
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพาราไทย–กัมพูชา
ประเทศไทย
กัมพูชา


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
กัมพูชา

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา
กัมพูชา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกสำคัญของกัมพูชาเคียงข้างข้าวและมันสำปะหลัง และมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในโครงสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตร แหล่งปลูกกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดภาคตะวันออกบนดินภูเขาไฟสีแดง แถบกำปงจาม กระแจะ รัตนคีรี และมณฑลคีรี และขยายขึ้นไปทางสตึงแตรง โครงสร้างการถือครองสวนมีลักษณะผสม กล่าวคือมีทั้งสวนขนาดใหญ่ที่เกิดจากการให้สัมปทานที่ดินเพื่อการเศรษฐกิจแก่กลุ่มทุนในประเทศและกลุ่มทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน และเกษตรกรรายย่อยที่ขยายการปลูกตามช่วงราคาที่จูงใจในรอบก่อน ซึ่งต่างจากไทยที่โครงสร้างเป็นสวนรายย่อยแทบทั้งหมด แรงงานกรีดในสวนขนาดใหญ่ส่วนหนึ่งเป็นแรงงานรับจ้างที่เคลื่อนย้ายมาจากพื้นที่อื่น การส่งออกอาศัยทั้งเส้นทางบกข้ามแดนไปยังโรงงานแปรรูปและท่าเรือฝั่งเวียดนาม และการส่งผ่านท่าเรือน้ำลึกสีหนุวิลล์ทางฝั่งอ่าวไทย
ระดับการแปรรูปในประเทศยังอยู่ในขั้นการขายวัตถุดิบเป็นหลัก ผลผลิตส่วนใหญ่ถูกแปรรูปขั้นต้นเป็นยางแท่งจากน้ำยางสดและยางก้อนถ้วย ตามแนวปฏิบัติของโรงงานที่ลงทุนโดยกลุ่มทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้นมีสัดส่วนน้อย ต่างจากไทยที่ยังมีตลาดเฉพาะของยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้นเกรดสูง จุดเปลี่ยนที่ชัดเจนคือการย้ายฐานการผลิตยางล้อเข้ามาตั้งโรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยผู้ผลิตยางล้อต่างชาติที่ต้องการฐานการผลิตนอกประเทศเดิมเพื่อรองรับมาตรการทางการค้าของตลาดปลายทาง ทำให้ยางล้อกลายเป็นสินค้าส่งออกภาคอุตสาหกรรมรายการใหม่ของประเทศ อย่างไรก็ตาม โรงงานเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ทั้งยางสังเคราะห์ เขม่าดำ และวัสดุเสริมแรง การเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมยางล้อกับยางธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศจึงยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
กัมพูชาเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 6 เมื่อวัดด้วยมูลค่า จาก 27 ประเทศที่คลังข้อมูลบันทึกไว้ในปี 2567 ด้วยมูลค่า 629.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 554,144 ตัน คิดเป็น 12.2% ของมูลค่าที่ไทยส่งออกในปีเดียวกัน โครงสร้างสินค้าของประเทศนี้ผสมกันระหว่างวัตถุดิบ 40.3% กับยางล้อและผลิตภัณฑ์ 59.7% จึงแข่งกับไทยทั้งต้นน้ำและปลายน้ำในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
เงื่อนไขที่จะเปลี่ยนภาพข้างหน้ามีหลายด้าน ด้านผลผลิต พื้นที่ปลูกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในรอบก่อนกำลังทยอยเข้าสู่ระยะเปิดกรีด ทำให้ผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแม้ไม่ขยายพื้นที่ใหม่ ด้านการลงทุน ทุนต่างชาติที่เข้ามาทั้งในสวน โรงงานแปรรูป และโรงงานยางล้อ ผูกอยู่กับมาตรการทางการค้าของตลาดปลายทาง หากมาตรการดังกล่าวขยายมาครอบคลุมแหล่งผลิตใหม่ ความได้เปรียบของการย้ายฐานย่อมลดลง ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ยังมีข้อจำกัดของโครงข่ายถนนสู่จังหวัดชายแดนตะวันออก ต้นทุนโลจิสติกส์ และการพึ่งพาท่าเรือของเพื่อนบ้าน และด้านกฎเกณฑ์ ระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ EUDR ซึ่งกำหนดให้พิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบถึงระดับแปลงปลูก จึงเป็นโจทย์หนักสำหรับประเทศที่ขยายพื้นที่ปลูกเร็วและเอกสารสิทธิที่ดินยังไม่ครบถ้วน แม้ผลผลิตส่วนใหญ่มิได้ส่งตรงไปยุโรป แต่ได้รับผลผ่านห่วงโซ่การแปรรูปในประเทศเพื่อนบ้าน
ย่อหน้าบทบาทในตลาดโลกคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าอื่นเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา
กัมพูชา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ทุกตัวเลขในหัวข้อนี้นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001
มูลค่าส่งออก ปี 2567
629.60ล้าน$
ปริมาณ
554,144ตัน
ราคาเฉลี่ยต่อตัน
1,136$
มูลค่าส่งออก (ล้าน$)
ระหว่างปี 2558 ถึง 2567 มูลค่าส่งออกยางธรรมชาติของกัมพูชาเพิ่มขึ้น 183.31% ขณะที่ปริมาณเพิ่มขึ้น 356.39% และราคาต่อตันลดลง 37.92% การเติบโตนี้มาจากปริมาณเป็นหลัก แปลว่าประเทศนี้ขยายกำลังผลิตหรือขยายพื้นที่ปลูกได้จริง มิใช่ได้อานิสงส์จากราคาตลาดโลกที่สูงขึ้นเฉย ๆ อุปทานที่เพิ่มขึ้นในลักษณะนี้กดดันราคาที่เกษตรกรไทยได้รับโดยตรง เพราะเป็นการเพิ่มของยางในตลาดโลกที่ไม่หายไปเมื่อราคาลง
| ปี (พ.ศ.) | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | ราคาต่อตัน ($) |
|---|---|---|---|
| 2558 | 222.23 | 121,418 | 1,830 |
| 2559 | 267.47 | 151,594 | 1,764 |
| 2560 | 234.92 | 159,400 | 1,474 |
| 2561 | 234.66 | 153,396 | 1,530 |
| 2562 | 254.19 | 231,897 | 1,096 |
| 2563 | 499.73 | 431,821 | 1,157 |
| 2564 | 744.32 | 370,578 | 2,009 |
| 2565 | 724.65 | 392,107 | 1,848 |
| 2566 | 956.15 | 504,884 | 1,894 |
| 2567 | 629.60 | 554,144 | 1,136 |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา
กัมพูชา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001 — คนละขอบเขตกับตารางหมวด 40 ในหัวข้อ 5
| ประเทศ | มูลค่าส่งออก (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | ราคาต่อตัน ($) |
|---|---|---|---|
| ประเทศไทย | 5,139.98 | 2,782,744 | 1,847 |
| กัมพูชา | 629.60 | 554,144 | 1,136 |
| ส่วนต่าง | 12.2% ของไทย | 19.9% ของไทย | −38.5% |
ในปี 2567 กัมพูชาขายยางธรรมชาติได้เฉลี่ยตันละ 1,136 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับไทยที่ตันละ 1,847 ดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือถูกกว่าไทย 38.5% ส่วนต่างระดับนี้มิได้อธิบายด้วยค่าขนส่งหรือค่าเงินเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนความต่างของชนิดและเกรดสินค้าที่ขาย เช่น ยางก้อนถ้วยและยางแท่งเกรดล่างเทียบกับยางแผ่นรมควันและยางแท่งที่ควบคุมคุณสมบัติ ข้อสรุปที่ตามมาคือทั้งสองประเทศมิได้แย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกันทั้งหมด ไทยแข่งในกลุ่มที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความสม่ำเสมอ ส่วนประเทศนี้แข่งในกลุ่มที่ผู้ซื้อรับความผันแปรของวัตถุดิบได้ ในด้านขนาด มูลค่าส่งออกของประเทศนี้คิดเป็น 12.2% ของไทย ซึ่งยังไม่ใหญ่พอจะขยับราคาตลาดโลกได้ด้วยตัวเอง แต่มีน้ำหนักในตลาดปลายทางเฉพาะแห่ง
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา
กัมพูชา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
| ปลายทาง | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน | ราคา ($/ตัน) | ไทยขายในตลาดนี้ (ล้าน$) | ราคาเทียบไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| เวียดนาม | 521.84 | 82.88% | 1,058 | 132.54 | −38.6% |
| สิงคโปร์ | 42.52 | 6.75% | 1,666 | — | — |
| เกาหลีใต้ | 23.95 | 3.80% | 1,768 | 213.63 | −0.1% |
| อินเดีย | 12.87 | 2.04% | 2,332 | 218.60 | +17.0% |
| มาเลเซีย | 7.55 | 1.20% | 1,337 | 673.34 | −30.6% |
| จีน | 5.17 | 0.82% | 1,782 | 1,461.58 | +9.7% |
| ญี่ปุ่น | 4.13 | 0.66% | 2,262 | 505.25 | +8.6% |
| สเปน | 4.09 | 0.65% | 1,986 | 121.14 | +0.3% |
| สหรัฐอเมริกา | 3.42 | 0.54% | 2,513 | 571.70 | +16.0% |
| สาธารณรัฐเช็ก | 1.64 | 0.26% | 1,754 | 34.93 | — |
| ลักเซมเบิร์ก | 0.69 | 0.11% | 1,624 | 6.80 | — |
| S19ไม่ระบุประเทศปลายทาง (รหัส S19) | 0.55 | 0.09% | 1,090 | 50.33 | — |
แถวที่เน้นคือตลาดที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย · ช่อง "ไทยขายในตลาดนี้" อ่านจากตารางปลายทางของไทยเองซึ่งเก็บไว้สี่สิบแห่ง ครอบคลุมราวร้อยละเก้าสิบเก้าของมูลค่าส่งออกจริงของไทย · ส่วนช่อง "ราคาเทียบไทย" ต้องใช้ปริมาณจึงคำนวณได้เฉพาะสิบสองตลาดใหญ่ที่สุดของไทย ช่องที่แสดง — ในคอลัมน์นี้จึงหมายถึงยังไม่มีข้อมูลปริมาณของไทยในตลาดนั้น มิใช่ไทยไม่ได้ขาย
ปลายทางที่กัมพูชาส่งยางธรรมชาติไปมากที่สุดในปี 2567 คือเวียดนาม มูลค่า 521.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 82.88% ของยอดส่งออกทั้งหมด ในบรรดาปลายทางที่ปรากฏในตาราง มี 11 แห่งที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย คิดเป็นมูลค่า 585.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 93.1% ของยอดส่งออกของประเทศนี้ สัดส่วนระดับนี้หมายความว่าทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวด้านราคาหรือปริมาณของประเทศนี้จึงส่งผลถึงคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง มิใช่การแข่งขันที่อยู่คนละตลาด ในตลาดที่ทับซ้อนกันและมีน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งในร้อยของยอดส่งออกขึ้นไป ประเทศนี้ขายได้ราคาต่ำกว่าไทยใน 3 แห่ง โดยตลาดที่ส่วนต่างกว้างที่สุดคือเวียดนาม ต่ำกว่าไทย 38.6% ซึ่งเป็นจุดที่ไทยเสี่ยงถูกแทนที่มากที่สุดหากผู้ซื้อในตลาดนั้นให้น้ำหนักกับต้นทุน
เมื่อเทียบกับปี 2558 ปลายทางที่กัมพูชาขยายได้มากที่สุดคือเวียดนาม จาก 151.07 เป็น 521.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+245.4%) ส่วนปลายทางที่หดมากที่สุดคือมาเลเซีย จาก 25.26 เป็น 7.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (−70.1%) ทิศทางที่ต่างกันของสองปลายทางนี้บอกว่าการเติบโตของประเทศนี้มิได้กระจายทุกตลาดเท่ากัน แต่กระจุกอยู่ที่ลูกค้าบางราย ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งในระยะสั้นและความเปราะบางในระยะยาว เพราะพึ่งพาผู้ซื้อจำนวนน้อย
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรก ครอบคลุม 99.8% ของมูลค่าส่งออกจริง
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา
กัมพูชา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
| กลุ่มสินค้า (ทั้งหมวด 40) | กัมพูชา (ล้าน$) | สัดส่วน | ไทย (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| วัตถุดิบยางธรรมชาติ | 629.91 | 40.3% | 5,513.33 | 27.4% |
| ยางล้อ | 863.32 | 55.2% | 7,995.65 | 39.8% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น | 69.58 | 4.5% | 6,579.91 | 32.8% |
เมื่อวางโครงสร้างสินค้าส่งออกทั้งหมวด 40 ของสองประเทศเทียบกันในปี 2567 กัมพูชามีวัตถุดิบ 40.3% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 59.7% ส่วนไทยมีวัตถุดิบ 27.4% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 72.6% ไทยยังมีสัดส่วนสินค้าปลายน้ำสูงกว่าประเทศนี้ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ทำให้มูลค่าส่งออกของไทยไม่ผูกกับราคายางดิบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบนี้จะแคบลงหากประเทศนี้ดึงการลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปเข้าไปได้ต่อเนื่อง จึงเป็นตัวชี้วัดที่ควรติดตามเป็นรายปี
วัตถุดิบ (%)ยางล้อและผลิตภัณฑ์ (%)
สัดส่วนสินค้าปลายน้ำของกัมพูชาเคลื่อนจาก 4.6% ในปี 2563 เป็น 59.7% ในปี 2567 คือเพิ่มขึ้น 55.1 จุด ซึ่งเป็นการขยับที่ชัดเจนพอจะถือเป็นสัญญาณว่าประเทศนี้กำลังเลื่อนตัวจากผู้ขายวัตถุดิบไปเป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์ การเลื่อนตัวเช่นนี้มักตามหลังการลงทุนตั้งโรงงานจากต่างประเทศ และเมื่อเริ่มแล้วมักไม่ย้อนกลับ จึงควรถือเป็นการเปลี่ยนแปลงถาวรจนกว่าจะมีหลักฐานตรงกันข้าม
| พิกัด | รหัส | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 4011 | 862.10 | 55.2% |
| ยางธรรมชาติ | 4001 | 629.60 | 40.3% |
| ยางสังเคราะห์ | 4002 | 57.89 | 3.7% |
| เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 4015 | 6.05 | 0.4% |
| ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 4016 | 2.95 | 0.2% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา
กัมพูชา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 6 เมื่อวัดด้วยมูลค่า
มูลค่า 629.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 554,144 ตัน ในปี 2567 คิดเป็น 12.2% ของขนาดไทย
สิบปี มูลค่าโต 183.31% ปริมาณโต 356.39%
การแยกสองด้านนี้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงมาจากด้านปริมาณ คือกำลังผลิตจริงเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปคนละแบบต่อผลกระทบที่มีต่อไทย
ราคาต่อตัน 1,136 ดอลลาร์สหรัฐ ถูกกว่าไทย 38.5%
ส่วนต่างกว้างเช่นนี้สะท้อนความต่างของชนิดและเกรดสินค้า มิใช่การตัดราคาสินค้าชนิดเดียวกัน จึงต้องเทียบเป็นรายชนิดก่อนสรุป
ตลาดทับซ้อนกับไทย 11 แห่ง คิดเป็น 93.1% ของยอดส่งออก
ทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวของประเทศนี้จึงกระทบคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง
โครงสร้างส่งออก วัตถุดิบ 40.3% ปลายน้ำ 59.7%
มิได้เป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ แต่ขึ้นมาแข่งที่ชั้นผลิตภัณฑ์ด้วย ซึ่งเป็นภัยคุกคามคนละระดับกับคู่แข่งวัตถุดิบ
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา
กัมพูชา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — คู่แข่งรายนี้มิได้อยู่ชั้นวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่มีฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ยางของตนเองแล้ว การประเมินว่าเป็นเพียงผู้ขายยางดิบจะทำให้มาตรการที่ออกมาไม่ตรงจุด สิ่งที่ควรทำคือติดตามการลงทุนตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์ยางในประเทศนี้เป็นรายปี และรักษาความได้เปรียบของไทยด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และมาตรฐานที่ตลาดปลายทางยอมรับ
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 38.5% ที่คู่แข่งรายนี้ขายได้ต่ำกว่าไทย ไม่ควรตอบด้วยการลดราคาตาม เพราะจะเป็นการย้ายการแข่งขันมาสู่สนามที่ตัดสินด้วยต้นทุนล้วน ๆ สิ่งที่ควรทำคือเฝ้าระวังเป็นรายตลาด โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งเป็นตลาดทับซ้อนที่ส่วนต่างราคากว้างที่สุด และรักษาลูกค้าด้วยความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้และคู่แข่งลอกเลียนได้ยากกว่าราคา
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ได้แก่ ปริมาณเนื้อยางที่กัมพูชาส่งออกรายปี ซึ่งบอกว่ากำลังผลิตขยายจริงหรือไม่ · ส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างประเทศนี้กับไทย ซึ่งบอกว่ายังแข่งคนละเกรดอยู่หรือกำลังขยับเข้ามาเกรดเดียวกัน · และสัดส่วนสินค้าปลายน้ำในมูลค่าส่งออกของประเทศนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด เพราะการขยับจากผู้ขายวัตถุดิบเป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์ใช้เวลาหลายปี และเมื่อเห็นสัญญาณแล้วมักสายเกินกว่าจะตอบสนองได้ทัน
ตัวเลขทั้งเล่มมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน ถึงปี 2567 — แหล่งเดียวทั้งเล่ม จึงเทียบข้ามประเทศได้ตรงหน่วย · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรกต่อประเทศต่อปี ครอบคลุม 99.8% ของมูลค่าส่งออกจริงของกัมพูชา · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิได้อยู่ในคลังข้อมูล