
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–อินเดีย
ประเทศไทย
อินเดีย


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
อินเดีย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย
อินเดีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
อินเดียเป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัวเร็วและมีประชากรมากที่สุดของโลก การขยายตัวของชนชั้นกลางและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทำให้ความต้องการยานพาหนะและยางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อินเดียมีการผลิตยางธรรมชาติภายในประเทศในเขตภาคใต้ แต่ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม จึงต้องนำเข้าส่วนที่ขาด ลักษณะนี้ทำให้อินเดียเป็นตลาดที่มีทั้งผลประโยชน์ของผู้ปลูกในประเทศและความต้องการของโรงงานขัดกันอยู่ในตัว
อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของอินเดียมีการผลิตยางล้อเป็นแกนหลัก โดยเฉพาะยางล้อสำหรับรถบรรทุกและรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นพาหนะหลักของประเทศ ตามด้วยผลิตภัณฑ์ยางสำหรับอุตสาหกรรมและถุงมือยาง การเติบโตของยอดขายยานยนต์ในประเทศจึงส่งผลต่ออุปสงค์ยางโดยตรง และเป็นตลาดที่มีศักยภาพขยายตัวสูงที่สุดแห่งหนึ่งในระยะยาว
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 อินเดียเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 5 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 3 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 21.13% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 14.35% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 5.2% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ปัจจัยที่ควรติดตามคือมาตรการปกป้องผู้ปลูกยางในประเทศ ทั้งอัตราภาษีนำเข้า การกำหนดท่าเรือที่อนุญาตให้นำเข้า และเงื่อนไขการนำเข้าที่ผูกกับการส่งออก มาตรการเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ตามแรงกดดันทางการเมืองภายใน และมีผลต่อปริมาณที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้มากกว่าปัจจัยด้านราคาหรือคุณภาพ
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย
นำเข้าจากโลก ปี 2567
4,442.97ล้าน$
+17.37%นำเข้าจากไทย
637.54ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 อินเดียนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 4,442.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.37% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 637.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 14.35%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของอินเดียจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 2,716.77 เป็น 4,442.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (63.54%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 9.17% ในปี 2563 เป็น 14.35% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2567 ที่ 14.35% และต่ำสุดคือ 2565 ที่ 8.27%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่อินเดียนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 63.54% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 155.95% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 92.41 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 1,437.57 | 367.71 | 25.58% |
| ยางล้อและยางใน | 229.31 | 64.42 | 28.09% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 2,776.09 | 205.41 | 7.40% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย
อินเดีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังอินเดีย มูลค่า 637.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 14.35% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก โกตดิวัวร์ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่อินเดียนำเข้า (242.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 3
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 1,034.72 | +45.75% | 218.60 | 21.13% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 402.85 | +57.81% | 149.11 | 37.01% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 211.26 | −33.00% | 58.19 | 27.54% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 16.31 | −8.11% | 6.23 | 38.17% |
| 4013 | ยางใน | 1.74 | +0.87% | 0.00 | 0.23% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 1,374.93 | +17.72% | 126.38 | 9.19% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 1.09 | +49.59% | 0.01 | 1.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 198.71 | +42.01% | 0.04 | 0.02% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 4.29 | −20.94% | 0.10 | 2.45% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 6.05 | +11.86% | 3.08 | 50.88% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 48.73 | +15.93% | 2.15 | 4.41% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 170.16 | +9.95% | 16.02 | 9.42% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 123.80 | +9.09% | 6.98 | 5.64% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 19.99 | −27.76% | 2.45 | 12.24% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 126.58 | +10.12% | 25.44 | 20.10% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 698.71 | −1.52% | 22.64 | 3.24% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 3.05 | −14.00% | 0.12 | 3.81% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของอินเดีย ได้แก่ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 1,374.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 1,034.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 698.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 50.88%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย
อินเดีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 25.58% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 28.09% ทั้งที่อินเดียนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 229.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 1,437.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) ซึ่งอินเดียนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,374.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 9.19% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของอินเดียสามอันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ (23.40%) เวียดนาม (21.75%) ไทย (21.13%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 3ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | โกตดิวัวร์ | 242.11 | 150,194 | 23.40% |
