
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ลิทัวเนีย
ประเทศไทย
ลิทัวเนีย


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
ลิทัวเนีย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลิทัวเนีย
ลิทัวเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ลิทัวเนียเป็นประเทศในภูมิภาคบอลติกที่มีท่าเรือของตนเองและมีฐานอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดในสามประเทศบอลติก เศรษฐกิจขยายตัวจากการรับจ้างผลิตและการเป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำให้ตลาดยุโรปตะวันตก โดยมีอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ พลาสติกและยาง อาหารแปรรูป และชิ้นส่วนยานยนต์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ตั้งบนเส้นทางเชื่อมยุโรปกลางกับภูมิภาคบอลติกทำให้ภาคขนส่งและโลจิสติกส์มีน้ำหนักในระบบเศรษฐกิจสูง
ความต้องการยางธรรมชาติของลิทัวเนียมาจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติกซึ่งผลิตชิ้นส่วนทางเทคนิคป้อนโรงงานในยุโรปตะวันตก ประกอบกับอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และแปรรูปไม้ซึ่งใช้สายพานและลูกกลิ้งยาง และภาคขนส่งสินค้าทางถนนซึ่งเป็นผู้ใช้ยางล้อทดแทนรายใหญ่ของประเทศ รวมถึงความต้องการยางล้อสำหรับฤดูหนาวตามสภาพภูมิอากาศ อุปสงค์ส่วนใหญ่จึงเป็นอุปสงค์สืบเนื่องจากการผลิตเพื่อส่งออก
ลิทัวเนียเป็นหนึ่งในประเทศปลายทางที่คลังข้อมูลติดตามการนำเข้ายาง ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 5 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 3.93% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.08% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 59.5% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
เงื่อนไขที่ต้องติดตามคือระเบียบ EUDR และวัฏจักรของภาคขนส่งสินค้าทางถนนซึ่งอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันและปริมาณการค้าของภูมิภาค อีกเรื่องคือการที่โรงงานส่วนมากรับจ้างผลิตให้ผู้ว่าจ้างในประเทศอื่น การเลือกผู้ขายวัตถุดิบจึงมักถูกกำหนดจากภายนอก และการนำเข้าบางส่วนผ่านผู้ค้าในประเทศสมาชิกอื่น ทำให้สถิติการค้าตรงจากไทยต่ำกว่าปริมาณการใช้จริง
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลิทัวเนีย
นำเข้าจากโลก ปี 2567
471.14ล้าน$
−5.58%นำเข้าจากไทย
9.81ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 ลิทัวเนียนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 471.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 5.58% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 9.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.08%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของลิทัวเนียจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 367.34 เป็น 471.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (28.26%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 1.23% ในปี 2563 เป็น 2.08% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2567 ที่ 2.08% และต่ำสุดคือ 2564 ที่ 1.20%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ลิทัวเนียนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 28.26% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 117.52% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 89.26 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 12.67 | 0.22 | 1.74% |
| ยางล้อและยางใน | 280.39 | 7.14 | 2.55% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 178.09 | 2.44 | 1.37% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลิทัวเนีย
ลิทัวเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังลิทัวเนีย มูลค่า 9.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.08% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก เวียดนาม เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ลิทัวเนียนำเข้า (2.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 5
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลิทัวเนีย
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 5.70 | −15.46% | 0.22 | 3.93% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 6.97 | −20.63% | 0.00 | 0.00% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 265.87 | −1.99% | 7.14 | 2.69% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 12.23 | +24.06% | 0.00 | 0.00% |
| 4013 | ยางใน | 2.29 | −2.06% | 0.00 | 0.00% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 30.76 | −45.74% | 0.00 | 0.00% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 0.20 | +20.61% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 0.09 | −7.14% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 4.71 | −10.23% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 0.81 | +107.20% | 0.41 | 50.87% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 19.19 | −3.89% | 0.01 | 0.04% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 17.10 | +0.95% | 1.70 | 9.95% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 16.96 | −1.00% | 0.00 | 0.00% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 7.75 | +0.69% | 0.01 | 0.12% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 11.71 | +14.33% | 0.30 | 2.57% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 68.52 | +5.47% | 0.01 | 0.01% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 0.29 | −37.85% | 0.00 | 0.00% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของลิทัวเนีย ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 265.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 68.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 30.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 50.87%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลิทัวเนีย
ลิทัวเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 1.74% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 2.55% ทั้งที่ลิทัวเนียนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 280.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 12.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งลิทัวเนียนำเข้าจากโลกมูลค่า 265.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.69% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลิทัวเนีย
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของลิทัวเนียสามอันดับแรก ได้แก่ เวียดนาม (38.57%) เนเธอร์แลนด์ (23.64%) แคเมอรูน (21.25%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 5ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | เวียดนาม | 2.20 | 1,169 | 38.57% |
| 2 | เนเธอร์แลนด์ | 1.35 | 575 | 23.64% |
| 3 | แคเมอรูน | 1.21 | 645 | 21.25% |
| 4 | อินโดนีเซีย | 0.58 | 300 | 10.14% |
| 5 | ไทย | 0.22 | 107 | 3.93% |
| 6 | เยอรมนี | 0.08 | 41 | 1.39% |
| 7 | สวีเดน | 0.01 | 1 | 0.26% |
| 8 | สหรัฐอเมริกา | 0.01 | 0 | 0.25% |
| 9 | เอสโตเนีย | 0.01 | 5 | 0.19% |
| 10 | สเปน | 0.01 | 1 | 0.16% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | โปแลนด์ | 121.42 | 25.77% |
| 2 | ลัตเวีย | 48.49 | 10.29% |
| 3 | เยอรมนี | 48.41 | 10.27% |
| 4 | จีน | 44.98 | 9.55% |
| 5 | เอสโตเนีย | 30.57 | 6.49% |
| 6 | อิตาลี | 16.78 | 3.56% |
| 7 | อินเดีย | 15.26 | 3.24% |
| 8 | สวีเดน | 15.20 | 3.23% |
| 9 | เนเธอร์แลนด์ | 13.71 | 2.91% |
| 10 | เวียดนาม | 11.78 | 2.50% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลิทัวเนีย
ลิทัวเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของลิทัวเนียคือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 4 มูลค่า 0.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 5 มูลค่า 0.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 0.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 6.21 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| เวียดนาม | 94.96% | 38.57% | −56.39 จุด | 1,880 |
| เนเธอร์แลนด์ | 0.03% | 23.64% | +23.61 จุด | 2,343 |
| แคเมอรูน | 0.52% | 21.25% | +20.73 จุด | 1,878 |
| อินโดนีเซีย | 0.26% | 10.14% | +9.88 จุด | 1,927 |
| ไทย | 0.43% | 3.93% | +3.50 จุด | 2,093 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของลิทัวเนียเพิ่มขึ้น 3.50 จุด จาก 0.43% เป็น 3.93% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ เวียดนาม ลดลง 56.39 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 56.39 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 57.72 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 23.61 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 ลิทัวเนียจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,093 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 2,003 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 4.5% และสูงกว่าแคเมอรูนซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,878 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 11.4% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลิทัวเนีย
ลิทัวเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปลิทัวเนียมูลค่ารวม 487.02 ล้านบาท ลดลง 4.60% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 510.48 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป |
|---|---|---|---|
| 2563 | 364.41 | 339.70 | 2.82 |
| 2564 | 304.05 | 246.07 | 20.45 |
| 2565 | 438.82 | 425.47 | 9.95 |
| 2566 | 706.79 | 706.79 | — |
| 2567 | 510.48 | 503.47 | 7.01 |
| 2568 | 487.02 | 482.22 | 4.80 |
| 2569* | 359.46 | 354.78 | 4.68 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปลิทัวเนีย 59 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 4.80 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 81.41 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 107 ตัน มูลค่า 7.01 ล้านบาท หรือ 65.43 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 31.53% ปริมาณลดลง 44.86% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 24.42% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 315.93 | 89.0% |
| ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรม | ผลิตภัณฑ์ยาง | 12.79 | 3.6% |
| หลอด ท่อและท่ออ่อน ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจาก ยางแข็ง มีหรือไม่มีอุปกรณ์ติดตั้ง (เช่น ข้อต่อ ข้องอ แป้นข้อต่อ) | ผลิตภัณฑ์ยาง | 12.75 | 3.6% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปลิทัวเนียมากที่สุดคือ น้ำยางข้น มูลค่า 4.68 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 315.93 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลิทัวเนีย
ลิทัวเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 5 ส่วนแบ่ง 3.93%
เพิ่มขึ้น 3.50 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 2.55%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 280.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 59.5%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 28.26% ไทยโต 117.52%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 89.26 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,093 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 4.5% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือเนเธอร์แลนด์ เพิ่ม 23.61 จุด
จึงเป็นต้นทางที่ควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 31.53%
โดยปริมาณลด 44.86% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 81.41 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลิทัวเนีย
ลิทัวเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 1.74% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งลิทัวเนียนำเข้า 280.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.55% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 12.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 4.5% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 23.61 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับแคเมอรูน ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 11.4% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 1.74% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 2.55% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,093 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 4.5% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| เนเธอร์แลนด์เพิ่มส่วนแบ่ง 23.61 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 44.86% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล