ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ตลาดสหรัฐอเมริกา · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–สหรัฐอเมริกา

ประเทศไทย

ยางพารา

สหรัฐอเมริกา

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศสหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลกและไม่มีการผลิตยางธรรมชาติในประเทศ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด อุปสงค์ยางของสหรัฐฯ ผูกกับการใช้รถยนต์และการขนส่งทางถนนซึ่งมีระยะทางต่อหัวสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก ทำให้ความต้องการยางล้อทดแทนมีปริมาณมากและสม่ำเสมอ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคยังทำให้อุปสงค์อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและกำลังซื้อของครัวเรือน

อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของสหรัฐฯ ได้แก่ การผลิตยางล้อสำหรับรถยนต์นั่งและรถบรรทุก ชิ้นส่วนยางสำหรับยานยนต์และเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางทางการแพทย์ ตลาดยางล้อทดแทนมีขนาดใหญ่กว่าตลาดยางล้อติดรถใหม่มาก จึงเป็นอุปสงค์ที่ต่อเนื่องแม้ในช่วงที่ยอดขายรถใหม่ชะลอตัว

ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 2 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 31.47% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 14.76% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 55.8% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ

ปัจจัยที่ควรติดตามคือมาตรการทางการค้าและอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของฝ่ายบริหารและมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าจากแต่ละแหล่งกำเนิดโดยตรง สำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป ความแตกต่างของอัตราภาษีระหว่างประเทศผู้ส่งออกสามารถเปลี่ยนลำดับความได้เปรียบได้ในทันทีที่ประกาศใช้

ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา

2) ภาพรวมการนำเข้ายางและของทำด้วยยาง

นำเข้าจากโลก ปี 2567

35,718.74ล้าน$

+3.28%

นำเข้าจากไทย

5,272.43ล้าน$

ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้

14.76%

นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย

ในปี 2567 สหรัฐอเมริกานำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 35,718.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.28% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 5,272.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 14.76%

ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของสหรัฐอเมริกาจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 28,029.07 เป็น 35,718.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (27.43%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 15.80% ในปี 2563 เป็น 14.76% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2563 ที่ 15.80% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 13.77%

เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่สหรัฐอเมริกานำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 27.43% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 19.04% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 8.39 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ

กลุ่มจากโลก (ล้าน$)จากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม2,511.93633.6625.23%
ยางล้อและยางใน19,928.703,716.8918.65%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ13,278.10921.876.94%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2.5) มุมมองจากแผนที่การค้า

ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังสหรัฐอเมริกา มูลค่า 5,272.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 14.76% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้

ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก

การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่สหรัฐอเมริกานำเข้า (749.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2

ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา

3) นำเข้าแยกรายพิกัด

พิกัดรายการนำเข้าจากโลก (ล้าน$)%เทียบปีก่อนนำเข้าจากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม
4001ยางธรรมชาติ1,816.56+25.24%571.7031.47%
4005ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์695.37−1.59%61.968.91%
ยางล้อและยางใน
4011ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)19,342.44+0.44%3,706.1819.16%
4012ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว502.68+1.80%7.551.50%
4013ยางใน83.58+24.66%3.163.78%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ
4002ยางสังเคราะห์1,398.79−2.10%21.101.51%
4003ยางรีเคลม104.96+11.04%0.220.21%
4004เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้31.19+5.78%0.030.08%
4006ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์21.62−3.85%0.030.14%
4007เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์9.88+18.23%2.3023.31%
4008แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์452.75+3.39%11.682.58%
4009หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์2,434.09+2.74%98.564.05%
4010สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง799.86−5.66%21.372.67%
4014ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง88.90−7.17%34.2638.54%
4015เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง2,796.99+22.07%581.4120.79%
4016ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์5,089.26+2.83%141.232.78%
4017ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง49.81+48.32%9.6819.44%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 19,342.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 5,089.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง (พิกัด 4015) มูลค่า 2,796.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง (พิกัด 4014) ที่ 38.54%

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3.1) การอ่านข้อมูลรายพิกัดเพิ่มเติม

ก) พิกัดที่สหรัฐอเมริกานำเข้ามากที่สุดสามอันดับ

  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)19,342.44 ล้าน$(+0.44%)
  • ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์(4016)5,089.26 ล้าน$(+2.83%)
  • เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง(4015)2,796.99 ล้าน$(+22.07%)

ข) พิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสามอันดับ

  • ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง(4014)38.54%
  • ยางธรรมชาติ(4001)31.47%
  • เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์(4007)23.31%

ค) พิกัดที่มูลค่านำเข้าโตเร็วที่สุด (ตลาดเป้าหมายที่ไทยเจาะได้)

  • ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง(4017)49.81 ล้าน$(+48.32%)
  • ยางธรรมชาติ(4001)1,816.56 ล้าน$(+25.24%)
  • ยางใน(4013)83.58 ล้าน$(+24.66%)

เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 25.23% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 18.65% ทั้งที่สหรัฐอเมริกานำเข้ายางล้อจากโลกถึง 19,928.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 2,511.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งสหรัฐอเมริกานำเข้าจากโลกมูลค่า 19,342.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 19.16% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา

4) ต้นทางการนำเข้า

ต้นทางยางธรรมชาติหลักของสหรัฐอเมริกาสามอันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย (41.27%) ไทย (31.47%) โกตดิวัวร์ (10.74%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้

4.1 ต้นทางยางธรรมชาติ (พิกัด 4001)

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)สัดส่วน
1อินโดนีเซีย749.69376,60141.27%
2ไทย571.70263,78231.47%
3โกตดิวัวร์195.10112,43110.74%
4มาเลเซีย73.1235,6904.03%
5ไลบีเรีย62.9536,5323.47%
6เวียดนาม54.5829,2053.00%
7กานา30.8414,7061.70%
8กัวเตมาลา27.7716,4231.53%
9ไนจีเรีย11.705,1030.64%
10แคเมอรูน7.414,7680.41%

4.2 ต้นทางทั้งหมวด 40

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
1ไทย5,272.4314.76%
2เม็กซิโก4,713.1313.20%
3แคนาดา3,176.848.89%
4จีน2,539.857.11%
5ญี่ปุ่น2,457.816.88%
6อินโดนีเซีย1,938.545.43%
7เวียดนาม1,877.625.26%
8มาเลเซีย1,700.694.76%
9เกาหลีใต้1,519.054.25%
10เยอรมนี1,118.523.13%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4.3) ไทยเทียบคู่แข่งในตลาดนี้

ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของสหรัฐอเมริกาคือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 1 มูลค่า 749.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 571.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 177.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9.80 จุดของสัดส่วนตลาด

ก) ส่วนแบ่งต้นทางยางธรรมชาติเคลื่อนไหว ปี 2563–2567

ประเทศต้นทาง25632567เปลี่ยนแปลงราคา ($/ตัน)
อินโดนีเซีย56.12%41.27%14.85 จุด1,991
ไทย23.07%31.47%+8.40 จุด2,167
โกตดิวัวร์6.64%10.74%+4.10 จุด1,735
มาเลเซีย2.49%4.03%+1.54 จุด2,049
ไลบีเรีย3.49%3.47%0.02 จุด1,723
เวียดนาม2.96%3.00%+0.04 จุด1,869

เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567

ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 8.40 จุด จาก 23.07% เป็น 31.47% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 14.85 จุด และไลบีเรีย ลดลง 0.02 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 14.87 จุด ซึ่งมากพอที่จะอธิบายทั้งส่วนที่ไทยได้เพิ่มและส่วนที่ต้นทางอื่นได้เพิ่มรวม 14.08 จุด กล่าวได้ว่าการรุกคืบของไทยในตลาดนี้เป็นการช่วงชิงจากคู่แข่งเดิม มิใช่การเติบโตไปพร้อมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.10 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย

ในปี 2567 สหรัฐอเมริกาจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,167 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 2,001 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 8.3% และสูงกว่าไลบีเรียซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,723 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 25.8% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) การส่งออกของไทยไปสหรัฐอเมริกา

ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปสหรัฐอเมริกามูลค่ารวม 164,338.59 ล้านบาท ลดลง 7.14% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 176,979.03 ล้านบาท

ปีมูลค่ารวม (ล้านบาท)ผลิตภัณฑ์ยางยางธรรมชาติแปรรูปยางสังเคราะห์
2563129,442.34118,933.249,586.59547.05
2564169,479.24150,480.8417,702.30619.01
2565163,357.31142,647.4519,075.18782.41
2566158,571.99144,044.3613,557.71624.90
2567176,979.03154,977.6520,733.09678.58
2568164,338.59146,942.4415,970.09814.19
2569*84,489.4674,982.598,475.75688.15

* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปสหรัฐอเมริกา 198,243 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 15,970.09 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 80.56 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 272,253 ตัน มูลค่า 20,733.09 ล้านบาท หรือ 76.15 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 22.97% ปริมาณลดลง 27.18% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 5.79% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา

5.1 ชนิดยางที่ไทยส่งออกมากที่สุด (ปีปฏิทินล่าสุด ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569)

ชนิดยางกลุ่มสินค้ามูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนในกลุ่ม
ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ผลิตภัณฑ์ยาง55,933.5574.6%
ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรมผลิตภัณฑ์ยาง7,120.159.5%
ถุงมืออื่นๆผลิตภัณฑ์ยาง4,633.006.2%

ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปสหรัฐอเมริกามากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 4,564.40 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 55,933.55 ล้านบาท

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ตลาดขนาดอันดับที่ 2 ของโลก

จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง

2

ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 31.47%

เพิ่มขึ้น 8.40 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น

3

ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 18.65%

จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 19,928.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย

4

มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 55.8%

ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้

5

ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 27.43% ไทยโต 19.04%

ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 8.39 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง ขณะที่ส่วนแบ่งในพิกัด 4001 เคลื่อนไหวไปคนละทาง ความต่างนี้เกิดที่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป มิใช่ที่วัตถุดิบ

6

ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,167 ดอลลาร์สหรัฐ

สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 8.3% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม

7

คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 4.10 จุด

ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 24.9% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก

8

ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 22.97%

โดยปริมาณลด 27.18% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 80.56 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 25.23% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งสหรัฐอเมริกานำเข้า 19,928.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 18.65% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 2,511.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 8.3% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.10 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับไลบีเรีย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 25.8% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข

7.1 เส้นทางจากหลักฐานสู่ข้อเสนอแนะ

หลักฐานจากคลังข้อมูลสิ่งที่อนุมานได้สิ่งที่ควรทำ
ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 25.23% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 18.65%ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่นผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ
ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,167 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 8.3%ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุดรักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ
โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 4.10 จุดในห้าปีโครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุดติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี
ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 27.18% ในปี 2568คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุดใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน

คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้