| 2 | เวียดนาม | 225.08 | 125,719 | 21.75% |
| 3 | ไทย | 218.60 | 109,650 | 21.13% |
| 4 | อินโดนีเซีย | 209.57 | 111,018 | 20.25% |
| 5 | มาเลเซีย | 67.21 | 38,781 | 6.50% |
| 6 | เมียนมา | 19.54 | 11,215 | 1.89% |
| 7 | กัมพูชา | 12.87 | 5,518 | 1.24% |
| 8 | ไลบีเรีย | 7.94 | 4,858 | 0.77% |
| 9 | ไนจีเรีย | 7.81 | 4,736 | 0.75% |
| 10 | กานา | 5.78 | 3,821 | 0.56% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | ไทย | 637.54 | 14.35% |
| 2 | จีน | 416.42 | 9.37% |
| 3 | เกาหลีใต้ | 401.38 | 9.03% |
| 4 | ญี่ปุ่น | 336.43 | 7.57% |
| 5 | มาเลเซีย | 311.20 | 7.00% |
| 6 | สหรัฐอเมริกา | 287.28 | 6.47% |
| 7 | เวียดนาม | 254.48 | 5.73% |
| 8 | โกตดิวัวร์ | 242.46 | 5.46% |
| 9 | อินโดนีเซีย | 241.15 | 5.43% |
| 10 | เยอรมนี | 188.75 | 4.25% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย
อินเดีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของอินเดียคือ เวียดนาม อันดับที่ 2 มูลค่า 225.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 3 มูลค่า 218.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 6.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.62 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| โกตดิวัวร์ | 9.34% | 23.40% | +14.06 จุด | 1,612 |
| เวียดนาม | 16.72% | 21.75% | +5.03 จุด | 1,790 |
| ไทย | 11.66% | 21.13% | +9.47 จุด | 1,994 |
| อินโดนีเซีย | 37.10% | 20.25% | −16.85 จุด | 1,888 |
| มาเลเซีย | 8.45% | 6.50% | −1.95 จุด | 1,733 |
| เมียนมา | 2.04% | 1.89% | −0.15 จุด | 1,743 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของอินเดียเพิ่มขึ้น 9.47 จุด จาก 11.66% เป็น 21.13% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 16.85 จุด และมาเลเซีย ลดลง 1.95 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 18.95 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 28.56 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 14.06 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 อินเดียจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,994 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,798 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 10.9% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,612 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 23.7% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้ อย่างไรก็ดี โกตดิวัวร์เป็นทั้งต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดและรุกคืบเร็วที่สุดในเวลาเดียวกัน หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักการตัดสินใจไปที่ต้นทุนเมื่อใด ส่วนแบ่งที่ไทยถือครองอยู่จะถูกกดดันได้เร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย
อินเดีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปอินเดียมูลค่ารวม 21,018.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.31% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 20,150.13 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ยางธรรมชาติแปรรูป | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 8,453.60 | 3,354.12 | 4,292.84 | 364.44 |
| 2564 | 14,220.59 | 7,612.02 | 5,368.15 | 616.17 |
| 2565 | 14,845.19 | 8,616.20 | 4,519.96 | 1,020.79 |
| 2566 | 13,872.21 | 7,343.42 | 4,342.74 | 1,453.45 |
| 2567 | 20,150.13 | 11,861.46 | 5,329.86 | 2,291.92 |
| 2568 | 21,018.29 | 11,813.74 | 5,684.36 | 2,665.13 |
| 2569* | 14,059.01 | 8,136.23 | 3,566.33 | 1,857.11 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปอินเดีย 124,392 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 11,813.74 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 94.97 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 156,200 ตัน มูลค่า 11,861.46 ล้านบาท หรือ 75.94 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 0.40% ปริมาณลดลง 20.36% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 25.06% การแยกสองด้านนี้ทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของมูลค่ามาจากด้านราคาเป็นหลัก ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการเลือกมาตรการ เพราะการแก้ปัญหาด้านราคากับด้านปริมาณใช้เครื่องมือคนละชุดกัน
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางคอมปาวด์ | ยางธรรมชาติแปรรูป | 5,175.77 | 63.6% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 1,749.75 | 21.5% |
| XSBR | ยางสังเคราะห์ | 1,315.81 | 70.9% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปอินเดียมากที่สุดคือ ยางคอมปาวด์ มูลค่า 5,175.77 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 1,233.52 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย
อินเดีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 5 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 3 ส่วนแบ่ง 21.13%
เพิ่มขึ้น 9.47 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 28.09%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 229.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 5.2%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 63.54% ไทยโต 155.95%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 92.41 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,994 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 10.9% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 14.06 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 23.7% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 0.40%
โดยปริมาณลด 20.36% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 94.97 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย
อินเดีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 25.58% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งอินเดียนำเข้า 229.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 28.09% มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 10.9% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 14.06 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 23.7% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 25.58% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 28.09% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,994 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10.9% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 14.06 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 20.36% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล