ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ตลาดฟินแลนด์ · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ฟินแลนด์

ประเทศไทย

ยางพารา

ฟินแลนด์

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฟินแลนด์

ฟินแลนด์

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศฟินแลนด์

ฟินแลนด์เป็นประเทศในยุโรปเหนือที่มีพรมแดนทางบกยาวติดกับรัสเซีย เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม โดยมีอุตสาหกรรมป่าไม้และกระดาษ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์งานหนักเป็นเสาหลักดั้งเดิม ประเทศมีท่าเรือของตนเองบนอ่าวฟินแลนด์ แต่ทะเลกลายเป็นน้ำแข็งในฤดูหนาวจึงต้องใช้เรือตัดน้ำแข็งช่วยเดินเรือ ทำให้ต้นทุนและรอบเวลาขนส่งในบางฤดูสูงกว่าท่าเรืออื่นในยุโรป การเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้าทางตะวันออกในช่วงหลังยังทำให้กระแสสินค้าผ่านแดนเปลี่ยนทิศไปจากเดิมมาก

ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของกลุ่มที่มีผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่เป็นของตนเอง โดยเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยางล้อสำหรับสภาพอากาศหนาวและถนนที่มีหิมะหรือน้ำแข็ง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ต้องการคุณสมบัติของเนื้อยางในอุณหภูมิต่ำเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีความต้องการยางจากอุตสาหกรรมป่าไม้และเยื่อกระดาษ ซึ่งใช้สายพานลำเลียงและลูกกลิ้งยางในสายการผลิต และจากผู้ผลิตเครื่องจักรงานป่าไม้และงานเหมืองที่ใช้ยางล้อและยางตันขนาดใหญ่

ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 ฟินแลนด์เป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 41 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 21.57% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.38% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 49.9% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ

เงื่อนไขที่ต้องติดตามคือระเบียบ EUDR ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าพิสูจน์แหล่งที่มาถึงระดับแปลงปลูก เรื่องถัดมาคือความต่อเนื่องของเส้นทางขนส่งทางทะเลบอลติกในฤดูหนาว ซึ่งมีผลต่อการวางแผนสต๊อกวัตถุดิบของโรงงาน ผู้ขายที่ส่งมอบได้ตรงรอบและรับความต้องการเก็บสำรองก่อนฤดูหนาวได้ย่อมได้เปรียบ อีกเรื่องคือความอ่อนไหวของอุปสงค์ยางล้อฤดูหนาวต่อสภาพอากาศแต่ละปี ซึ่งทำให้คำสั่งซื้อวัตถุดิบผันผวนตามฤดูกาลมากกว่าตลาดยุโรปตอนใต้

ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฟินแลนด์

2) ภาพรวมการนำเข้ายางและของทำด้วยยาง

นำเข้าจากโลก ปี 2567

784.19ล้าน$

−4.28%

นำเข้าจากไทย

18.66ล้าน$

ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้

2.38%

นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย

ในปี 2567 ฟินแลนด์นำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 784.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 4.28% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 18.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.38%

ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของฟินแลนด์จากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 775.22 เป็น 784.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.16%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 1.21% ในปี 2563 เป็น 2.38% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2567 ที่ 2.38% และต่ำสุดคือ 2565 ที่ 1.09%

เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ฟินแลนด์นำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 1.16% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 98.72% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 97.56 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ

กลุ่มจากโลก (ล้าน$)จากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม44.336.8615.47%
ยางล้อและยางใน391.296.751.73%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ348.575.051.45%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฟินแลนด์

ฟินแลนด์

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2.5) มุมมองจากแผนที่การค้า

ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังฟินแลนด์ มูลค่า 18.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.38% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้

ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก

การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ฟินแลนด์นำเข้า (8.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2

ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฟินแลนด์

3) นำเข้าแยกรายพิกัด

พิกัดรายการนำเข้าจากโลก (ล้าน$)%เทียบปีก่อนนำเข้าจากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม
4001ยางธรรมชาติ31.79+80.40%6.8621.57%
4005ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์12.54+4.39%0.000.00%
ยางล้อและยางใน
4011ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)364.64−0.28%6.721.84%
4012ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว22.88−12.14%0.010.03%
4013ยางใน3.77+11.69%0.020.53%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ
4002ยางสังเคราะห์65.88−2.06%0.000.00%
4003ยางรีเคลม0.62−43.12%0.000.32%
4004เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้1.18−31.17%0.000.00%
4006ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์0.79−24.78%0.000.00%
4007เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์0.39−11.62%0.000.52%
4008แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์26.47−10.21%0.020.08%
4009หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์60.01−12.38%0.050.09%
4010สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง31.19−6.22%0.010.03%
4014ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง4.23+5.24%0.061.30%
4015เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง39.76−9.22%2.456.17%
4016ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์117.27−18.10%2.462.10%
4017ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง0.78+11.27%0.000.00%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของฟินแลนด์ ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 364.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 117.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 65.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ที่ 21.57%

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฟินแลนด์

ฟินแลนด์

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3.1) การอ่านข้อมูลรายพิกัดเพิ่มเติม

ก) พิกัดที่ฟินแลนด์นำเข้ามากที่สุดสามอันดับ

  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)364.64 ล้าน$(−0.28%)
  • ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์(4016)117.27 ล้าน$(−18.10%)
  • ยางสังเคราะห์(4002)65.88 ล้าน$(−2.06%)

ข) พิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสามอันดับ

  • ยางธรรมชาติ(4001)21.57%
  • เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง(4015)6.17%
  • ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์(4016)2.10%

ค) พิกัดที่มูลค่านำเข้าโตเร็วที่สุด (ตลาดเป้าหมายที่ไทยเจาะได้)

  • ยางธรรมชาติ(4001)31.79 ล้าน$(+80.40%)
  • ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์(4005)12.54 ล้าน$(+4.39%)
  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)364.64 ล้าน$(−0.28%)

เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 15.47% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 1.73% ทั้งที่ฟินแลนด์นำเข้ายางล้อจากโลกถึง 391.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 44.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งฟินแลนด์นำเข้าจากโลกมูลค่า 364.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.84% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฟินแลนด์

4) ต้นทางการนำเข้า

ต้นทางยางธรรมชาติหลักของฟินแลนด์สามอันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย (26.17%) ไทย (21.57%) มาเลเซีย (14.24%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้

4.1 ต้นทางยางธรรมชาติ (พิกัด 4001)

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)สัดส่วน
1อินโดนีเซีย8.324,67426.17%
2ไทย6.863,91921.57%
3มาเลเซีย4.532,89014.24%
4โกตดิวัวร์4.102,43312.88%
5ไลบีเรีย2.831,5948.89%
6แคเมอรูน1.649085.15%
7เวียดนาม1.336734.18%
8ไนจีเรีย1.127063.52%
9สหรัฐอเมริกา0.482221.51%
10เยอรมนี0.25780.79%

4.2 ต้นทางทั้งหมวด 40

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
1เยอรมนี109.9814.02%
2จีน89.4011.40%
3สวีเดน89.3411.39%
4โปแลนด์52.396.68%
5อิตาลี34.794.44%
6ญี่ปุ่น28.533.64%
7สเปน26.393.37%
8มาเลเซีย25.983.31%
9ฝรั่งเศส25.573.26%
10เนเธอร์แลนด์21.182.70%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฟินแลนด์

ฟินแลนด์

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4.3) ไทยเทียบคู่แข่งในตลาดนี้

ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของฟินแลนด์คือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 1 มูลค่า 8.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 6.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 1.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.60 จุดของสัดส่วนตลาด

ก) ส่วนแบ่งต้นทางยางธรรมชาติเคลื่อนไหว ปี 2563–2567

ประเทศต้นทาง25632567เปลี่ยนแปลงราคา ($/ตัน)
อินโดนีเซีย36.45%26.17%10.28 จุด1,780
มาเลเซีย50.18%14.24%35.94 จุด1,566
โกตดิวัวร์1.34%12.88%+11.54 จุด1,684
แคเมอรูน2.28%5.15%+2.87 จุด1,803

เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567

ยังไม่มีข้อมูลย้อนหลังเพียงพอที่จะอ่านการเคลื่อนไหวของส่วนแบ่งต้นทางในตลาดฟินแลนด์

ในปี 2567 ฟินแลนด์จ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,750 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,749 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 0.1% และสูงกว่ามาเลเซียซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,566 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 11.7% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่กลับเสียส่วนแบ่งลง บ่งชี้ว่าผู้ซื้อเริ่มให้น้ำหนักกับต้นทุนมากขึ้น และส่วนต่างราคาที่ไทยเคยเรียกได้จากคุณภาพกำลังถูกท้าทาย จึงควรตรวจสอบว่าคุณภาพและเงื่อนไขการส่งมอบยังต่างจากคู่แข่งมากพอที่จะรองรับส่วนต่างราคานี้หรือไม่

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฟินแลนด์

ฟินแลนด์

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) การส่งออกของไทยไปฟินแลนด์

ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปฟินแลนด์มูลค่ารวม 898.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.93% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 685.88 ล้านบาท

ปีมูลค่ารวม (ล้านบาท)ยางธรรมชาติแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางรองเท้าที่ทำด้วยยาง
2563256.38254.891.49
2564256.03254.61
2565302.701.42296.343.71
2566436.8716.05411.819.01
2567685.88352.45328.295.14
2568898.04517.62376.463.96
2569*609.68276.93330.552.20

* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปฟินแลนด์ 7,862 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 517.62 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 65.84 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 5,262 ตัน มูลค่า 352.45 ล้านบาท หรือ 66.98 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าเพิ่มขึ้น 46.86% ปริมาณเพิ่มขึ้น 49.41% และราคาต่อหน่วยลดลง 1.70% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากปริมาณที่ส่งได้มากขึ้นเป็นหลัก ซึ่งเป็นการขยายตลาดที่แท้จริง เพราะเป็นการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้าหรือคำสั่งซื้อ มิได้อาศัยการขยับขึ้นของราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว

5.1 ชนิดยางที่ไทยส่งออกมากที่สุด (ปีปฏิทินล่าสุด ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569)

ชนิดยางกลุ่มสินค้ามูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนในกลุ่ม
ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ผลิตภัณฑ์ยาง283.0485.6%
ยางแท่งยางธรรมชาติแปรรูป276.93100.0%
ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจากยางแข็งผลิตภัณฑ์ยาง37.7411.4%

ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปฟินแลนด์มากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 276.93 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 283.04 ล้านบาท

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฟินแลนด์

ฟินแลนด์

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ตลาดขนาดอันดับที่ 41 ของโลก

จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง

2

ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 21.57%

ในกลุ่มวัตถุดิบยางธรรมชาติของประเทศนี้

3

ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 1.73%

จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 391.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย

4

มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 49.9%

ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้

5

ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 1.16% ไทยโต 98.72%

ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 97.56 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้

6

ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,750 ดอลลาร์สหรัฐ

สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 0.1% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม

7

คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 11.54 จุด

ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 3.9% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก

8

ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าเพิ่ม 46.86%

โดยปริมาณเพิ่ม 49.41% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 65.84 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฟินแลนด์

ฟินแลนด์

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 15.47% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งฟินแลนด์นำเข้า 391.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.73% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 44.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 0.1% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.54 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับมาเลเซีย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 11.7% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข

7.1 เส้นทางจากหลักฐานสู่ข้อเสนอแนะ

หลักฐานจากคลังข้อมูลสิ่งที่อนุมานได้สิ่งที่ควรทำ
ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 15.47% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 1.73%ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่นผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ
ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,750 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 0.1%ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุดรักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ
โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 11.54 จุดในห้าปีโครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุดติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี
ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป เพิ่ม 49.41% ในปี 2568ฐานคำสั่งซื้อยังขยายตัว มูลค่าที่ได้จึงไม่ได้พึ่งราคาเพียงอย่างเดียวใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน

คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้