
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–โปแลนด์
ประเทศไทย
โปแลนด์


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
โปแลนด์

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปแลนด์
โปแลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
โปแลนด์เป็นระบบเศรษฐกิจฐานอุตสาหกรรมการผลิตที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมทางบกที่เชื่อมยุโรปตะวันตกเข้ากับยุโรปตะวันออก และมีท่าเรือบนทะเลบอลติกเป็นประตูการค้าทางทะเล ความต้องการใช้ยางธรรมชาติของประเทศจึงเป็นอุปสงค์สืบเนื่องจากภาคการผลิต มิใช่จากการบริโภคขั้นสุดท้ายโดยตรง โดยผูกอยู่กับการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ของยุโรปตะวันตก การผลิตเครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน กิจการเหมืองแร่ และงานก่อสร้าง อีกส่วนมาจากตลาดยางล้อทดแทนของรถที่ใช้งานอยู่ในประเทศ ซึ่งมีลักษณะตามฤดูกาลจากการเปลี่ยนยางล้อสำหรับฤดูหนาว โปแลนด์เป็นรัฐสมาชิกสหภาพยุโรปและอยู่ในตลาดร่วม แต่ยังคงใช้เงินสกุลของตนเองมิได้ใช้เงินยูโร ต้นทุนนำเข้าที่ซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐจึงผันแปรตามอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มอีกชั้น
อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางของโปแลนด์กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผลิตยางล้อสำหรับรถยนต์นั่ง รถบรรทุก และเครื่องจักรกลการเกษตร ควบคู่กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางทางวิศวกรรม ได้แก่ ท่อยาง สายพานลำเลียงสำหรับงานเหมืองแร่และงานอุตสาหกรรม สายพานส่งกำลัง ยางขอบและยางกันรั่ว ตลอดจนชิ้นส่วนยางในรถยนต์ โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ยางแท่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในปริมาณมากที่สุด รองลงมาคือยางแผ่นรมควันสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความสม่ำเสมอของเนื้อยาง ส่วนน้ำยางข้นมีสัดส่วนน้อยกว่าและใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์จุ่มขึ้นรูปและกาว เกณฑ์การจัดซื้อของผู้ใช้ปลายทางให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของค่าทางเทคนิคเป็นสำคัญ ทั้งค่าความหนืด ดัชนีความอ่อนตัว ปริมาณสิ่งเจือปน และความคงที่ระหว่างล็อต มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ประกอบกับการที่ประเทศมีฐานผลิตยางสังเคราะห์อยู่ภายในประเทศ ยางธรรมชาติจึงถูกใช้ในลักษณะเสริมและปรับสัดส่วนผสมได้ตามคุณสมบัติที่ต้องการ
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 โปแลนด์เป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 15 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 3 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 11.94% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.79% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 40.3% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
โปแลนด์เป็นรัฐสมาชิกสหภาพยุโรป จึงอยู่ภายใต้ระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องแสดงข้อมูลแหล่งที่มาและพิกัดแปลงปลูก พร้อมกระบวนการตรวจสอบความเสี่ยงก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด เงื่อนไขนี้เปลี่ยนเกณฑ์การแข่งขันจากราคาและคุณภาพเนื้อยางเป็นหลัก ไปสู่ความสามารถในการพิสูจน์ที่มาย้อนกลับถึงระดับสวน ผู้ส่งออกที่มีระบบขึ้นทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลพิกัดแปลง และการควบคุมมิให้วัตถุดิบปะปนกันตลอดสายการรับซื้อ ย่อมได้เปรียบผู้ที่รับซื้อผ่านคนกลางโดยไม่มีเอกสารกำกับ นอกจากนี้ การตีความตัวเลขนำเข้าของประเทศนี้ต้องระมัดระวัง เพราะยางจากแหล่งผลิตส่วนมากเข้าสู่สหภาพยุโรปทางท่าเรือของประเทศอื่นแล้วเคลื่อนย้ายต่อทางบกภายในตลาดร่วม สถิติการนำเข้าโดยตรงจากประเทศผู้ผลิตจึงต่ำกว่าปริมาณการใช้จริง ขณะที่บทบาทศูนย์กลางกระจายสินค้าทางบกทำให้บางส่วนถูกส่งต่อไปยังประเทศข้างเคียง
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปแลนด์
นำเข้าจากโลก ปี 2567
5,494.98ล้าน$
+6.44%นำเข้าจากไทย
153.13ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 โปแลนด์นำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 5,494.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.44% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 153.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.79%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของโปแลนด์จากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 3,976.11 เป็น 5,494.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (38.20%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 2.68% ในปี 2563 เป็น 2.79% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2565 ที่ 3.52% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 2.32%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่โปแลนด์นำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 38.20% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 43.49% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 5.29 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 703.21 | 27.28 | 3.88% |
| ยางล้อและยางใน | 2,217.13 | 61.55 | 2.78% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 2,574.64 | 64.28 | 2.50% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปแลนด์
โปแลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังโปแลนด์ มูลค่า 153.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.79% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก โกตดิวัวร์ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่โปแลนด์นำเข้า (90.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 3
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปแลนด์
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 228.03 | +8.55% | 27.23 | 11.94% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 475.18 | −16.66% | 0.05 | 0.01% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 2,146.98 | +15.43% | 59.67 | 2.78% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 56.88 | −0.19% | 0.78 | 1.37% |
| 4013 | ยางใน | 13.27 | +20.47% | 1.10 | 8.33% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 669.58 | +5.50% | 10.98 | 1.64% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 3.13 | +2.92% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 6.82 | +74.17% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 25.96 | −37.22% | 0.00 | 0.01% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 4.41 | +6.62% | 0.69 | 15.76% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 145.79 | −6.96% | 0.14 | 0.10% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 337.18 | +0.31% | 0.37 | 0.11% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 219.05 | +5.68% | 0.48 | 0.22% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 34.45 | +11.40% | 15.20 | 44.13% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 221.16 | +65.76% | 33.42 | 15.11% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 904.68 | +0.45% | 3.00 | 0.33% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 2.43 | +27.70% | 0.00 | 0.04% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของโปแลนด์ ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 2,146.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 904.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 669.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง (พิกัด 4014) ที่ 44.13%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปแลนด์
โปแลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 3.88% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 2.78% ทั้งที่โปแลนด์นำเข้ายางล้อจากโลกถึง 2,217.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 703.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งโปแลนด์นำเข้าจากโลกมูลค่า 2,146.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.78% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปแลนด์
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของโปแลนด์สามอันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ (39.57%) อินโดนีเซีย (19.53%) ไทย (11.94%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 3ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | โกตดิวัวร์ | 90.24 | 52,015 | 39.57% |
| 2 | อินโดนีเซีย | 44.54 | 22,777 | 19.53% |
| 3 | ไทย | 27.23 | 13,741 | 11.94% |
| 4 | โรมาเนีย | 9.06 | 3,885 | 3.97% |
| 5 | เวียดนาม | 6.67 | 3,901 | 2.92% |
| 6 | เยอรมนี | 6.55 | 2,525 | 2.87% |
| 7 | ไนจีเรีย | 5.69 | 3,447 | 2.50% |
| 8 | ไลบีเรีย | 5.65 | 3,205 | 2.48% |
| 9 | กานา | 5.56 | 3,068 | 2.44% |
| 10 | แคเมอรูน | 4.48 | 3,242 | 1.97% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | เยอรมนี | 1,103.14 | 20.08% |
| 2 | จีน | 607.27 | 11.05% |
| 3 | อิตาลี | 314.99 | 5.73% |
| 4 | ฝรั่งเศส | 309.70 | 5.64% |
| 5 | สาธารณรัฐเช็ก | 296.88 | 5.40% |
| 6 | ฮังการี | 206.17 | 3.75% |
| 7 | เกาหลีใต้ | 172.76 | 3.14% |
| 8 | โรมาเนีย | 171.36 | 3.12% |
| 9 | สโลวาเกีย | 168.41 | 3.06% |
| 10 | ตุรกี | 159.80 | 2.91% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปแลนด์
โปแลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของโปแลนด์คือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 2 มูลค่า 44.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 3 มูลค่า 27.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 17.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7.59 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| โกตดิวัวร์ | 30.70% | 39.57% | +8.87 จุด | 1,735 |
| อินโดนีเซีย | 29.92% | 19.53% | −10.39 จุด | 1,955 |
| ไทย | 11.84% | 11.94% | +0.10 จุด | 1,981 |
| โรมาเนีย | 7.34% | 3.97% | −3.37 จุด | 2,333 |
| เยอรมนี | 2.80% | 2.87% | +0.07 จุด | 2,596 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของโปแลนด์เพิ่มขึ้น 0.10 จุด จาก 11.84% เป็น 11.94% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 10.39 จุด และโรมาเนีย ลดลง 3.37 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 13.76 จุด ซึ่งมากพอที่จะอธิบายทั้งส่วนที่ไทยได้เพิ่มและส่วนที่ต้นทางอื่นได้เพิ่มรวม 9.04 จุด กล่าวได้ว่าการรุกคืบของไทยในตลาดนี้เป็นการช่วงชิงจากคู่แข่งเดิม มิใช่การเติบโตไปพร้อมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 8.87 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 โปแลนด์จ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,981 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,872 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 5.8% และสูงกว่าเวียดนามซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,709 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 15.9% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปแลนด์
โปแลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปโปแลนด์มูลค่ารวม 4,064.94 ล้านบาท ลดลง 5.14% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 4,285.34 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 2,835.17 | 1,928.40 | 468.69 | 425.30 |
| 2564 | 3,891.73 | 2,391.49 | 903.83 | 587.97 |
| 2565 | 4,941.11 | 3,604.05 | 1,177.58 | 131.88 |
| 2566 | 3,383.55 | 2,596.86 | 588.94 | 185.12 |
| 2567 | 4,285.34 | 3,047.80 | 957.90 | 256.62 |
| 2568 | 4,064.94 | 3,216.48 | 575.51 | 248.48 |
| 2569* | 3,639.20 | 3,053.49 | 405.22 | 179.14 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปโปแลนด์ 7,463 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 575.51 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 77.12 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 13,149 ตัน มูลค่า 957.90 ล้านบาท หรือ 72.85 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 39.92% ปริมาณลดลง 43.24% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 5.86% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 2,310.64 | 75.7% |
| ยางแผ่นรมควัน | ยางธรรมชาติแปรรูป | 281.05 | 69.4% |
| ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรม | ผลิตภัณฑ์ยาง | 191.91 | 6.3% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปโปแลนด์มากที่สุดคือ ยางแผ่นรมควัน มูลค่า 281.05 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 2,310.64 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปแลนด์
โปแลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 15 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 3 ส่วนแบ่ง 11.94%
เพิ่มขึ้น 0.10 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 2.78%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 2,217.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 40.3%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 38.20% ไทยโต 43.49%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 5.29 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,981 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 5.8% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 8.87 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 14.2% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 39.92%
โดยปริมาณลด 43.24% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 77.12 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปแลนด์
โปแลนด์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 3.88% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งโปแลนด์นำเข้า 2,217.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.78% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 703.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 5.8% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 8.87 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับเวียดนาม ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 15.9% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 3.88% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 2.78% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,981 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5.8% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 8.87 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 43.24% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล