ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ตลาดอินเดีย · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–อินเดีย

ประเทศไทย

ยางพารา

อินเดีย

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย

อินเดีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศอินเดีย

อินเดียเป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัวเร็วและมีประชากรมากที่สุดของโลก การขยายตัวของชนชั้นกลางและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทำให้ความต้องการยานพาหนะและยางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อินเดียมีการผลิตยางธรรมชาติภายในประเทศในเขตภาคใต้ แต่ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม จึงต้องนำเข้าส่วนที่ขาด ลักษณะนี้ทำให้อินเดียเป็นตลาดที่มีทั้งผลประโยชน์ของผู้ปลูกในประเทศและความต้องการของโรงงานขัดกันอยู่ในตัว

อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของอินเดียมีการผลิตยางล้อเป็นแกนหลัก โดยเฉพาะยางล้อสำหรับรถบรรทุกและรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นพาหนะหลักของประเทศ ตามด้วยผลิตภัณฑ์ยางสำหรับอุตสาหกรรมและถุงมือยาง การเติบโตของยอดขายยานยนต์ในประเทศจึงส่งผลต่ออุปสงค์ยางโดยตรง และเป็นตลาดที่มีศักยภาพขยายตัวสูงที่สุดแห่งหนึ่งในระยะยาว

ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 อินเดียเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 5 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 3 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 21.13% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 14.35% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 5.2% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ

ปัจจัยที่ควรติดตามคือมาตรการปกป้องผู้ปลูกยางในประเทศ ทั้งอัตราภาษีนำเข้า การกำหนดท่าเรือที่อนุญาตให้นำเข้า และเงื่อนไขการนำเข้าที่ผูกกับการส่งออก มาตรการเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ตามแรงกดดันทางการเมืองภายใน และมีผลต่อปริมาณที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้มากกว่าปัจจัยด้านราคาหรือคุณภาพ

ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย

2) ภาพรวมการนำเข้ายางและของทำด้วยยาง

นำเข้าจากโลก ปี 2567

4,442.97ล้าน$

+17.37%

นำเข้าจากไทย

637.54ล้าน$

ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้

14.35%

นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย

ในปี 2567 อินเดียนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 4,442.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.37% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 637.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 14.35%

ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของอินเดียจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 2,716.77 เป็น 4,442.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (63.54%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 9.17% ในปี 2563 เป็น 14.35% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2567 ที่ 14.35% และต่ำสุดคือ 2565 ที่ 8.27%

เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่อินเดียนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 63.54% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 155.95% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 92.41 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ

กลุ่มจากโลก (ล้าน$)จากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม1,437.57367.7125.58%
ยางล้อและยางใน229.3164.4228.09%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ2,776.09205.417.40%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย

อินเดีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2.5) มุมมองจากแผนที่การค้า

ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังอินเดีย มูลค่า 637.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 14.35% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้

ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก

การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก โกตดิวัวร์ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่อินเดียนำเข้า (242.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 3

ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย

3) นำเข้าแยกรายพิกัด

พิกัดรายการนำเข้าจากโลก (ล้าน$)%เทียบปีก่อนนำเข้าจากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม
4001ยางธรรมชาติ1,034.72+45.75%218.6021.13%
4005ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์402.85+57.81%149.1137.01%
ยางล้อและยางใน
4011ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)211.26−33.00%58.1927.54%
4012ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว16.31−8.11%6.2338.17%
4013ยางใน1.74+0.87%0.000.23%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ
4002ยางสังเคราะห์1,374.93+17.72%126.389.19%
4003ยางรีเคลม1.09+49.59%0.011.00%
4004เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้198.71+42.01%0.040.02%
4006ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์4.29−20.94%0.102.45%
4007เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์6.05+11.86%3.0850.88%
4008แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์48.73+15.93%2.154.41%
4009หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์170.16+9.95%16.029.42%
4010สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง123.80+9.09%6.985.64%
4014ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง19.99−27.76%2.4512.24%
4015เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง126.58+10.12%25.4420.10%
4016ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์698.71−1.52%22.643.24%
4017ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง3.05−14.00%0.123.81%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของอินเดีย ได้แก่ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 1,374.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 1,034.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 698.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 50.88%

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย

อินเดีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3.1) การอ่านข้อมูลรายพิกัดเพิ่มเติม

ก) พิกัดที่อินเดียนำเข้ามากที่สุดสามอันดับ

  • ยางสังเคราะห์(4002)1,374.93 ล้าน$(+17.72%)
  • ยางธรรมชาติ(4001)1,034.72 ล้าน$(+45.75%)
  • ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์(4016)698.71 ล้าน$(−1.52%)

ข) พิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสามอันดับ

  • เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์(4007)50.88%
  • ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว(4012)38.17%
  • ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์(4005)37.01%

ค) พิกัดที่มูลค่านำเข้าโตเร็วที่สุด (ตลาดเป้าหมายที่ไทยเจาะได้)

  • ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์(4005)402.85 ล้าน$(+57.81%)
  • ยางธรรมชาติ(4001)1,034.72 ล้าน$(+45.75%)
  • เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้(4004)198.71 ล้าน$(+42.01%)

เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 25.58% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 28.09% ทั้งที่อินเดียนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 229.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 1,437.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) ซึ่งอินเดียนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,374.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 9.19% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย

4) ต้นทางการนำเข้า

ต้นทางยางธรรมชาติหลักของอินเดียสามอันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ (23.40%) เวียดนาม (21.75%) ไทย (21.13%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 3ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้

4.1 ต้นทางยางธรรมชาติ (พิกัด 4001)

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)สัดส่วน
1โกตดิวัวร์242.11150,19423.40%
2เวียดนาม225.08125,71921.75%
3ไทย218.60109,65021.13%
4อินโดนีเซีย209.57111,01820.25%
5มาเลเซีย67.2138,7816.50%
6เมียนมา19.5411,2151.89%
7กัมพูชา12.875,5181.24%
8ไลบีเรีย7.944,8580.77%
9ไนจีเรีย7.814,7360.75%
10กานา5.783,8210.56%

4.2 ต้นทางทั้งหมวด 40

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
1ไทย637.5414.35%
2จีน416.429.37%
3เกาหลีใต้401.389.03%
4ญี่ปุ่น336.437.57%
5มาเลเซีย311.207.00%
6สหรัฐอเมริกา287.286.47%
7เวียดนาม254.485.73%
8โกตดิวัวร์242.465.46%
9อินโดนีเซีย241.155.43%
10เยอรมนี188.754.25%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย

อินเดีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4.3) ไทยเทียบคู่แข่งในตลาดนี้

ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของอินเดียคือ เวียดนาม อันดับที่ 2 มูลค่า 225.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 3 มูลค่า 218.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 6.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.62 จุดของสัดส่วนตลาด

ก) ส่วนแบ่งต้นทางยางธรรมชาติเคลื่อนไหว ปี 2563–2567

ประเทศต้นทาง25632567เปลี่ยนแปลงราคา ($/ตัน)
โกตดิวัวร์9.34%23.40%+14.06 จุด1,612
เวียดนาม16.72%21.75%+5.03 จุด1,790
ไทย11.66%21.13%+9.47 จุด1,994
อินโดนีเซีย37.10%20.25%16.85 จุด1,888
มาเลเซีย8.45%6.50%1.95 จุด1,733
เมียนมา2.04%1.89%0.15 จุด1,743

เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567

ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของอินเดียเพิ่มขึ้น 9.47 จุด จาก 11.66% เป็น 21.13% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 16.85 จุด และมาเลเซีย ลดลง 1.95 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 18.95 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 28.56 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 14.06 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย

ในปี 2567 อินเดียจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,994 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,798 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 10.9% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,612 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 23.7% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้ อย่างไรก็ดี โกตดิวัวร์เป็นทั้งต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดและรุกคืบเร็วที่สุดในเวลาเดียวกัน หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักการตัดสินใจไปที่ต้นทุนเมื่อใด ส่วนแบ่งที่ไทยถือครองอยู่จะถูกกดดันได้เร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย

อินเดีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) การส่งออกของไทยไปอินเดีย

ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปอินเดียมูลค่ารวม 21,018.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.31% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 20,150.13 ล้านบาท

ปีมูลค่ารวม (ล้านบาท)ยางธรรมชาติแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางยางสังเคราะห์
25638,453.603,354.124,292.84364.44
256414,220.597,612.025,368.15616.17
256514,845.198,616.204,519.961,020.79
256613,872.217,343.424,342.741,453.45
256720,150.1311,861.465,329.862,291.92
256821,018.2911,813.745,684.362,665.13
2569*14,059.018,136.233,566.331,857.11

* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปอินเดีย 124,392 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 11,813.74 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 94.97 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 156,200 ตัน มูลค่า 11,861.46 ล้านบาท หรือ 75.94 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 0.40% ปริมาณลดลง 20.36% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 25.06% การแยกสองด้านนี้ทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของมูลค่ามาจากด้านราคาเป็นหลัก ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการเลือกมาตรการ เพราะการแก้ปัญหาด้านราคากับด้านปริมาณใช้เครื่องมือคนละชุดกัน

5.1 ชนิดยางที่ไทยส่งออกมากที่สุด (ปีปฏิทินล่าสุด ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569)

ชนิดยางกลุ่มสินค้ามูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนในกลุ่ม
ยางคอมปาวด์ยางธรรมชาติแปรรูป5,175.7763.6%
ยางแท่งยางธรรมชาติแปรรูป1,749.7521.5%
XSBRยางสังเคราะห์1,315.8170.9%

ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปอินเดียมากที่สุดคือ ยางคอมปาวด์ มูลค่า 5,175.77 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 1,233.52 ล้านบาท

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย

อินเดีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ตลาดขนาดอันดับที่ 5 ของโลก

จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง

2

ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 3 ส่วนแบ่ง 21.13%

เพิ่มขึ้น 9.47 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น

3

ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 28.09%

จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 229.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย

4

มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 5.2%

ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้

5

ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 63.54% ไทยโต 155.95%

ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 92.41 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้

6

ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,994 ดอลลาร์สหรัฐ

สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 10.9% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม

7

คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 14.06 จุด

ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 23.7% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก

8

ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 0.40%

โดยปริมาณลด 20.36% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 94.97 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อินเดีย

อินเดีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 25.58% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งอินเดียนำเข้า 229.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 28.09% มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 10.9% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 14.06 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 23.7% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข

7.1 เส้นทางจากหลักฐานสู่ข้อเสนอแนะ

หลักฐานจากคลังข้อมูลสิ่งที่อนุมานได้สิ่งที่ควรทำ
ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 25.58% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 28.09%ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่นผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ
ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,994 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10.9%ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุดรักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ
โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 14.06 จุดในห้าปีโครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุดติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี
ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 20.36% ในปี 2568คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุดใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน

คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้