
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–สหภาพยุโรป
ประเทศไทย
สหภาพยุโรป


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
สหภาพยุโรป

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป
สหภาพยุโรป
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
วิธีอ่านฉบับนี้ — สหภาพยุโรปมิใช่ประเทศ ตัวเลขทั้งเล่มจึงเป็นผลรวมของรัฐสมาชิก 27 ประเทศครบทั้งกลุ่ม · ตารางรายพิกัดศุลกากรไม่มีมิติประเทศต้นทาง ผลรวมจึงรวมยางที่เคลื่อนย้ายระหว่างสมาชิกด้วยกันเองไว้ด้วย มิใช่การนำเข้าจากนอกสหภาพเพียงอย่างเดียว · ส่วนตารางประเทศต้นทางตัดการค้าภายในสหภาพออกแล้ว ส่วนแบ่งในตารางนั้นจึงคิดบนฐาน “ยางที่กลุ่มซื้อจากนอกกลุ่ม” และรวมจากสิบอันดับแรกของสมาชิกแต่ละราย ต้นทางรายเล็กที่ไม่ติดสิบอันดับของสมาชิกรายใดเลยจึงไม่ปรากฏ · สองตารางนี้อยู่คนละฐาน ห้ามนำมาหักลบกัน
สหภาพยุโรปมิใช่ประเทศ แต่เป็นสหภาพศุลกากรและตลาดร่วมของรัฐสมาชิก ซึ่งใช้พิกัดอัตราศุลกากรชุดเดียวกันกับสินค้าที่เข้ามาจากนอกกลุ่ม และเปิดให้สินค้าเคลื่อนย้ายภายในกลุ่มได้โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรอีก โครงสร้างนี้เปลี่ยนวิธีอ่านตัวเลขการค้าโดยสิ้นเชิง เพราะยางที่ขึ้นท่าเรือในประเทศหนึ่งอาจถูกใช้จริงในอีกประเทศหนึ่ง สถิติการนำเข้ารายประเทศจึงสะท้อนเส้นทางโลจิสติกส์และที่ตั้งของท่าเรือมากพอ ๆ กับที่สะท้อนความต้องการใช้ การมองทั้งกลุ่มเป็นหน่วยเดียวจึงใกล้เคียงกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจมากกว่าการมองทีละประเทศ ในเชิงนโยบายการค้า อำนาจเจรจาความตกลงการค้าเสรีและการกำหนดมาตรการนำเข้าอยู่ที่ระดับสหภาพ มิได้อยู่ที่รัฐสมาชิกรายใดรายหนึ่ง คู่เจรจาที่แท้จริงของไทยในเรื่องยางจึงเป็นสหภาพ มิใช่ประเทศปลายทางรายประเทศ
ความต้องการยางธรรมชาติของสหภาพยุโรปเป็นอุปสงค์สืบเนื่องจากภาคการผลิต โดยมีอุตสาหกรรมยางล้อเป็นผู้ใช้รายใหญ่ที่สุด ทั้งยางล้อสำหรับรถยนต์นั่ง รถบรรทุก และเครื่องจักรกลการเกษตร ถัดมาคือชิ้นส่วนยางในยานยนต์ สายพานและท่อสำหรับงานอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ยางทางการแพทย์ และวัสดุก่อสร้าง ฐานการผลิตกระจายตัวไม่เท่ากันในกลุ่ม โดยเยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลีเป็นแกนของอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิม ขณะที่โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย ฮังการี และโรมาเนียเป็นเขตที่โรงงานยางล้อย้ายฐานเข้าไปตั้งในสองทศวรรษหลัง ส่วนเนเธอร์แลนด์และเบลเยียมทำหน้าที่เป็นประตูการค้าและศูนย์กระจายสินค้าให้ทั้งกลุ่ม มิใช่ผู้ใช้ปลายทาง
สหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศ จึงไม่จัดอันดับปนกับประเทศเดี่ยวในตารางผู้นำเข้ายางธรรมชาติของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของกลุ่มนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 25.07% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) จากนอกกลุ่ม อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.80% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของกลุ่มนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 49.5% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
เงื่อนไขที่จะเปลี่ยนภาพข้างหน้ามากที่สุดคือระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งบังคับใช้ทั้งกลุ่มพร้อมกัน กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องพิสูจน์ได้ว่ายางมิได้มาจากพื้นที่ที่เปลี่ยนสภาพจากป่า พร้อมพิกัดแปลงปลูกที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เงื่อนไขนี้ย้ายเกณฑ์การแข่งขันจากราคาไปสู่ความสามารถในการพิสูจน์แหล่งที่มา ซึ่งเป็นด้านที่ไทยมีระบบทะเบียนเกษตรกรและระบบตรวจสอบย้อนกลับรองรับอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค หากผู้ส่งออกเตรียมเอกสารได้ทันกรอบเวลา เรื่องที่สองคือการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งลดชิ้นส่วนยางบางประเภทในระบบส่งกำลัง แต่ไม่ลดความต้องการยางล้อ และรถที่หนักขึ้นอาจเพิ่มความต้องการยางล้อทดแทน เรื่องที่สามคือต้นทุนพลังงานของโรงงานในกลุ่ม ซึ่งกระทบการตัดสินใจว่าจะผลิตในสหภาพหรือย้ายไปผลิตนอกกลุ่มแล้วนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปแทนวัตถุดิบ
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป
นำเข้าจากโลก ปี 2567
73,053.88ล้าน$
+0.76%นำเข้าจากไทย
2,045.26ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของกลุ่มนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 สหภาพยุโรปนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 73,053.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.76% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 2,045.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.80%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของสหภาพยุโรปจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 58,081.03 เป็น 73,053.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (25.78%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 2.63% ในปี 2563 เป็น 2.80% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2565 ที่ 3.18% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 2.45%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่สหภาพยุโรปนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 25.78% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 34.06% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 8.28 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 6,055.77 | 693.47 | 11.45% |
| ยางล้อและยางใน | 36,140.77 | 752.76 | 2.08% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 30,857.35 | 599.01 | 1.94% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป
สหภาพยุโรป
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังสหภาพยุโรป มูลค่า 2,045.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.80% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของกลุ่มนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก โกตดิวัวร์ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่สหภาพยุโรปนำเข้า (790.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 3,021.94 | +18.15% | 639.65 | 21.17% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 3,033.83 | −11.31% | 53.82 | 1.77% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 34,736.99 | +2.09% | 737.66 | 2.12% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 1,159.93 | −6.65% | 2.22 | 0.19% |
| 4013 | ยางใน | 243.85 | +9.91% | 12.88 | 5.28% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 6,401.45 | −1.74% | 71.48 | 1.12% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 60.79 | −9.98% | 0.03 | 0.05% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 74.90 | −1.16% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 249.60 | −13.53% | 1.33 | 0.53% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 53.13 | +4.24% | 12.47 | 23.48% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 1,936.07 | −3.86% | 2.79 | 0.14% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 4,190.70 | −5.50% | 39.23 | 0.94% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 2,099.56 | −1.67% | 4.88 | 0.23% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 524.96 | +0.84% | 72.94 | 13.89% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 2,884.24 | +18.20% | 324.18 | 11.24% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 12,308.12 | −0.88% | 69.48 | 0.56% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 73.83 | +3.38% | 0.20 | 0.28% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของสหภาพยุโรป ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 34,736.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 12,308.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 6,401.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 23.48%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป
สหภาพยุโรป
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 11.45% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 2.08% ทั้งที่สหภาพยุโรปนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 36,140.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 6,055.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งสหภาพยุโรปนำเข้าจากโลกมูลค่า 34,736.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.12% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของสหภาพยุโรปสามอันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ (30.98%) ไทย (25.07%) อินโดนีเซีย (20.32%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของกลุ่มนี้ — ฐานคือยางที่กลุ่มซื้อจากนอกกลุ่ม เท่าที่ปรากฏในสิบอันดับต้นทางของสมาชิกแต่ละราย
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | โกตดิวัวร์ | 790.40 | 470,620 | 30.98% |
| 2 | ไทย | 639.62 | 324,620 | 25.07% |
| 3 | อินโดนีเซีย | 518.45 | 258,301 | 20.32% |
| 4 | มาเลเซีย | 248.38 | 103,330 | 9.73% |
| 5 | เวียดนาม | 164.33 | 86,444 | 6.44% |
| 6 | กานา | 53.54 | 27,229 | 2.10% |
| 7 | ไนจีเรีย | 36.49 | 19,690 | 1.43% |
| 8 | ไลบีเรีย | 32.62 | 18,192 | 1.28% |
| 9 | สิงคโปร์ | 27.98 | 15,630 | 1.10% |
| 10 | แคเมอรูน | 16.99 | 10,419 | 0.67% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | จีน | 6,243.29 | 54.27% |
| 2 | ตุรกี | 1,555.35 | 13.52% |
| 3 | สหรัฐอเมริกา | 843.17 | 7.33% |
| 4 | ไทย | 695.92 | 6.05% |
| 5 | สหราชอาณาจักร | 521.22 | 4.53% |
| 6 | เกาหลีใต้ | 455.06 | 3.96% |
| 7 | ญี่ปุ่น | 398.10 | 3.46% |
| 8 | อินโดนีเซีย | 267.80 | 2.33% |
| 9 | อินเดีย | 167.15 | 1.45% |
| 10 | โกตดิวัวร์ | 155.69 | 1.35% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป
สหภาพยุโรป
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของสหภาพยุโรปคือ โกตดิวัวร์ อันดับที่ 1 มูลค่า 790.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 639.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 150.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5.91 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| โกตดิวัวร์ | 23.48% | 30.98% | +7.50 จุด | 1,679 |
| ไทย | 20.44% | 25.07% | +4.63 จุด | 1,970 |
| อินโดนีเซีย | 29.44% | 20.32% | −9.12 จุด | 2,007 |
| มาเลเซีย | 10.13% | 9.73% | −0.40 จุด | 2,404 |
| เวียดนาม | 6.59% | 6.44% | −0.15 จุด | 1,901 |
| กานา | 0.53% | 2.10% | +1.57 จุด | 1,966 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567 · ฐานคือยางที่กลุ่มซื้อจากนอกกลุ่ม เท่าที่ปรากฏในสิบอันดับต้นทางของสมาชิกแต่ละราย
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 4.63 จุด จาก 20.44% เป็น 25.07% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 9.12 จุด และมาเลเซีย ลดลง 0.40 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 9.67 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 13.70 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.50 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 สหภาพยุโรปจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,970 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,907 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 3.3% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,679 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 17.3% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้ อย่างไรก็ดี โกตดิวัวร์เป็นทั้งต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดและรุกคืบเร็วที่สุดในเวลาเดียวกัน หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักการตัดสินใจไปที่ต้นทุนเมื่อใด ส่วนแบ่งที่ไทยถือครองอยู่จะถูกกดดันได้เร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป
สหภาพยุโรป
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปสหภาพยุโรปมูลค่ารวม 59,940.91 ล้านบาท ลดลง 6.44% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 64,065.96 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 42,741.24 | 28,478.52 | 11,948.56 | 1,917.46 |
| 2564 | 64,642.06 | 39,214.72 | 22,452.59 | 2,266.75 |
| 2565 | 66,181.08 | 38,332.97 | 24,942.09 | 2,035.20 |
| 2566 | 50,476.03 | 32,998.77 | 15,072.14 | 1,805.37 |
| 2567 | 64,065.96 | 38,139.74 | 23,155.24 | 1,994.14 |
| 2568 | 59,940.91 | 37,578.73 | 19,679.08 | 1,947.49 |
| 2569* | 42,780.33 | 29,438.68 | 11,874.96 | 1,111.90 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปสหภาพยุโรป 258,947 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 19,679.08 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 76.00 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 322,185 ตัน มูลค่า 23,155.24 ล้านบาท หรือ 71.87 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 15.01% ปริมาณลดลง 19.63% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 5.75% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 21,394.66 | 72.7% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 7,884.07 | 66.4% |
| ยางแผ่นรมควัน | ยางธรรมชาติแปรรูป | 2,595.61 | 21.9% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปสหภาพยุโรปมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 7,884.07 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 21,394.66 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป
สหภาพยุโรป
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 25.07%
เพิ่มขึ้น 4.63 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของกลุ่มนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 2.08%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 36,140.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 49.5%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 25.78% ไทยโต 34.06%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 8.28 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,970 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 3.3% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 7.50 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 17.3% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 15.01%
โดยปริมาณลด 19.63% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 76.00 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหภาพยุโรป
สหภาพยุโรป
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 11.45% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งสหภาพยุโรปนำเข้า 36,140.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.08% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 6,055.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 3.3% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.50 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 17.3% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 11.45% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 2.08% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,970 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 3.3% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 7.50 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 19.63% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล