
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–อินโดนีเซีย
ประเทศไทย
อินโดนีเซีย


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
อินโดนีเซีย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ใช้สกุลเงินรูเปียห์ และเป็นสมาชิกอาเซียน โครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการผลิตและส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นด้านหลัก ทั้งพลังงาน แร่ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ในห่วงโซ่อุปทานยางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซียอยู่ในฐานะประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่ง มิใช่ประเทศผู้ซื้อ จึงมีสถานะเป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยในตลาดปลายทางมากกว่าจะเป็นตลาดรับซื้อ ผลผลิตส่วนใหญ่มาจากสวนยางของเกษตรกรรายย่อยบนเกาะสุมาตราและเกาะกาลิมันตัน ขณะที่อุปสงค์ยางภายในประเทศผูกอยู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งกระจุกตัวบนเกาะชวา และแปรผันตามกำลังซื้อของตลาดภายใน การใช้รถจักรยานยนต์ที่แพร่หลาย และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม
อุตสาหกรรมกลางน้ำของอินโดนีเซียมีลักษณะเด่นคือโรงงานแปรรูปยางแท่งที่รับซื้อยางก้อนถ้วยจากเกษตรกรรายย่อยเป็นวัตถุดิบหลัก ผลผลิตจึงเป็นยางแท่งตามมาตรฐานยางแท่งของอินโดนีเซียเป็นสัดส่วนสูงสุด ขณะที่ยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้นมีบทบาทจำกัดกว่ามาก อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางภายในประเทศ ได้แก่ ยางล้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยางในยานยนต์ สายพานลำเลียงสำหรับกิจการเหมืองแร่และปาล์มน้ำมัน และรองเท้า โรงงานยางล้อจัดซื้อโดยอิงคุณสมบัติทางเทคนิคของยางแท่ง เช่น ปริมาณสิ่งสกปรก ค่าความอ่อนตัว และความสม่ำเสมอของแต่ละล็อต ภายใต้สัญญาส่งมอบต่อเนื่องมากกว่าการซื้อขายรายเที่ยว ส่วนกลุ่มที่ต้องใช้น้ำยางข้นและยางแผ่นรมควัน เช่น ถุงมือยาง ด้ายยางยืด และผลิตภัณฑ์จุ่ม เป็นกลุ่มที่อาศัยการนำเข้าเสริมเป็นการเฉพาะทาง
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 อินโดนีเซียเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 22 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 4 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 9.26% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 9.16% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 40.0% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ข้อควรระวังประการแรกคือ อินโดนีเซียเป็นประเทศผู้ผลิต มิใช่ตลาดผู้ซื้อ ยอดนำเข้าจากไทยจึงมีฐานเล็กและผันผวนสูง การตีความการเปลี่ยนแปลงเชิงสัดส่วนโดยไม่ดูปริมาณจริงย่อมให้ภาพคลาดเคลื่อน ทั้งการนำเข้าบางส่วนเป็นยางชนิดที่ผลิตได้น้อยในประเทศ มิใช่สัญญาณว่าอุปสงค์ขยายตัว ประการต่อมาคือปัจจัยด้านอุปทาน ทั้งโรคใบร่วงในสวนยาง ต้นยางอายุมาก การปลูกทดแทนที่ต่ำ และแรงจูงใจของเกษตรกรรายย่อยที่จะเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันเมื่อราคายางไม่จูงใจ ล้วนกระทบปริมาณที่จะออกสู่ตลาดโลกและระดับราคาที่ไทยได้รับ ประการสุดท้าย แม้มิได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ยางที่ส่งไปวางจำหน่ายในตลาดดังกล่าวต้องอยู่ใต้ระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งบังคับให้พิสูจน์แหล่งที่มาและพิกัดแปลงปลูก เกณฑ์การแข่งขันจึงขยับจากราคาไปสู่ความสามารถตรวจสอบย้อนกลับ อันเป็นโจทย์ร่วมของประเทศที่มีฐานผลิตจากรายย่อย
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
นำเข้าจากโลก ปี 2567
2,922.74ล้าน$
+13.07%นำเข้าจากไทย
267.62ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 อินโดนีเซียนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 2,922.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.07% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 267.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 9.16%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของอินโดนีเซียจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 1,770.00 เป็น 2,922.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (65.13%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 9.58% ในปี 2563 เป็น 9.16% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2564 ที่ 10.91% และต่ำสุดคือ 2567 ที่ 9.16%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่อินโดนีเซียนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 65.13% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 57.79% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 7.34 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 184.90 | 23.11 | 12.50% |
| ยางล้อและยางใน | 1,168.55 | 101.00 | 8.64% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 1,569.32 | 143.51 | 9.14% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังอินโดนีเซีย มูลค่า 267.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 9.16% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก โกตดิวัวร์ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่อินโดนีเซียนำเข้า (59.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 4
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 147.59 | −7.82% | 13.67 | 9.26% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 37.31 | −2.70% | 9.44 | 25.31% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 1,097.30 | +27.45% | 96.36 | 8.78% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 48.94 | +20.38% | 4.16 | 8.50% |
| 4013 | ยางใน | 22.31 | +32.56% | 0.48 | 2.15% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 774.80 | +16.85% | 53.30 | 6.88% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 6.93 | +12.24% | 0.20 | 2.87% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 1.28 | −56.32% | 0.04 | 2.96% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 4.18 | +34.91% | 0.21 | 4.99% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 24.20 | +26.50% | 11.10 | 45.87% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 39.12 | −2.14% | 2.20 | 5.63% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 159.69 | −7.92% | 14.59 | 9.14% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 120.63 | +5.30% | 6.33 | 5.25% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 28.29 | +7.83% | 10.22 | 36.12% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 36.49 | −0.99% | 12.79 | 35.06% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 368.92 | −2.38% | 32.30 | 8.76% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 4.79 | +3.93% | 0.23 | 4.70% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของอินโดนีเซีย ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 1,097.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 774.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 368.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 45.87%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 12.50% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 8.64% ทั้งที่อินโดนีเซียนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 1,168.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 184.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งอินโดนีเซียนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,097.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 8.78% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของอินโดนีเซียสามอันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ (40.07%) เวียดนาม (22.15%) กานา (11.00%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 4ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | โกตดิวัวร์ | 59.13 | 69,522 | 40.07% |
| 2 | เวียดนาม | 32.69 | 19,265 | 22.15% |
| 3 | กานา | 16.24 | 18,499 | 11.00% |
| 4 | ไทย | 13.67 | 9,835 | 9.26% |
| 5 | ฟิลิปปินส์ | 10.15 | 11,847 | 6.88% |
| 6 | เมียนมา | 5.51 | 3,699 | 3.73% |
| 7 | มาเลเซีย | 4.32 | 2,716 | 2.93% |
| 8 | กินี | 3.60 | 3,952 | 2.44% |
| 9 | ไลบีเรีย | 0.60 | 581 | 0.41% |
| 10 | กัวเตมาลา | 0.40 | 551 | 0.27% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | จีน | 836.48 | 28.62% |
| 2 | ญี่ปุ่น | 738.12 | 25.25% |
| 3 | เกาหลีใต้ | 307.61 | 10.52% |
| 4 | ไทย | 267.62 | 9.16% |
| 5 | สิงคโปร์ | 101.10 | 3.46% |
| 6 | เวียดนาม | 99.86 | 3.42% |
| 7 | สหรัฐอเมริกา | 68.55 | 2.35% |
| 8 | อินเดีย | 67.56 | 2.31% |
| 9 | มาเลเซีย | 66.27 | 2.27% |
| 10 | โกตดิวัวร์ | 59.13 | 2.02% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของอินโดนีเซียคือ กานา อันดับที่ 3 มูลค่า 16.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 4 มูลค่า 13.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 2.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.74 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| โกตดิวัวร์ | 22.80% | 40.07% | +17.27 จุด | 851 |
| เวียดนาม | 20.81% | 22.15% | +1.34 จุด | 1,697 |
| ไทย | 37.37% | 9.26% | −28.11 จุด | 1,390 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของอินโดนีเซียลดลง 28.11 จุด จาก 37.37% เป็น 9.26% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ โกตดิวัวร์ เพิ่มขึ้น 17.27 จุด และเวียดนาม เพิ่มขึ้น 1.34 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ
ในปี 2567 อินโดนีเซียจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,390 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,045 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 33.0% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 851 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 63.3% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่กลับเสียส่วนแบ่งลง บ่งชี้ว่าผู้ซื้อเริ่มให้น้ำหนักกับต้นทุนมากขึ้น และส่วนต่างราคาที่ไทยเคยเรียกได้จากคุณภาพกำลังถูกท้าทาย จึงควรตรวจสอบว่าคุณภาพและเงื่อนไขการส่งมอบยังต่างจากคู่แข่งมากพอที่จะรองรับส่วนต่างราคานี้หรือไม่ อย่างไรก็ดี โกตดิวัวร์เป็นทั้งต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดและรุกคืบเร็วที่สุดในเวลาเดียวกัน หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักการตัดสินใจไปที่ต้นทุนเมื่อใด ส่วนแบ่งที่ไทยถือครองอยู่จะถูกกดดันได้เร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปอินโดนีเซียมูลค่ารวม 8,698.66 ล้านบาท ลดลง 13.00% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 9,998.45 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางสังเคราะห์ | ยางธรรมชาติแปรรูป |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 5,453.19 | 3,998.26 | 515.26 | 886.14 |
| 2564 | 9,868.30 | 6,855.42 | 1,004.04 | 1,886.59 |
| 2565 | 10,474.39 | 7,179.78 | 1,189.58 | 1,842.85 |
| 2566 | 9,307.90 | 7,413.99 | 1,264.64 | 434.05 |
| 2567 | 9,998.45 | 6,981.58 | 1,926.00 | 831.96 |
| 2568 | 8,698.66 | 5,755.54 | 1,963.62 | 675.31 |
| 2569* | 5,784.54 | 3,586.99 | 1,591.53 | 444.00 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปอินโดนีเซีย 7,044 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 675.31 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 95.87 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 8,448 ตัน มูลค่า 831.96 ล้านบาท หรือ 98.48 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 18.83% ปริมาณลดลง 16.62% และราคาต่อหน่วยลดลง 2.65% มูลค่าลดลงจากทั้งสองด้านพร้อมกัน คือขายได้น้อยลงและได้ราคาต่ำลงด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรให้น้ำหนักมากกว่ากรณีที่ลดลงจากด้านใดด้านหนึ่ง เพราะสะท้อนทั้งอุปสงค์ที่อ่อนลงและอำนาจต่อรองที่ลดลงในเวลาเดียวกัน
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 1,571.30 | 43.8% |
| XSBR | ยางสังเคราะห์ | 861.19 | 54.1% |
| ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจากยางแข็ง | ผลิตภัณฑ์ยาง | 684.00 | 19.1% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปอินโดนีเซียมากที่สุดคือ น้ำยางข้น มูลค่า 347.52 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 1,571.30 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 22 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 4 ส่วนแบ่ง 9.26%
ลดลง 28.11 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 8.64%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 1,168.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 40.0%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 65.13% ไทยโต 57.79%
ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 7.34 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,390 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 33.0% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 17.27 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 63.3% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 18.83%
โดยปริมาณลด 16.62% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 95.87 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 12.50% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งอินโดนีเซียนำเข้า 1,168.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 8.64% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 184.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 33.0% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 17.27 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 63.3% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 12.50% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 8.64% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,390 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 33.0% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 17.27 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 16.62% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล