ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
คู่แข่งกัมพูชา · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพาราไทย–กัมพูชา

ประเทศไทย

แข่งขัน

กัมพูชา

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา

กัมพูชา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศกัมพูชา

ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกสำคัญของกัมพูชาเคียงข้างข้าวและมันสำปะหลัง และมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในโครงสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตร แหล่งปลูกกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดภาคตะวันออกบนดินภูเขาไฟสีแดง แถบกำปงจาม กระแจะ รัตนคีรี และมณฑลคีรี และขยายขึ้นไปทางสตึงแตรง โครงสร้างการถือครองสวนมีลักษณะผสม กล่าวคือมีทั้งสวนขนาดใหญ่ที่เกิดจากการให้สัมปทานที่ดินเพื่อการเศรษฐกิจแก่กลุ่มทุนในประเทศและกลุ่มทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน และเกษตรกรรายย่อยที่ขยายการปลูกตามช่วงราคาที่จูงใจในรอบก่อน ซึ่งต่างจากไทยที่โครงสร้างเป็นสวนรายย่อยแทบทั้งหมด แรงงานกรีดในสวนขนาดใหญ่ส่วนหนึ่งเป็นแรงงานรับจ้างที่เคลื่อนย้ายมาจากพื้นที่อื่น การส่งออกอาศัยทั้งเส้นทางบกข้ามแดนไปยังโรงงานแปรรูปและท่าเรือฝั่งเวียดนาม และการส่งผ่านท่าเรือน้ำลึกสีหนุวิลล์ทางฝั่งอ่าวไทย

ระดับการแปรรูปในประเทศยังอยู่ในขั้นการขายวัตถุดิบเป็นหลัก ผลผลิตส่วนใหญ่ถูกแปรรูปขั้นต้นเป็นยางแท่งจากน้ำยางสดและยางก้อนถ้วย ตามแนวปฏิบัติของโรงงานที่ลงทุนโดยกลุ่มทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้นมีสัดส่วนน้อย ต่างจากไทยที่ยังมีตลาดเฉพาะของยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้นเกรดสูง จุดเปลี่ยนที่ชัดเจนคือการย้ายฐานการผลิตยางล้อเข้ามาตั้งโรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยผู้ผลิตยางล้อต่างชาติที่ต้องการฐานการผลิตนอกประเทศเดิมเพื่อรองรับมาตรการทางการค้าของตลาดปลายทาง ทำให้ยางล้อกลายเป็นสินค้าส่งออกภาคอุตสาหกรรมรายการใหม่ของประเทศ อย่างไรก็ตาม โรงงานเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ทั้งยางสังเคราะห์ เขม่าดำ และวัสดุเสริมแรง การเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมยางล้อกับยางธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศจึงยังอยู่ในระยะเริ่มต้น

กัมพูชาเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 6 เมื่อวัดด้วยมูลค่า จาก 27 ประเทศที่คลังข้อมูลบันทึกไว้ในปี 2567 ด้วยมูลค่า 629.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 554,144 ตัน คิดเป็น 12.2% ของมูลค่าที่ไทยส่งออกในปีเดียวกัน โครงสร้างสินค้าของประเทศนี้ผสมกันระหว่างวัตถุดิบ 40.3% กับยางล้อและผลิตภัณฑ์ 59.7% จึงแข่งกับไทยทั้งต้นน้ำและปลายน้ำในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

เงื่อนไขที่จะเปลี่ยนภาพข้างหน้ามีหลายด้าน ด้านผลผลิต พื้นที่ปลูกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในรอบก่อนกำลังทยอยเข้าสู่ระยะเปิดกรีด ทำให้ผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแม้ไม่ขยายพื้นที่ใหม่ ด้านการลงทุน ทุนต่างชาติที่เข้ามาทั้งในสวน โรงงานแปรรูป และโรงงานยางล้อ ผูกอยู่กับมาตรการทางการค้าของตลาดปลายทาง หากมาตรการดังกล่าวขยายมาครอบคลุมแหล่งผลิตใหม่ ความได้เปรียบของการย้ายฐานย่อมลดลง ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ยังมีข้อจำกัดของโครงข่ายถนนสู่จังหวัดชายแดนตะวันออก ต้นทุนโลจิสติกส์ และการพึ่งพาท่าเรือของเพื่อนบ้าน และด้านกฎเกณฑ์ ระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ EUDR ซึ่งกำหนดให้พิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบถึงระดับแปลงปลูก จึงเป็นโจทย์หนักสำหรับประเทศที่ขยายพื้นที่ปลูกเร็วและเอกสารสิทธิที่ดินยังไม่ครบถ้วน แม้ผลผลิตส่วนใหญ่มิได้ส่งตรงไปยุโรป แต่ได้รับผลผ่านห่วงโซ่การแปรรูปในประเทศเพื่อนบ้าน

ย่อหน้าบทบาทในตลาดโลกคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าอื่นเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา

กัมพูชา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2) ขนาดและแนวโน้มการส่งออกยางธรรมชาติ

ทุกตัวเลขในหัวข้อนี้นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001

มูลค่าส่งออก ปี 2567

629.60ล้าน$

ปริมาณ

554,144ตัน

ราคาเฉลี่ยต่อตัน

1,136$

มูลค่าส่งออก (ล้าน$)

ระหว่างปี 2558 ถึง 2567 มูลค่าส่งออกยางธรรมชาติของกัมพูชาเพิ่มขึ้น 183.31% ขณะที่ปริมาณเพิ่มขึ้น 356.39% และราคาต่อตันลดลง 37.92% การเติบโตนี้มาจากปริมาณเป็นหลัก แปลว่าประเทศนี้ขยายกำลังผลิตหรือขยายพื้นที่ปลูกได้จริง มิใช่ได้อานิสงส์จากราคาตลาดโลกที่สูงขึ้นเฉย ๆ อุปทานที่เพิ่มขึ้นในลักษณะนี้กดดันราคาที่เกษตรกรไทยได้รับโดยตรง เพราะเป็นการเพิ่มของยางในตลาดโลกที่ไม่หายไปเมื่อราคาลง

ปี (พ.ศ.)มูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)ราคาต่อตัน ($)
2558222.23121,4181,830
2559267.47151,5941,764
2560234.92159,4001,474
2561234.66153,3961,530
2562254.19231,8971,096
2563499.73431,8211,157
2564744.32370,5782,009
2565724.65392,1071,848
2566956.15504,8841,894
2567629.60554,1441,136

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา

กัมพูชา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3) เทียบกับไทยโดยตรง

นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001 — คนละขอบเขตกับตารางหมวด 40 ในหัวข้อ 5

ประเทศมูลค่าส่งออก (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)ราคาต่อตัน ($)
ประเทศไทย5,139.982,782,7441,847
กัมพูชา629.60554,1441,136
ส่วนต่าง12.2% ของไทย19.9% ของไทย38.5%

ในปี 2567 กัมพูชาขายยางธรรมชาติได้เฉลี่ยตันละ 1,136 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับไทยที่ตันละ 1,847 ดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือถูกกว่าไทย 38.5% ส่วนต่างระดับนี้มิได้อธิบายด้วยค่าขนส่งหรือค่าเงินเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนความต่างของชนิดและเกรดสินค้าที่ขาย เช่น ยางก้อนถ้วยและยางแท่งเกรดล่างเทียบกับยางแผ่นรมควันและยางแท่งที่ควบคุมคุณสมบัติ ข้อสรุปที่ตามมาคือทั้งสองประเทศมิได้แย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกันทั้งหมด ไทยแข่งในกลุ่มที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความสม่ำเสมอ ส่วนประเทศนี้แข่งในกลุ่มที่ผู้ซื้อรับความผันแปรของวัตถุดิบได้ ในด้านขนาด มูลค่าส่งออกของประเทศนี้คิดเป็น 12.2% ของไทย ซึ่งยังไม่ใหญ่พอจะขยับราคาตลาดโลกได้ด้วยตัวเอง แต่มีน้ำหนักในตลาดปลายทางเฉพาะแห่ง

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา

กัมพูชา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4) ตลาดปลายทางและการทับซ้อนกับไทย

ปลายทางมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วนราคา ($/ตัน)ไทยขายในตลาดนี้ (ล้าน$)ราคาเทียบไทย
เวียดนาม521.8482.88%1,058132.5438.6%
สิงคโปร์42.526.75%1,666
เกาหลีใต้23.953.80%1,768213.630.1%
อินเดีย12.872.04%2,332218.60+17.0%
มาเลเซีย7.551.20%1,337673.3430.6%
จีน5.170.82%1,7821,461.58+9.7%
ญี่ปุ่น4.130.66%2,262505.25+8.6%
สเปน4.090.65%1,986121.14+0.3%
สหรัฐอเมริกา3.420.54%2,513571.70+16.0%
สาธารณรัฐเช็ก1.640.26%1,75434.93
ลักเซมเบิร์ก0.690.11%1,6246.80
S19ไม่ระบุประเทศปลายทาง (รหัส S19)0.550.09%1,09050.33

แถวที่เน้นคือตลาดที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย · ช่อง "ไทยขายในตลาดนี้" อ่านจากตารางปลายทางของไทยเองซึ่งเก็บไว้สี่สิบแห่ง ครอบคลุมราวร้อยละเก้าสิบเก้าของมูลค่าส่งออกจริงของไทย · ส่วนช่อง "ราคาเทียบไทย" ต้องใช้ปริมาณจึงคำนวณได้เฉพาะสิบสองตลาดใหญ่ที่สุดของไทย ช่องที่แสดง — ในคอลัมน์นี้จึงหมายถึงยังไม่มีข้อมูลปริมาณของไทยในตลาดนั้น มิใช่ไทยไม่ได้ขาย

ปลายทางที่กัมพูชาส่งยางธรรมชาติไปมากที่สุดในปี 2567 คือเวียดนาม มูลค่า 521.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 82.88% ของยอดส่งออกทั้งหมด ในบรรดาปลายทางที่ปรากฏในตาราง มี 11 แห่งที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย คิดเป็นมูลค่า 585.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 93.1% ของยอดส่งออกของประเทศนี้ สัดส่วนระดับนี้หมายความว่าทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวด้านราคาหรือปริมาณของประเทศนี้จึงส่งผลถึงคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง มิใช่การแข่งขันที่อยู่คนละตลาด ในตลาดที่ทับซ้อนกันและมีน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งในร้อยของยอดส่งออกขึ้นไป ประเทศนี้ขายได้ราคาต่ำกว่าไทยใน 3 แห่ง โดยตลาดที่ส่วนต่างกว้างที่สุดคือเวียดนาม ต่ำกว่าไทย 38.6% ซึ่งเป็นจุดที่ไทยเสี่ยงถูกแทนที่มากที่สุดหากผู้ซื้อในตลาดนั้นให้น้ำหนักกับต้นทุน

เมื่อเทียบกับปี 2558 ปลายทางที่กัมพูชาขยายได้มากที่สุดคือเวียดนาม จาก 151.07 เป็น 521.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+245.4%) ส่วนปลายทางที่หดมากที่สุดคือมาเลเซีย จาก 25.26 เป็น 7.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (−70.1%) ทิศทางที่ต่างกันของสองปลายทางนี้บอกว่าการเติบโตของประเทศนี้มิได้กระจายทุกตลาดเท่ากัน แต่กระจุกอยู่ที่ลูกค้าบางราย ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งในระยะสั้นและความเปราะบางในระยะยาว เพราะพึ่งพาผู้ซื้อจำนวนน้อย

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรก ครอบคลุม 99.8% ของมูลค่าส่งออกจริง

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา

กัมพูชา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) แข่งกับไทยที่ชั้นไหนของห่วงโซ่

กลุ่มสินค้า (ทั้งหมวด 40)กัมพูชา (ล้าน$)สัดส่วนไทย (ล้าน$)สัดส่วน
วัตถุดิบยางธรรมชาติ629.9140.3%5,513.3327.4%
ยางล้อ863.3255.2%7,995.6539.8%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น69.584.5%6,579.9132.8%

เมื่อวางโครงสร้างสินค้าส่งออกทั้งหมวด 40 ของสองประเทศเทียบกันในปี 2567 กัมพูชามีวัตถุดิบ 40.3% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 59.7% ส่วนไทยมีวัตถุดิบ 27.4% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 72.6% ไทยยังมีสัดส่วนสินค้าปลายน้ำสูงกว่าประเทศนี้ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ทำให้มูลค่าส่งออกของไทยไม่ผูกกับราคายางดิบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบนี้จะแคบลงหากประเทศนี้ดึงการลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปเข้าไปได้ต่อเนื่อง จึงเป็นตัวชี้วัดที่ควรติดตามเป็นรายปี

5.1 โครงสร้างเปลี่ยนไปหรือไม่ ปี 2563–2567

วัตถุดิบ (%)ยางล้อและผลิตภัณฑ์ (%)

สัดส่วนสินค้าปลายน้ำของกัมพูชาเคลื่อนจาก 4.6% ในปี 2563 เป็น 59.7% ในปี 2567 คือเพิ่มขึ้น 55.1 จุด ซึ่งเป็นการขยับที่ชัดเจนพอจะถือเป็นสัญญาณว่าประเทศนี้กำลังเลื่อนตัวจากผู้ขายวัตถุดิบไปเป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์ การเลื่อนตัวเช่นนี้มักตามหลังการลงทุนตั้งโรงงานจากต่างประเทศ และเมื่อเริ่มแล้วมักไม่ย้อนกลับ จึงควรถือเป็นการเปลี่ยนแปลงถาวรจนกว่าจะมีหลักฐานตรงกันข้าม

5.2 พิกัดที่กัมพูชาส่งออกมากที่สุด

พิกัดรหัสมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)4011862.1055.2%
ยางธรรมชาติ4001629.6040.3%
ยางสังเคราะห์400257.893.7%
เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง40156.050.4%
ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์40162.950.2%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา

กัมพูชา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 6 เมื่อวัดด้วยมูลค่า

มูลค่า 629.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 554,144 ตัน ในปี 2567 คิดเป็น 12.2% ของขนาดไทย

2

สิบปี มูลค่าโต 183.31% ปริมาณโต 356.39%

การแยกสองด้านนี้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงมาจากด้านปริมาณ คือกำลังผลิตจริงเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปคนละแบบต่อผลกระทบที่มีต่อไทย

3

ราคาต่อตัน 1,136 ดอลลาร์สหรัฐ ถูกกว่าไทย 38.5%

ส่วนต่างกว้างเช่นนี้สะท้อนความต่างของชนิดและเกรดสินค้า มิใช่การตัดราคาสินค้าชนิดเดียวกัน จึงต้องเทียบเป็นรายชนิดก่อนสรุป

4

ตลาดทับซ้อนกับไทย 11 แห่ง คิดเป็น 93.1% ของยอดส่งออก

ทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวของประเทศนี้จึงกระทบคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง

5

โครงสร้างส่งออก วัตถุดิบ 40.3% ปลายน้ำ 59.7%

มิได้เป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ แต่ขึ้นมาแข่งที่ชั้นผลิตภัณฑ์ด้วย ซึ่งเป็นภัยคุกคามคนละระดับกับคู่แข่งวัตถุดิบ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัมพูชา

กัมพูชา

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — คู่แข่งรายนี้มิได้อยู่ชั้นวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่มีฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ยางของตนเองแล้ว การประเมินว่าเป็นเพียงผู้ขายยางดิบจะทำให้มาตรการที่ออกมาไม่ตรงจุด สิ่งที่ควรทำคือติดตามการลงทุนตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์ยางในประเทศนี้เป็นรายปี และรักษาความได้เปรียบของไทยด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และมาตรฐานที่ตลาดปลายทางยอมรับ

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 38.5% ที่คู่แข่งรายนี้ขายได้ต่ำกว่าไทย ไม่ควรตอบด้วยการลดราคาตาม เพราะจะเป็นการย้ายการแข่งขันมาสู่สนามที่ตัดสินด้วยต้นทุนล้วน ๆ สิ่งที่ควรทำคือเฝ้าระวังเป็นรายตลาด โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งเป็นตลาดทับซ้อนที่ส่วนต่างราคากว้างที่สุด และรักษาลูกค้าด้วยความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้และคู่แข่งลอกเลียนได้ยากกว่าราคา

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ได้แก่ ปริมาณเนื้อยางที่กัมพูชาส่งออกรายปี ซึ่งบอกว่ากำลังผลิตขยายจริงหรือไม่ · ส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างประเทศนี้กับไทย ซึ่งบอกว่ายังแข่งคนละเกรดอยู่หรือกำลังขยับเข้ามาเกรดเดียวกัน · และสัดส่วนสินค้าปลายน้ำในมูลค่าส่งออกของประเทศนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด เพราะการขยับจากผู้ขายวัตถุดิบเป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์ใช้เวลาหลายปี และเมื่อเห็นสัญญาณแล้วมักสายเกินกว่าจะตอบสนองได้ทัน

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

ตัวเลขทั้งเล่มมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน ถึงปี 2567 — แหล่งเดียวทั้งเล่ม จึงเทียบข้ามประเทศได้ตรงหน่วย · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรกต่อประเทศต่อปี ครอบคลุม 99.8% ของมูลค่าส่งออกจริงของกัมพูชา · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้