ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ตลาดญี่ปุ่น · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ญี่ปุ่น

ประเทศไทย

ยางพารา

ญี่ปุ่น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วและพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบเกือบทั้งหมด เนื่องจากไม่มีการผลิตยางธรรมชาติภายในประเทศ ความต้องการยางของญี่ปุ่นจึงเป็นอุปสงค์ที่แน่นอนและต่อเนื่อง แต่มีข้อจำกัดด้านการเติบโตจากโครงสร้างประชากรที่ลดลงและตลาดยานยนต์ในประเทศที่อิ่มตัว การเติบโตของอุปสงค์จึงมาจากการผลิตเพื่อส่งออกมากกว่าการบริโภคภายใน

ญี่ปุ่นเป็นที่ตั้งของผู้ผลิตยางล้อระดับโลกหลายราย ซึ่งเป็นผู้ใช้ยางธรรมชาติหลักของประเทศ นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยางทางเทคนิคสำหรับยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ผู้ซื้อญี่ปุ่นมีชื่อเรื่องข้อกำหนดคุณภาพที่เข้มงวดที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก และนิยมทำสัญญาซื้อขายระยะยาวกับผู้ขายที่ผ่านการตรวจรับรองโรงงาน การเข้าตลาดนี้จึงใช้เวลานาน แต่เมื่อเข้าได้แล้วความสัมพันธ์มีเสถียรภาพสูง

ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 ญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 4 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 42.19% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 22.38% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 28.1% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ

ปัจจัยที่ควรติดตามคือการย้ายฐานการผลิตยางล้อของผู้ผลิตญี่ปุ่นไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งจะทำให้การนำเข้ายางเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นลดลง แต่ความต้องการยางของบริษัทญี่ปุ่นโดยรวมมิได้ลดลง เพียงแต่เปลี่ยนจุดส่งมอบไปยังโรงงานในต่างประเทศ การประเมินตลาดญี่ปุ่นจึงควรมองที่ความต้องการของกลุ่มบริษัท มิใช่ดูเฉพาะตัวเลขนำเข้าที่ชายแดนญี่ปุ่น

ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น

2) ภาพรวมการนำเข้ายางและของทำด้วยยาง

นำเข้าจากโลก ปี 2567

4,658.09ล้าน$

+2.99%

นำเข้าจากไทย

1,042.61ล้าน$

ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้

22.38%

นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย

ในปี 2567 ญี่ปุ่นนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 4,658.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.99% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 1,042.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 22.38%

ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของญี่ปุ่นจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 4,293.41 เป็น 4,658.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8.49%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 18.28% ในปี 2563 เป็น 22.38% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2567 ที่ 22.38% และต่ำสุดคือ 2563 ที่ 18.28%

เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ญี่ปุ่นนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 8.49% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 32.82% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 24.33 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ

กลุ่มจากโลก (ล้าน$)จากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม1,243.24509.1440.95%
ยางล้อและยางใน1,307.24243.4718.62%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ2,107.59290.0013.76%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2.5) มุมมองจากแผนที่การค้า

ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังญี่ปุ่น มูลค่า 1,042.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 22.38% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้

ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก

การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ญี่ปุ่นนำเข้า (628.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2

ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น

3) นำเข้าแยกรายพิกัด

พิกัดรายการนำเข้าจากโลก (ล้าน$)%เทียบปีก่อนนำเข้าจากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม
4001ยางธรรมชาติ1,197.53+28.83%505.2542.19%
4005ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์45.71−0.41%3.898.52%
ยางล้อและยางใน
4011ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)1,246.66−5.82%235.1018.86%
4012ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว35.19−45.12%7.6721.80%
4013ยางใน25.39−6.32%0.702.75%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ
4002ยางสังเคราะห์354.78−2.46%43.0712.14%
4003ยางรีเคลม5.75−13.77%0.030.57%
4004เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้28.65+29.10%0.381.34%
4006ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์3.36+10.59%0.031.01%
4007เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์1.44−30.81%0.9766.97%
4008แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์54.01+4.60%4.929.10%
4009หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์240.14+0.51%42.4817.69%
4010สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง86.08−2.46%9.6111.16%
4014ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง20.63−0.70%11.0453.50%
4015เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง475.83+7.21%76.0715.99%
4016ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์818.14−5.65%94.0811.50%
4017ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง18.78−22.82%7.3238.99%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของญี่ปุ่น ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 1,246.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 1,197.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 818.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 66.97%

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3.1) การอ่านข้อมูลรายพิกัดเพิ่มเติม

ก) พิกัดที่ญี่ปุ่นนำเข้ามากที่สุดสามอันดับ

  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)1,246.66 ล้าน$(−5.82%)
  • ยางธรรมชาติ(4001)1,197.53 ล้าน$(+28.83%)
  • ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์(4016)818.14 ล้าน$(−5.65%)

ข) พิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสามอันดับ

  • เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์(4007)66.97%
  • ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง(4014)53.50%
  • ยางธรรมชาติ(4001)42.19%

ค) พิกัดที่มูลค่านำเข้าโตเร็วที่สุด (ตลาดเป้าหมายที่ไทยเจาะได้)

  • เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้(4004)28.65 ล้าน$(+29.10%)
  • ยางธรรมชาติ(4001)1,197.53 ล้าน$(+28.83%)
  • เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง(4015)475.83 ล้าน$(+7.21%)

เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 40.95% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 18.62% ทั้งที่ญี่ปุ่นนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 1,307.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 1,243.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งญี่ปุ่นนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,246.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 18.86% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น

4) ต้นทางการนำเข้า

ต้นทางยางธรรมชาติหลักของญี่ปุ่นสามอันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย (52.51%) ไทย (42.19%) โกตดิวัวร์ (1.84%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้

4.1 ต้นทางยางธรรมชาติ (พิกัด 4001)

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)สัดส่วน
1อินโดนีเซีย628.86363,10352.51%
2ไทย505.25242,71342.19%
3โกตดิวัวร์21.9812,0311.84%
4เวียดนาม20.6610,3511.73%
5มาเลเซีย6.202,9400.52%
6กัมพูชา4.131,8240.34%
7ศรีลังกา3.771,1810.31%
8สิงคโปร์3.051,6910.25%
9เมียนมา2.801,5600.23%
10เม็กซิโก0.31180.03%

4.2 ต้นทางทั้งหมวด 40

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
1จีน1,047.5422.49%
2ไทย1,042.6122.38%
3อินโดนีเซีย784.3216.84%
4มาเลเซีย279.676.00%
5เวียดนาม262.885.64%
6เกาหลีใต้226.434.86%
7สหรัฐอเมริกา187.224.02%
8ไม่ระบุประเทศต้นทาง (รหัส S19)172.843.71%
9เยอรมนี89.981.93%
10ฟิลิปปินส์86.721.86%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4.3) ไทยเทียบคู่แข่งในตลาดนี้

ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของญี่ปุ่นคือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 1 มูลค่า 628.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 505.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 123.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 10.32 จุดของสัดส่วนตลาด

ก) ส่วนแบ่งต้นทางยางธรรมชาติเคลื่อนไหว ปี 2563–2567

ประเทศต้นทาง25632567เปลี่ยนแปลงราคา ($/ตัน)
อินโดนีเซีย65.01%52.51%12.50 จุด1,732
ไทย30.66%42.19%+11.53 จุด2,082
เวียดนาม1.86%1.73%0.13 จุด1,996
มาเลเซีย0.63%0.52%0.11 จุด2,110
กัมพูชา0.02%0.34%+0.32 จุด2,262

เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567

ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 11.53 จุด จาก 30.66% เป็น 42.19% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 12.50 จุด และเวียดนาม ลดลง 0.13 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 12.74 จุด ซึ่งมากพอที่จะอธิบายทั้งส่วนที่ไทยได้เพิ่มและส่วนที่ต้นทางอื่นได้เพิ่มรวม 11.85 จุด กล่าวได้ว่าการรุกคืบของไทยในตลาดนี้เป็นการช่วงชิงจากคู่แข่งเดิม มิใช่การเติบโตไปพร้อมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือกัมพูชา ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.32 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย

ในปี 2567 ญี่ปุ่นจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,082 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,878 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 10.9% และสูงกว่าอินโดนีเซียซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,732 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 20.2% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) การส่งออกของไทยไปญี่ปุ่น

ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปญี่ปุ่นมูลค่ารวม 38,179.47 ล้านบาท ลดลง 0.92% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 38,533.73 ล้านบาท

ปีมูลค่ารวม (ล้านบาท)ยางธรรมชาติแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางยางสังเคราะห์
256324,485.788,261.1415,227.69893.03
256431,534.0713,473.1016,667.281,246.88
256533,928.8314,774.3017,628.471,364.11
256630,188.8411,307.4717,551.061,176.12
256738,533.7319,722.6717,245.341,429.48
256838,179.4718,530.1518,109.761,427.04
2569*23,295.5610,312.7411,951.58966.28

* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปญี่ปุ่น 248,057 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 18,530.15 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 74.70 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 252,760 ตัน มูลค่า 19,722.67 ล้านบาท หรือ 78.03 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 6.05% ปริมาณลดลง 1.86% และราคาต่อหน่วยลดลง 4.27% มูลค่าลดลงจากทั้งสองด้านพร้อมกัน คือขายได้น้อยลงและได้ราคาต่ำลงด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรให้น้ำหนักมากกว่ากรณีที่ลดลงจากด้านใดด้านหนึ่ง เพราะสะท้อนทั้งอุปสงค์ที่อ่อนลงและอำนาจต่อรองที่ลดลงในเวลาเดียวกัน

5.1 ชนิดยางที่ไทยส่งออกมากที่สุด (ปีปฏิทินล่าสุด ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569)

ชนิดยางกลุ่มสินค้ามูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนในกลุ่ม
ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ผลิตภัณฑ์ยาง6,113.7351.2%
ยางแท่งยางธรรมชาติแปรรูป5,706.7255.3%
ยางแผ่นรมควันยางธรรมชาติแปรรูป4,391.6642.6%

ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 5,706.72 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 6,113.73 ล้านบาท

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ตลาดขนาดอันดับที่ 4 ของโลก

จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง

2

ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 42.19%

เพิ่มขึ้น 11.53 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น

3

ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 18.62%

จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 1,307.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย

4

มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 28.1%

ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้

5

ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 8.49% ไทยโต 32.82%

ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 24.33 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้

6

ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,082 ดอลลาร์สหรัฐ

สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 10.9% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม

7

คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือกัมพูชา เพิ่ม 0.32 จุด

จึงเป็นต้นทางที่ควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป

8

ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 6.05%

โดยปริมาณลด 1.86% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 74.70 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านราคา

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 40.95% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งญี่ปุ่นนำเข้า 1,307.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 18.62% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 1,243.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 10.9% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของกัมพูชา ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.32 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 20.2% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข

7.1 เส้นทางจากหลักฐานสู่ข้อเสนอแนะ

หลักฐานจากคลังข้อมูลสิ่งที่อนุมานได้สิ่งที่ควรทำ
ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 40.95% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 18.62%ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่นผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ
ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,082 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10.9%ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุดรักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ
กัมพูชาเพิ่มส่วนแบ่ง 0.32 จุดในห้าปีโครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุดติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี
ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 1.86% ในปี 2568คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุดใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน

คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้