
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ฝรั่งเศส
ประเทศไทย
ฝรั่งเศส


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
ฝรั่งเศส

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ฝรั่งเศสเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของยุโรปตะวันตก เป็นรัฐสมาชิกสหภาพยุโรปและใช้เงินสกุลยูโร โครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาภาคบริการเป็นหลัก แต่ยังคงมีฐานอุตสาหกรรมการผลิตที่เข้มแข็งในสาขายานยนต์ อากาศยาน เครื่องจักรกล และเวชภัณฑ์ อุปสงค์ยางธรรมชาติของประเทศจึงมิใช่การบริโภคขั้นสุดท้ายโดยตรง หากเป็นอุปสงค์สืบเนื่องจากการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยผูกกับปริมาณการผลิตยางล้อภายในประเทศ ขนาดของกองรถที่ใช้งานอยู่ซึ่งกำหนดตลาดยางล้อทดแทน กิจกรรมขนส่งสินค้าทางถนน และการลงทุนในภาคก่อสร้างและเครื่องจักร เมื่อเศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวหรือค่าเงินยูโรอ่อนค่า กำลังซื้อวัตถุดิบยางนำเข้าย่อมปรับลดตามไปด้วย
อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางในฝรั่งเศสมีศูนย์กลางอยู่ที่การผลิตยางล้อสำหรับรถยนต์นั่ง รถบรรทุก และเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งนับเป็นฐานผลิตยางล้อสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางอุตสาหกรรม ได้แก่ สายพาน ท่อยาง ยางกันสะเทือน และซีล ที่ป้อนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และอากาศยาน รวมถึงกลุ่มถุงมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ซึ่งใช้น้ำยางข้น ด้วยลักษณะดังกล่าว ความต้องการจึงเน้นยางแท่งที่มีค่าคุณสมบัติทางเทคนิคสม่ำเสมอเป็นสัดส่วนหลัก มียางแผ่นรมควันสำหรับงานเฉพาะทางที่ต้องการความเหนียวติด และน้ำยางข้นสำหรับผลิตภัณฑ์จุ่ม เกณฑ์จัดซื้อให้น้ำหนักกับความคงเส้นคงวาของเกรด ความสะอาดของวัตถุดิบ ใบรับรองมาตรฐาน และความสามารถส่งมอบตามสัญญาระยะยาว มากกว่าการไล่ราคาในตลาดจร
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 ฝรั่งเศสเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 16 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 1 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 40.44% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.93% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 59.8% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ฝรั่งเศสเป็นรัฐสมาชิกสหภาพยุโรป จึงอยู่ภายใต้ระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้ายางต้องแสดงแหล่งที่มาถึงระดับแปลงปลูกพร้อมพิกัดภูมิศาสตร์ และจัดทำคำแถลงการตรวจสอบสถานะก่อนวางสินค้าในตลาด ผลคือเกณฑ์แข่งขันเลื่อนจากราคาและคุณภาพทางเทคนิค ไปสู่ความสามารถพิสูจน์ที่มาและเก็บเอกสารตลอดสายโซ่อุปทาน ผู้ส่งออกที่มีทะเบียนเกษตรกรและระบบตามสอบย้อนกลับจะได้เปรียบ ส่วนยางที่ปะปนจากหลายแหล่งโดยไม่แยกสายจะเข้าตลาดนี้ยากขึ้น อีกประการหนึ่ง ยอดนำเข้าของฝรั่งเศสไม่เท่ากับปริมาณใช้จริง เพราะยางบางส่วนผ่านท่าเรือและผู้ค้าคนกลางในรัฐสมาชิกอื่นก่อนเคลื่อนย้ายเข้ามาในรูปการค้าภายในสหภาพ ทั้งการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปยังทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบได้
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฝรั่งเศส
นำเข้าจากโลก ปี 2567
8,608.59ล้าน$
−0.11%นำเข้าจากไทย
252.33ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 ฝรั่งเศสนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 8,608.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.11% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 252.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.93%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของฝรั่งเศสจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 6,411.66 เป็น 8,608.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (34.26%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 1.80% ในปี 2563 เป็น 2.93% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2565 ที่ 3.04% และต่ำสุดคือ 2563 ที่ 1.80%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ฝรั่งเศสนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 34.26% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 118.81% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 84.55 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 471.60 | 87.71 | 18.60% |
| ยางล้อและยางใน | 5,144.83 | 115.12 | 2.24% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 2,992.16 | 49.49 | 1.65% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังฝรั่งเศส มูลค่า 252.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.93% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก ไทย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ฝรั่งเศสนำเข้า (87.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 1
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฝรั่งเศส
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 216.35 | +60.46% | 87.50 | 40.44% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 255.25 | −19.95% | 0.21 | 0.08% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 4,891.92 | +0.24% | 111.59 | 2.28% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 214.75 | −10.75% | 0.31 | 0.15% |
| 4013 | ยางใน | 38.16 | +25.11% | 3.22 | 8.44% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 488.48 | −0.04% | 6.10 | 1.25% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 3.45 | +13.11% | 0.02 | 0.70% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 2.03 | −16.43% | 0.00 | 0.05% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 34.14 | +5.78% | 0.20 | 0.59% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 2.41 | −8.88% | 0.21 | 8.88% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 241.58 | +3.96% | 0.11 | 0.05% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 429.31 | −8.25% | 1.66 | 0.39% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 253.08 | +1.68% | 0.55 | 0.22% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 38.07 | −18.00% | 9.18 | 24.10% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 278.39 | +14.16% | 26.25 | 9.43% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 1,216.17 | −1.84% | 5.20 | 0.43% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 5.05 | −12.17% | 0.01 | 0.14% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของฝรั่งเศส ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 4,891.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 1,216.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 488.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ที่ 40.44%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 18.60% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 2.24% ทั้งที่ฝรั่งเศสนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 5,144.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 471.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งฝรั่งเศสนำเข้าจากโลกมูลค่า 4,891.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.28% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฝรั่งเศส
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของฝรั่งเศสสามอันดับแรก ได้แก่ ไทย (40.44%) อินโดนีเซีย (14.92%) โกตดิวัวร์ (10.13%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 1ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ไทย | 87.50 | 39,665 | 40.44% |
| 2 | อินโดนีเซีย | 32.28 | 14,928 | 14.92% |
| 3 | โกตดิวัวร์ | 21.93 | 11,316 | 10.13% |
| 4 | มาเลเซีย | 17.92 | 8,407 | 8.28% |
| 5 | เวียดนาม | 12.69 | 6,138 | 5.86% |
| 6 | กานา | 9.52 | 4,195 | 4.40% |
| 7 | ไนจีเรีย | 5.32 | 2,343 | 2.46% |
| 8 | เยอรมนี | 5.09 | 1,839 | 2.35% |
| 9 | เนเธอร์แลนด์ | 3.68 | 1,474 | 1.70% |
| 10 | สเปน | 3.30 | 1,355 | 1.53% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | เยอรมนี | 1,548.33 | 17.99% |
| 2 | สเปน | 1,018.96 | 11.84% |
| 3 | จีน | 720.18 | 8.37% |
| 4 | อิตาลี | 710.32 | 8.25% |
| 5 | โปแลนด์ | 491.18 | 5.71% |
| 6 | โรมาเนีย | 409.38 | 4.76% |
| 7 | เนเธอร์แลนด์ | 334.67 | 3.89% |
| 8 | เบลเยียม | 324.11 | 3.76% |
| 9 | สาธารณรัฐเช็ก | 310.76 | 3.61% |
| 10 | สหรัฐอเมริกา | 288.20 | 3.35% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของฝรั่งเศสคือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 2 มูลค่า 32.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 1 มูลค่า 87.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 55.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 25.52 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| ไทย | 24.78% | 40.44% | +15.66 จุด | 2,206 |
| อินโดนีเซีย | 26.53% | 14.92% | −11.61 จุด | 2,163 |
| โกตดิวัวร์ | 13.12% | 10.13% | −2.99 จุด | 1,938 |
| มาเลเซีย | 7.33% | 8.28% | +0.95 จุด | 2,131 |
| เวียดนาม | 3.31% | 5.86% | +2.55 จุด | 2,067 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น 15.66 จุด จาก 24.78% เป็น 40.44% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 11.61 จุด และโกตดิวัวร์ ลดลง 2.99 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 14.60 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 19.16 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือเวียดนาม ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.55 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 ฝรั่งเศสจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,206 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 2,180 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 1.2% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,938 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 13.8% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปฝรั่งเศสมูลค่ารวม 5,180.03 ล้านบาท ลดลง 21.38% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 6,588.48 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 3,130.11 | 1,756.62 | 1,170.03 | 110.80 |
| 2564 | 6,367.50 | 2,171.77 | 3,959.62 | 92.54 |
| 2565 | 8,023.24 | 3,467.88 | 4,281.68 | 78.07 |
| 2566 | 5,140.62 | 3,191.99 | 1,596.85 | 168.03 |
| 2567 | 6,588.48 | 3,679.07 | 2,565.31 | 160.38 |
| 2568 | 5,180.03 | 3,273.75 | 1,589.74 | 171.21 |
| 2569* | 4,199.93 | 2,955.86 | 1,119.13 | 50.92 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปฝรั่งเศส 21,856 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 1,589.74 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 72.74 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 35,754 ตัน มูลค่า 2,565.31 ล้านบาท หรือ 71.75 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 38.03% ปริมาณลดลง 38.87% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 1.38% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 2,549.88 | 86.3% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 635.52 | 56.8% |
| ยางแผ่นรมควัน | ยางธรรมชาติแปรรูป | 473.49 | 42.3% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปฝรั่งเศสมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 635.52 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 2,549.88 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 16 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 1 ส่วนแบ่ง 40.44%
เพิ่มขึ้น 15.66 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 2.24%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 5,144.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 59.8%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 34.26% ไทยโต 118.81%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 84.54 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,206 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 1.2% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือเวียดนาม เพิ่ม 2.55 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 6.7% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 38.03%
โดยปริมาณลด 38.87% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 72.74 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 18.60% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งฝรั่งเศสนำเข้า 5,144.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.24% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 471.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 1.2% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของเวียดนาม ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.55 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 13.8% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 18.60% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 2.24% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,206 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.2% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| เวียดนามเพิ่มส่วนแบ่ง 2.55 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 38.87% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล