
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ญี่ปุ่น
ประเทศไทย
ญี่ปุ่น


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
ญี่ปุ่น

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ญี่ปุ่นเป็นระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วและพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบเกือบทั้งหมด เนื่องจากไม่มีการผลิตยางธรรมชาติภายในประเทศ ความต้องการยางของญี่ปุ่นจึงเป็นอุปสงค์ที่แน่นอนและต่อเนื่อง แต่มีข้อจำกัดด้านการเติบโตจากโครงสร้างประชากรที่ลดลงและตลาดยานยนต์ในประเทศที่อิ่มตัว การเติบโตของอุปสงค์จึงมาจากการผลิตเพื่อส่งออกมากกว่าการบริโภคภายใน
ญี่ปุ่นเป็นที่ตั้งของผู้ผลิตยางล้อระดับโลกหลายราย ซึ่งเป็นผู้ใช้ยางธรรมชาติหลักของประเทศ นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยางทางเทคนิคสำหรับยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ผู้ซื้อญี่ปุ่นมีชื่อเรื่องข้อกำหนดคุณภาพที่เข้มงวดที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก และนิยมทำสัญญาซื้อขายระยะยาวกับผู้ขายที่ผ่านการตรวจรับรองโรงงาน การเข้าตลาดนี้จึงใช้เวลานาน แต่เมื่อเข้าได้แล้วความสัมพันธ์มีเสถียรภาพสูง
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 ญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 4 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 42.19% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 22.38% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 28.1% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ปัจจัยที่ควรติดตามคือการย้ายฐานการผลิตยางล้อของผู้ผลิตญี่ปุ่นไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งจะทำให้การนำเข้ายางเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นลดลง แต่ความต้องการยางของบริษัทญี่ปุ่นโดยรวมมิได้ลดลง เพียงแต่เปลี่ยนจุดส่งมอบไปยังโรงงานในต่างประเทศ การประเมินตลาดญี่ปุ่นจึงควรมองที่ความต้องการของกลุ่มบริษัท มิใช่ดูเฉพาะตัวเลขนำเข้าที่ชายแดนญี่ปุ่น
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น
นำเข้าจากโลก ปี 2567
4,658.09ล้าน$
+2.99%นำเข้าจากไทย
1,042.61ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 ญี่ปุ่นนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 4,658.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.99% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 1,042.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 22.38%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของญี่ปุ่นจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 4,293.41 เป็น 4,658.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8.49%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 18.28% ในปี 2563 เป็น 22.38% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2567 ที่ 22.38% และต่ำสุดคือ 2563 ที่ 18.28%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ญี่ปุ่นนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 8.49% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 32.82% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 24.33 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 1,243.24 | 509.14 | 40.95% |
| ยางล้อและยางใน | 1,307.24 | 243.47 | 18.62% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 2,107.59 | 290.00 | 13.76% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังญี่ปุ่น มูลค่า 1,042.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 22.38% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ญี่ปุ่นนำเข้า (628.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 1,197.53 | +28.83% | 505.25 | 42.19% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 45.71 | −0.41% | 3.89 | 8.52% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 1,246.66 | −5.82% | 235.10 | 18.86% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 35.19 | −45.12% | 7.67 | 21.80% |
| 4013 | ยางใน | 25.39 | −6.32% | 0.70 | 2.75% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 354.78 | −2.46% | 43.07 | 12.14% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 5.75 | −13.77% | 0.03 | 0.57% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 28.65 | +29.10% | 0.38 | 1.34% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 3.36 | +10.59% | 0.03 | 1.01% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 1.44 | −30.81% | 0.97 | 66.97% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 54.01 | +4.60% | 4.92 | 9.10% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 240.14 | +0.51% | 42.48 | 17.69% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 86.08 | −2.46% | 9.61 | 11.16% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 20.63 | −0.70% | 11.04 | 53.50% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 475.83 | +7.21% | 76.07 | 15.99% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 818.14 | −5.65% | 94.08 | 11.50% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 18.78 | −22.82% | 7.32 | 38.99% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของญี่ปุ่น ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 1,246.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 1,197.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 818.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 66.97%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 40.95% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 18.62% ทั้งที่ญี่ปุ่นนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 1,307.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 1,243.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งญี่ปุ่นนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,246.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 18.86% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของญี่ปุ่นสามอันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย (52.51%) ไทย (42.19%) โกตดิวัวร์ (1.84%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | อินโดนีเซีย | 628.86 | 363,103 | 52.51% |
| 2 | ไทย | 505.25 | 242,713 | 42.19% |
| 3 | โกตดิวัวร์ | 21.98 | 12,031 | 1.84% |
| 4 | เวียดนาม | 20.66 | 10,351 | 1.73% |
| 5 | มาเลเซีย | 6.20 | 2,940 | 0.52% |
| 6 | กัมพูชา | 4.13 | 1,824 | 0.34% |
| 7 | ศรีลังกา | 3.77 | 1,181 | 0.31% |
| 8 | สิงคโปร์ | 3.05 | 1,691 | 0.25% |
| 9 | เมียนมา | 2.80 | 1,560 | 0.23% |
| 10 | เม็กซิโก | 0.31 | 18 | 0.03% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | จีน | 1,047.54 | 22.49% |
| 2 | ไทย | 1,042.61 | 22.38% |
| 3 | อินโดนีเซีย | 784.32 | 16.84% |
| 4 | มาเลเซีย | 279.67 | 6.00% |
| 5 | เวียดนาม | 262.88 | 5.64% |
| 6 | เกาหลีใต้ | 226.43 | 4.86% |
| 7 | สหรัฐอเมริกา | 187.22 | 4.02% |
| 8 | ไม่ระบุประเทศต้นทาง (รหัส S19) | 172.84 | 3.71% |
| 9 | เยอรมนี | 89.98 | 1.93% |
| 10 | ฟิลิปปินส์ | 86.72 | 1.86% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของญี่ปุ่นคือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 1 มูลค่า 628.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 505.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 123.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 10.32 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| อินโดนีเซีย | 65.01% | 52.51% | −12.50 จุด | 1,732 |
| ไทย | 30.66% | 42.19% | +11.53 จุด | 2,082 |
| เวียดนาม | 1.86% | 1.73% | −0.13 จุด | 1,996 |
| มาเลเซีย | 0.63% | 0.52% | −0.11 จุด | 2,110 |
| กัมพูชา | 0.02% | 0.34% | +0.32 จุด | 2,262 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 11.53 จุด จาก 30.66% เป็น 42.19% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 12.50 จุด และเวียดนาม ลดลง 0.13 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 12.74 จุด ซึ่งมากพอที่จะอธิบายทั้งส่วนที่ไทยได้เพิ่มและส่วนที่ต้นทางอื่นได้เพิ่มรวม 11.85 จุด กล่าวได้ว่าการรุกคืบของไทยในตลาดนี้เป็นการช่วงชิงจากคู่แข่งเดิม มิใช่การเติบโตไปพร้อมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือกัมพูชา ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.32 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 ญี่ปุ่นจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,082 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,878 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 10.9% และสูงกว่าอินโดนีเซียซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,732 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 20.2% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปญี่ปุ่นมูลค่ารวม 38,179.47 ล้านบาท ลดลง 0.92% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 38,533.73 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ยางธรรมชาติแปรรูป | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 24,485.78 | 8,261.14 | 15,227.69 | 893.03 |
| 2564 | 31,534.07 | 13,473.10 | 16,667.28 | 1,246.88 |
| 2565 | 33,928.83 | 14,774.30 | 17,628.47 | 1,364.11 |
| 2566 | 30,188.84 | 11,307.47 | 17,551.06 | 1,176.12 |
| 2567 | 38,533.73 | 19,722.67 | 17,245.34 | 1,429.48 |
| 2568 | 38,179.47 | 18,530.15 | 18,109.76 | 1,427.04 |
| 2569* | 23,295.56 | 10,312.74 | 11,951.58 | 966.28 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปญี่ปุ่น 248,057 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 18,530.15 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 74.70 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 252,760 ตัน มูลค่า 19,722.67 ล้านบาท หรือ 78.03 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 6.05% ปริมาณลดลง 1.86% และราคาต่อหน่วยลดลง 4.27% มูลค่าลดลงจากทั้งสองด้านพร้อมกัน คือขายได้น้อยลงและได้ราคาต่ำลงด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรให้น้ำหนักมากกว่ากรณีที่ลดลงจากด้านใดด้านหนึ่ง เพราะสะท้อนทั้งอุปสงค์ที่อ่อนลงและอำนาจต่อรองที่ลดลงในเวลาเดียวกัน
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 6,113.73 | 51.2% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 5,706.72 | 55.3% |
| ยางแผ่นรมควัน | ยางธรรมชาติแปรรูป | 4,391.66 | 42.6% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 5,706.72 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 6,113.73 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 4 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 42.19%
เพิ่มขึ้น 11.53 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 18.62%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 1,307.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 28.1%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 8.49% ไทยโต 32.82%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 24.33 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,082 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 10.9% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือกัมพูชา เพิ่ม 0.32 จุด
จึงเป็นต้นทางที่ควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 6.05%
โดยปริมาณลด 1.86% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 74.70 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านราคา
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 40.95% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งญี่ปุ่นนำเข้า 1,307.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 18.62% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 1,243.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 10.9% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของกัมพูชา ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.32 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 20.2% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 40.95% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 18.62% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,082 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10.9% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| กัมพูชาเพิ่มส่วนแบ่ง 0.32 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 1.86% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล