
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ฮังการี
ประเทศไทย
ฮังการี


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
ฮังการี

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฮังการี
ฮังการี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ฮังการีเป็นประเทศในภูมิภาคยุโรปกลางที่ไม่มีทางออกทะเล เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและอยู่ในตลาดร่วมและสหภาพศุลกากรของสหภาพยุโรป แต่ยังคงใช้เงินสกุลฟอรินต์ของตนเอง มิได้ใช้เงินยูโร โครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาภาคการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นหลัก และเชื่อมโยงแน่นแฟ้นกับห่วงโซ่การผลิตของยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งเป็นเสาหลักของการจ้างงานและการส่งออก ฮังการีไม่มีการปลูกยางพาราภายในประเทศ ความต้องการใช้ยางธรรมชาติทั้งหมดจึงมาจากการนำเข้า และผูกกับรอบการผลิตของโรงงานยานยนต์และโรงงานยางล้อที่ตั้งฐานอยู่ในประเทศมากกว่าจะผูกกับการบริโภคภายใน เมื่อคำสั่งซื้อยานยนต์ในยุโรปชะลอตัว ความต้องการยางของฮังการีย่อมชะลอตัวไปในทิศทางเดียวกัน
อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางของฮังการีกระจุกตัวอยู่ที่โรงงานยางล้อของผู้ผลิตต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิต ซึ่งนับเป็นฐานการผลิตยางล้อกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งของยุโรปกลาง ประกอบกับโรงงานผลิตชิ้นส่วนยางสำหรับยานยนต์ เช่น ท่อยาง สายพาน ซีลยาง และยางกันสั่นสะเทือน โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ความต้องการเน้นหนักไปที่ยางแท่งเกรดที่ใช้ผสมสูตรยางล้อ ควบคู่กับยางสังเคราะห์ ขณะที่น้ำยางข้นและยางแผ่นรมควันมีบทบาทจำกัดกว่า เกณฑ์การจัดซื้อของผู้ใช้ปลายทางกลุ่มนี้ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของค่าทางเทคนิค ความสะอาดของเนื้อยาง การส่งมอบตรงเวลาตามระบบคุณภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ และสัญญาซื้อขายระยะยาวกับผู้ค้ายางระหว่างประเทศ มากกว่าการซื้อขายตามราคาตลาดจรเป็นครั้งคราว
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 ฮังการีเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 23 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 3 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 8.93% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 1.28% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 38.7% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ฮังการีอยู่ใต้ระเบียบสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องพิสูจน์แหล่งที่มาถึงระดับพิกัดแปลงปลูกและจัดทำคำแถลงการตรวจสอบย้อนกลับ เงื่อนไขนี้เปลี่ยนเกณฑ์การแข่งขันจากราคาและคุณภาพเนื้อยางเพียงอย่างเดียว ไปสู่ความสามารถในการส่งมอบข้อมูลย้อนกลับถึงระดับสวนและการแยกสายการผลิตมิให้ปะปนกับยางที่ไม่ทราบแหล่งที่มา ผู้ส่งออกที่รวบรวมข้อมูลแปลงของเกษตรกรรายย่อยได้ครบถ้วนย่อมได้เปรียบ ข้อควรระวังอีกประการคือฮังการีไม่มีทางออกทะเล ยางที่ใช้จริงส่วนมากผ่านพิธีการนำเข้าที่ท่าเรือของประเทศสมาชิกอื่นแล้วเคลื่อนย้ายเข้ามาในฐานะการค้าภายในสหภาพ ตัวเลขการนำเข้าโดยตรงจากประเทศผู้ผลิตจึงต่ำกว่าปริมาณการใช้จริง อีกทั้งการใช้เงินฟอรินต์ทำให้ต้นทุนนำเข้าผันแปรตามอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มอีกชั้น
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฮังการี
นำเข้าจากโลก ปี 2567
2,255.85ล้าน$
+7.60%นำเข้าจากไทย
28.81ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 ฮังการีนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 2,255.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.60% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 28.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 1.28%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของฮังการีจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 1,806.85 เป็น 2,255.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (24.85%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 1.14% ในปี 2563 เป็น 1.28% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2565 ที่ 1.79% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 1.12%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ฮังการีนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 24.85% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 39.72% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 14.87 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 259.11 | 13.17 | 5.08% |
| ยางล้อและยางใน | 872.85 | 5.29 | 0.61% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 1,123.88 | 10.35 | 0.92% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฮังการี
ฮังการี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังฮังการี มูลค่า 28.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 1.28% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก โกตดิวัวร์ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ฮังการีนำเข้า (80.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 3
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฮังการี
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 147.47 | +44.48% | 13.17 | 8.93% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 111.64 | −14.00% | 0.00 | 0.00% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 834.43 | +13.50% | 5.12 | 0.61% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 32.76 | +6.34% | 0.00 | 0.01% |
| 4013 | ยางใน | 5.66 | +16.29% | 0.17 | 3.07% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 302.09 | −0.98% | 5.25 | 1.74% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 4.31 | +17.32% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 3.72 | +3.28% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 22.55 | +6.49% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 0.22 | −40.66% | 0.00 | 0.00% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 47.28 | +15.69% | 0.00 | 0.00% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 147.18 | +23.27% | 0.00 | 0.00% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 61.85 | −10.01% | 0.01 | 0.01% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 53.81 | +14.02% | 3.56 | 6.63% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 45.54 | −6.19% | 1.08 | 2.38% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 434.62 | +0.05% | 0.45 | 0.10% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 0.71 | +5.62% | 0.00 | 0.00% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของฮังการี ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 834.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 434.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 302.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ที่ 8.93%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฮังการี
ฮังการี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 5.08% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 0.61% ทั้งที่ฮังการีนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 872.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 259.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งฮังการีนำเข้าจากโลกมูลค่า 834.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 0.61% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฮังการี
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของฮังการีสามอันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ (54.45%) สิงคโปร์ (17.08%) ไทย (8.93%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 3ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | โกตดิวัวร์ | 80.29 | 43,720 | 54.45% |
| 2 | สิงคโปร์ | 25.19 | 13,971 | 17.08% |
| 3 | ไทย | 13.17 | 6,330 | 8.93% |
| 4 | มาเลเซีย | 12.88 | 6,774 | 8.73% |
| 5 | อินโดนีเซีย | 5.26 | 2,014 | 3.57% |
| 6 | กานา | 4.18 | 2,339 | 2.83% |
| 7 | เนเธอร์แลนด์ | 2.33 | 869 | 1.58% |
| 8 | เยอรมนี | 0.97 | 4,292 | 0.66% |
| 9 | โปแลนด์ | 0.85 | 225 | 0.58% |
| 10 | แคเมอรูน | 0.75 | 413 | 0.51% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | เยอรมนี | 457.04 | 20.26% |
| 2 | โปแลนด์ | 245.68 | 10.89% |
| 3 | สาธารณรัฐเช็ก | 139.19 | 6.17% |
| 4 | อิตาลี | 120.00 | 5.32% |
| 5 | เบลเยียม | 117.48 | 5.21% |
| 6 | อินโดนีเซีย | 109.75 | 4.87% |
| 7 | สโลวาเกีย | 104.70 | 4.64% |
| 8 | สเปน | 87.11 | 3.86% |
| 9 | ฝรั่งเศส | 84.01 | 3.72% |
| 10 | โกตดิวัวร์ | 80.29 | 3.56% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฮังการี
ฮังการี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของฮังการีคือ สิงคโปร์ อันดับที่ 2 มูลค่า 25.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 3 มูลค่า 13.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 12.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8.15 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| โกตดิวัวร์ | 20.08% | 54.45% | +34.37 จุด | 1,837 |
| สิงคโปร์ | 15.27% | 17.08% | +1.81 จุด | 1,803 |
| ไทย | 6.11% | 8.93% | +2.82 จุด | 2,080 |
| มาเลเซีย | 13.16% | 8.73% | −4.43 จุด | 1,901 |
| อินโดนีเซีย | 29.13% | 3.57% | −25.56 จุด | 2,613 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของฮังการีเพิ่มขึ้น 2.82 จุด จาก 6.11% เป็น 8.93% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 25.56 จุด และมาเลเซีย ลดลง 4.43 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 29.99 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 39.00 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 34.37 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 ฮังการีจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,080 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,742 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 19.4% และสูงกว่ากานาซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,785 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 16.5% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฮังการี
ฮังการี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปฮังการีมูลค่ารวม 607.15 ล้านบาท ลดลง 30.70% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 876.11 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางสังเคราะห์ | ยางธรรมชาติแปรรูป |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 924.23 | 408.55 | 224.99 | 288.63 |
| 2564 | 1,229.48 | 475.16 | 215.94 | 532.85 |
| 2565 | 1,419.14 | 561.89 | 217.98 | 637.27 |
| 2566 | 905.68 | 378.00 | 164.45 | 363.23 |
| 2567 | 876.11 | 397.95 | 156.22 | 321.94 |
| 2568 | 607.15 | 401.19 | 139.87 | 64.06 |
| 2569* | 384.16 | 311.06 | 57.50 | 15.60 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปฮังการี 927 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 64.06 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 69.08 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 5,201 ตัน มูลค่า 321.94 ล้านบาท หรือ 61.90 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 80.10% ปริมาณลดลง 82.18% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 11.60% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 257.42 | 82.8% |
| XSBR | ยางสังเคราะห์ | 57.49 | 100.0% |
| ถุงยางคุมกำเนิด | ผลิตภัณฑ์ยาง | 20.52 | 6.6% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปฮังการีมากที่สุดคือ ยางแผ่นรมควัน มูลค่า 15.60 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 257.42 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฮังการี
ฮังการี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 23 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 3 ส่วนแบ่ง 8.93%
เพิ่มขึ้น 2.82 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 0.61%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 872.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 38.7%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 24.85% ไทยโต 39.72%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 14.87 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,080 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 19.4% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 34.37 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 13.2% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 80.10%
โดยปริมาณลด 82.18% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 69.08 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ฮังการี
ฮังการี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 5.08% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งฮังการีนำเข้า 872.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 0.61% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 259.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 19.4% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 34.37 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับกานา ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 16.5% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 5.08% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 0.61% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,080 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 19.4% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 34.37 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 82.18% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล