
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–อิตาลี
ประเทศไทย
อิตาลี


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
อิตาลี

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อิตาลี
อิตาลี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
อิตาลีเป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของสหภาพยุโรปที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก โครงสร้างการผลิตกระจุกตัวอยู่ทางตอนเหนือของประเทศในเขตลอมบาร์ดีและปีเยมอนเต ซึ่งเป็นฐานของอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักรกล และชิ้นส่วนโลหะ ลักษณะเด่นของภาคการผลิตอิตาลีคือการรวมกลุ่มของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมากที่ผลิตชิ้นส่วนป้อนห่วงโซ่อุปทานของยุโรป มิใช่โรงงานขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ความต้องการยางของอิตาลีจึงผูกกับวัฏจักรการผลิตยานยนต์และเครื่องจักรของทั้งภูมิภาค มากกว่าจะผูกกับกำลังซื้อภายในประเทศเพียงลำพัง
อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางมากที่สุดของอิตาลีคือการผลิตยางล้อและชิ้นส่วนยางสำหรับยานยนต์ โดยอิตาลีเป็นที่ตั้งของผู้ผลิตยางล้อระดับโลกและมีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนยางขึ้นรูป ท่อยาง สายพาน และซีลยางที่ป้อนโรงงานประกอบรถยนต์ทั่วยุโรป นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนังซึ่งใช้ยางเป็นวัตถุดิบพื้นรองเท้า ความต้องการยางธรรมชาติของอิตาลีจึงเน้นเกรดที่ให้ความสม่ำเสมอสูงและมีมาตรฐานทางเทคนิครองรับ เพราะผู้ซื้อเป็นโรงงานที่ต้องควบคุมคุณภาพชิ้นงานอย่างเข้มงวด
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 อิตาลีเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 13 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 1 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 32.27% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 3.19% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 51.7% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ในฐานะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป การนำยางเข้าสู่ตลาดนี้อยู่ภายใต้ระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องแสดงหลักฐานว่าวัตถุดิบมิได้มาจากพื้นที่ที่เปลี่ยนสภาพจากป่า พร้อมพิกัดแปลงปลูกที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เงื่อนไขนี้เปลี่ยนการแข่งขันจากเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว มาเป็นเรื่องความสามารถในการพิสูจน์แหล่งที่มา ซึ่งเป็นด้านที่ไทยมีระบบทะเบียนเกษตรกรและระบบตรวจสอบย้อนกลับรองรับอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค หากผู้ส่งออกไทยเตรียมเอกสารได้ทันตามกรอบเวลาที่สหภาพยุโรปกำหนด
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อิตาลี
นำเข้าจากโลก ปี 2567
5,957.75ล้าน$
−6.25%นำเข้าจากไทย
190.04ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 อิตาลีนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 5,957.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 6.25% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 190.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 3.19%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของอิตาลีจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 4,602.24 เป็น 5,957.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (29.45%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 3.42% ในปี 2563 เป็น 3.19% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2564 ที่ 4.24% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 2.69%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่อิตาลีนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 29.45% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 20.64% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 8.81 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 481.79 | 89.80 | 18.64% |
| ยางล้อและยางใน | 3,080.01 | 63.52 | 2.06% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 2,395.94 | 36.70 | 1.53% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อิตาลี
อิตาลี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังอิตาลี มูลค่า 190.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 3.19% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก ไทย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่อิตาลีนำเข้า (78.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 1
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อิตาลี
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 243.38 | +22.90% | 78.54 | 32.27% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 238.41 | −13.45% | 11.26 | 4.72% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 2,964.66 | −5.71% | 61.61 | 2.08% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 95.87 | −0.94% | 0.08 | 0.09% |
| 4013 | ยางใน | 19.48 | +22.20% | 1.83 | 9.39% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 641.74 | −8.16% | 3.07 | 0.48% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 2.62 | +4.34% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 4.68 | −11.52% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 16.93 | −12.25% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 12.40 | +13.73% | 4.89 | 39.47% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 133.84 | −8.06% | 0.06 | 0.05% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 291.38 | −13.88% | 5.63 | 1.93% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 168.52 | −10.97% | 0.69 | 0.41% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 75.76 | +4.07% | 5.26 | 6.95% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 286.68 | +14.67% | 12.31 | 4.29% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 749.48 | −15.72% | 4.79 | 0.64% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 11.91 | +429.14% | 0.00 | 0.00% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของอิตาลี ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 2,964.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 749.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 641.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 39.47%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อิตาลี
อิตาลี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 18.64% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 2.06% ทั้งที่อิตาลีนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 3,080.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 481.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งอิตาลีนำเข้าจากโลกมูลค่า 2,964.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.08% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อิตาลี
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของอิตาลีสามอันดับแรก ได้แก่ ไทย (32.27%) โกตดิวัวร์ (17.19%) เวียดนาม (9.53%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 1ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ไทย | 78.54 | 38,202 | 32.27% |
| 2 | โกตดิวัวร์ | 41.84 | 25,715 | 17.19% |
| 3 | เวียดนาม | 23.20 | 12,483 | 9.53% |
| 4 | อินโดนีเซีย | 22.32 | 11,121 | 9.17% |
| 5 | ฝรั่งเศส | 13.98 | 5,644 | 5.74% |
| 6 | มาเลเซีย | 10.78 | 5,736 | 4.43% |
| 7 | ฮังการี | 10.30 | 4,548 | 4.23% |
| 8 | ไนจีเรีย | 9.66 | 5,280 | 3.97% |
| 9 | กานา | 7.64 | 3,769 | 3.14% |
| 10 | สเปน | 6.03 | 3,204 | 2.48% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | เยอรมนี | 860.25 | 14.44% |
| 2 | จีน | 657.79 | 11.04% |
| 3 | ฝรั่งเศส | 462.21 | 7.76% |
| 4 | สเปน | 386.43 | 6.49% |
| 5 | สาธารณรัฐเช็ก | 310.54 | 5.21% |
| 6 | โรมาเนีย | 283.22 | 4.75% |
| 7 | เนเธอร์แลนด์ | 273.28 | 4.59% |
| 8 | โปแลนด์ | 267.12 | 4.48% |
| 9 | เบลเยียม | 250.61 | 4.21% |
| 10 | ตุรกี | 217.40 | 3.65% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อิตาลี
อิตาลี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของอิตาลีคือ โกตดิวัวร์ อันดับที่ 2 มูลค่า 41.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 1 มูลค่า 78.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 36.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 15.08 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| ไทย | 28.64% | 32.27% | +3.63 จุด | 2,056 |
| โกตดิวัวร์ | 12.36% | 17.19% | +4.83 จุด | 1,627 |
| เวียดนาม | 7.76% | 9.53% | +1.77 จุด | 1,858 |
| อินโดนีเซีย | 16.00% | 9.17% | −6.83 จุด | 2,007 |
| ฝรั่งเศส | 9.66% | 5.74% | −3.92 จุด | 2,477 |
| มาเลเซีย | 5.97% | 4.43% | −1.54 จุด | 1,879 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของอิตาลีเพิ่มขึ้น 3.63 จุด จาก 28.64% เป็น 32.27% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 6.83 จุด และฝรั่งเศส ลดลง 3.92 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 12.29 จุด ซึ่งมากพอที่จะอธิบายทั้งส่วนที่ไทยได้เพิ่มและส่วนที่ต้นทางอื่นได้เพิ่มรวม 10.23 จุด กล่าวได้ว่าการรุกคืบของไทยในตลาดนี้เป็นการช่วงชิงจากคู่แข่งเดิม มิใช่การเติบโตไปพร้อมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.83 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 อิตาลีจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,056 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,952 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 5.3% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,627 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 26.4% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้ อย่างไรก็ดี โกตดิวัวร์เป็นทั้งต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดและรุกคืบเร็วที่สุดในเวลาเดียวกัน หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักการตัดสินใจไปที่ต้นทุนเมื่อใด ส่วนแบ่งที่ไทยถือครองอยู่จะถูกกดดันได้เร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อิตาลี
อิตาลี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปอิตาลีมูลค่ารวม 7,136.91 ล้านบาท ลดลง 1.38% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 7,236.93 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | รองเท้าที่ทำด้วยยาง |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 4,914.82 | 2,835.40 | 1,880.90 | 123.38 |
| 2564 | 7,196.98 | 3,866.50 | 2,899.05 | 301.93 |
| 2565 | 7,144.95 | 4,150.31 | 2,501.42 | 410.92 |
| 2566 | 5,836.31 | 3,363.53 | 2,134.44 | 214.19 |
| 2567 | 7,236.93 | 3,528.94 | 3,291.22 | 332.64 |
| 2568 | 7,136.91 | 3,725.35 | 2,982.98 | 358.59 |
| 2569* | 5,143.17 | 2,854.30 | 2,049.93 | 201.49 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปอิตาลี 35,461 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 2,982.98 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 84.12 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 44,169 ตัน มูลค่า 3,291.22 ล้านบาท หรือ 74.52 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 9.37% ปริมาณลดลง 19.72% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 12.88% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 2,026.63 | 71.0% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 1,084.32 | 52.9% |
| ยางแผ่นรมควัน | ยางธรรมชาติแปรรูป | 647.68 | 31.6% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปอิตาลีมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 1,084.32 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 2,026.63 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อิตาลี
อิตาลี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 13 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 1 ส่วนแบ่ง 32.27%
เพิ่มขึ้น 3.63 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 2.06%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 3,080.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 51.7%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 29.45% ไทยโต 20.64%
ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 8.82 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง ขณะที่ส่วนแบ่งในพิกัด 4001 เคลื่อนไหวไปคนละทาง ความต่างนี้เกิดที่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป มิใช่ที่วัตถุดิบ
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,056 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 5.3% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 4.83 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 26.4% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 9.37%
โดยปริมาณลด 19.72% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 84.12 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–อิตาลี
อิตาลี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 18.64% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งอิตาลีนำเข้า 3,080.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.06% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 481.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 5.3% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.83 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 26.4% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 18.64% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 2.06% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,056 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5.3% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 4.83 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 19.72% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล