
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–สหรัฐอเมริกา
ประเทศไทย
สหรัฐอเมริกา


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
สหรัฐอเมริกา

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลกและไม่มีการผลิตยางธรรมชาติในประเทศ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด อุปสงค์ยางของสหรัฐฯ ผูกกับการใช้รถยนต์และการขนส่งทางถนนซึ่งมีระยะทางต่อหัวสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก ทำให้ความต้องการยางล้อทดแทนมีปริมาณมากและสม่ำเสมอ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคยังทำให้อุปสงค์อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและกำลังซื้อของครัวเรือน
อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของสหรัฐฯ ได้แก่ การผลิตยางล้อสำหรับรถยนต์นั่งและรถบรรทุก ชิ้นส่วนยางสำหรับยานยนต์และเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางทางการแพทย์ ตลาดยางล้อทดแทนมีขนาดใหญ่กว่าตลาดยางล้อติดรถใหม่มาก จึงเป็นอุปสงค์ที่ต่อเนื่องแม้ในช่วงที่ยอดขายรถใหม่ชะลอตัว
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 2 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 31.47% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 14.76% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 55.8% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ปัจจัยที่ควรติดตามคือมาตรการทางการค้าและอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของฝ่ายบริหารและมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าจากแต่ละแหล่งกำเนิดโดยตรง สำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป ความแตกต่างของอัตราภาษีระหว่างประเทศผู้ส่งออกสามารถเปลี่ยนลำดับความได้เปรียบได้ในทันทีที่ประกาศใช้
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา
นำเข้าจากโลก ปี 2567
35,718.74ล้าน$
+3.28%นำเข้าจากไทย
5,272.43ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 สหรัฐอเมริกานำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 35,718.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.28% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 5,272.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 14.76%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของสหรัฐอเมริกาจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 28,029.07 เป็น 35,718.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (27.43%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 15.80% ในปี 2563 เป็น 14.76% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2563 ที่ 15.80% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 13.77%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่สหรัฐอเมริกานำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 27.43% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 19.04% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 8.39 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 2,511.93 | 633.66 | 25.23% |
| ยางล้อและยางใน | 19,928.70 | 3,716.89 | 18.65% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 13,278.10 | 921.87 | 6.94% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังสหรัฐอเมริกา มูลค่า 5,272.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 14.76% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่สหรัฐอเมริกานำเข้า (749.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 1,816.56 | +25.24% | 571.70 | 31.47% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 695.37 | −1.59% | 61.96 | 8.91% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 19,342.44 | +0.44% | 3,706.18 | 19.16% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 502.68 | +1.80% | 7.55 | 1.50% |
| 4013 | ยางใน | 83.58 | +24.66% | 3.16 | 3.78% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 1,398.79 | −2.10% | 21.10 | 1.51% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 104.96 | +11.04% | 0.22 | 0.21% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 31.19 | +5.78% | 0.03 | 0.08% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 21.62 | −3.85% | 0.03 | 0.14% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 9.88 | +18.23% | 2.30 | 23.31% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 452.75 | +3.39% | 11.68 | 2.58% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 2,434.09 | +2.74% | 98.56 | 4.05% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 799.86 | −5.66% | 21.37 | 2.67% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 88.90 | −7.17% | 34.26 | 38.54% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 2,796.99 | +22.07% | 581.41 | 20.79% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 5,089.26 | +2.83% | 141.23 | 2.78% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 49.81 | +48.32% | 9.68 | 19.44% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 19,342.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 5,089.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง (พิกัด 4015) มูลค่า 2,796.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง (พิกัด 4014) ที่ 38.54%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 25.23% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 18.65% ทั้งที่สหรัฐอเมริกานำเข้ายางล้อจากโลกถึง 19,928.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 2,511.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งสหรัฐอเมริกานำเข้าจากโลกมูลค่า 19,342.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 19.16% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของสหรัฐอเมริกาสามอันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย (41.27%) ไทย (31.47%) โกตดิวัวร์ (10.74%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | อินโดนีเซีย | 749.69 | 376,601 | 41.27% |
| 2 | ไทย | 571.70 | 263,782 | 31.47% |
| 3 | โกตดิวัวร์ | 195.10 | 112,431 | 10.74% |
| 4 | มาเลเซีย | 73.12 | 35,690 | 4.03% |
| 5 | ไลบีเรีย | 62.95 | 36,532 | 3.47% |
| 6 | เวียดนาม | 54.58 | 29,205 | 3.00% |
| 7 | กานา | 30.84 | 14,706 | 1.70% |
| 8 | กัวเตมาลา | 27.77 | 16,423 | 1.53% |
| 9 | ไนจีเรีย | 11.70 | 5,103 | 0.64% |
| 10 | แคเมอรูน | 7.41 | 4,768 | 0.41% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | ไทย | 5,272.43 | 14.76% |
| 2 | เม็กซิโก | 4,713.13 | 13.20% |
| 3 | แคนาดา | 3,176.84 | 8.89% |
| 4 | จีน | 2,539.85 | 7.11% |
| 5 | ญี่ปุ่น | 2,457.81 | 6.88% |
| 6 | อินโดนีเซีย | 1,938.54 | 5.43% |
| 7 | เวียดนาม | 1,877.62 | 5.26% |
| 8 | มาเลเซีย | 1,700.69 | 4.76% |
| 9 | เกาหลีใต้ | 1,519.05 | 4.25% |
| 10 | เยอรมนี | 1,118.52 | 3.13% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของสหรัฐอเมริกาคือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 1 มูลค่า 749.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 571.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 177.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9.80 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| อินโดนีเซีย | 56.12% | 41.27% | −14.85 จุด | 1,991 |
| ไทย | 23.07% | 31.47% | +8.40 จุด | 2,167 |
| โกตดิวัวร์ | 6.64% | 10.74% | +4.10 จุด | 1,735 |
| มาเลเซีย | 2.49% | 4.03% | +1.54 จุด | 2,049 |
| ไลบีเรีย | 3.49% | 3.47% | −0.02 จุด | 1,723 |
| เวียดนาม | 2.96% | 3.00% | +0.04 จุด | 1,869 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 8.40 จุด จาก 23.07% เป็น 31.47% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 14.85 จุด และไลบีเรีย ลดลง 0.02 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 14.87 จุด ซึ่งมากพอที่จะอธิบายทั้งส่วนที่ไทยได้เพิ่มและส่วนที่ต้นทางอื่นได้เพิ่มรวม 14.08 จุด กล่าวได้ว่าการรุกคืบของไทยในตลาดนี้เป็นการช่วงชิงจากคู่แข่งเดิม มิใช่การเติบโตไปพร้อมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.10 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 สหรัฐอเมริกาจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,167 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 2,001 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 8.3% และสูงกว่าไลบีเรียซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,723 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 25.8% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปสหรัฐอเมริกามูลค่ารวม 164,338.59 ล้านบาท ลดลง 7.14% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 176,979.03 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 129,442.34 | 118,933.24 | 9,586.59 | 547.05 |
| 2564 | 169,479.24 | 150,480.84 | 17,702.30 | 619.01 |
| 2565 | 163,357.31 | 142,647.45 | 19,075.18 | 782.41 |
| 2566 | 158,571.99 | 144,044.36 | 13,557.71 | 624.90 |
| 2567 | 176,979.03 | 154,977.65 | 20,733.09 | 678.58 |
| 2568 | 164,338.59 | 146,942.44 | 15,970.09 | 814.19 |
| 2569* | 84,489.46 | 74,982.59 | 8,475.75 | 688.15 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปสหรัฐอเมริกา 198,243 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 15,970.09 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 80.56 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 272,253 ตัน มูลค่า 20,733.09 ล้านบาท หรือ 76.15 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 22.97% ปริมาณลดลง 27.18% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 5.79% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 55,933.55 | 74.6% |
| ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรม | ผลิตภัณฑ์ยาง | 7,120.15 | 9.5% |
| ถุงมืออื่นๆ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 4,633.00 | 6.2% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปสหรัฐอเมริกามากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 4,564.40 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 55,933.55 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 2 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 31.47%
เพิ่มขึ้น 8.40 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 18.65%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 19,928.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 55.8%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 27.43% ไทยโต 19.04%
ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 8.39 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง ขณะที่ส่วนแบ่งในพิกัด 4001 เคลื่อนไหวไปคนละทาง ความต่างนี้เกิดที่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป มิใช่ที่วัตถุดิบ
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,167 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 8.3% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 4.10 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 24.9% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 22.97%
โดยปริมาณลด 27.18% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 80.56 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 25.23% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งสหรัฐอเมริกานำเข้า 19,928.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 18.65% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 2,511.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 8.3% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.10 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับไลบีเรีย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 25.8% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 25.23% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 18.65% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,167 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 8.3% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 4.10 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 27.18% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล