1,966

เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567 · ฐานคือยางที่กลุ่มซื้อจากนอกกลุ่ม เท่าที่ปรากฏในสิบอันดับต้นทางของสมาชิกแต่ละราย

ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 4.63 จุด จาก 20.44% เป็น 25.07% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 9.12 จุด และมาเลเซีย ลดลง 0.40 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 9.67 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 13.70 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.50 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย

ในปี 2567 สหภาพยุโรปจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,970 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,907 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 3.3% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,679 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 17.3% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้ อย่างไรก็ดี โกตดิวัวร์เป็นทั้งต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดและรุกคืบเร็วที่สุดในเวลาเดียวกัน หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักการตัดสินใจไปที่ต้นทุนเมื่อใด ส่วนแบ่งที่ไทยถือครองอยู่จะถูกกดดันได้เร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป

สหภาพยุโรป

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) การส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรป

ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปสหภาพยุโรปมูลค่ารวม 59,940.91 ล้านบาท ลดลง 6.44% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 64,065.96 ล้านบาท

ปีมูลค่ารวม (ล้านบาท)ผลิตภัณฑ์ยางยางธรรมชาติแปรรูปยางสังเคราะห์
256342,741.2428,478.5211,948.561,917.46
256464,642.0639,214.7222,452.592,266.75
256566,181.0838,332.9724,942.092,035.20
256650,476.0332,998.7715,072.141,805.37
256764,065.9638,139.7423,155.241,994.14
256859,940.9137,578.7319,679.081,947.49
2569*42,780.3329,438.6811,874.961,111.90

* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปสหภาพยุโรป 258,947 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 19,679.08 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 76.00 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 322,185 ตัน มูลค่า 23,155.24 ล้านบาท หรือ 71.87 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 15.01% ปริมาณลดลง 19.63% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 5.75% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา

5.1 ชนิดยางที่ไทยส่งออกมากที่สุด (ปีปฏิทินล่าสุด ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569)

ชนิดยางกลุ่มสินค้ามูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนในกลุ่ม
ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ผลิตภัณฑ์ยาง21,394.6672.7%
ยางแท่งยางธรรมชาติแปรรูป7,884.0766.4%
ยางแผ่นรมควันยางธรรมชาติแปรรูป2,595.6121.9%

ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปสหภาพยุโรปมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 7,884.07 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 21,394.66 ล้านบาท

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป

สหภาพยุโรป

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 25.07%

เพิ่มขึ้น 4.63 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของกลุ่มนี้มั่นคงขึ้น

2

ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 2.08%

จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 36,140.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย

3

มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 49.5%

ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้

4

ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 25.78% ไทยโต 34.06%

ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 8.28 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้

5

ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,970 ดอลลาร์สหรัฐ

สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 3.3% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม

6

คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 7.50 จุด

ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 17.3% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก

7

ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 15.01%

โดยปริมาณลด 19.63% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 76.00 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป

สหภาพยุโรป

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 11.45% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งสหภาพยุโรปนำเข้า 36,140.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.08% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 6,055.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 3.3% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.50 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 17.3% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข

7.1 เส้นทางจากหลักฐานสู่ข้อเสนอแนะ

หลักฐานจากคลังข้อมูลสิ่งที่อนุมานได้สิ่งที่ควรทำ
ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 11.45% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 2.08%ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่นผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ
ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,970 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 3.3%ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุดรักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ
โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 7.50 จุดในห้าปีโครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุดติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี
ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 19.63% ในปี 2568คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุดใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน

คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้