
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ลัตเวีย
ประเทศไทย
ลัตเวีย


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
ลัตเวีย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลัตเวีย
ลัตเวีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ลัตเวียเป็นประเทศในภูมิภาคบอลติกที่มีท่าเรือไม่เป็นน้ำแข็งอยู่หลายแห่ง และมีบทบาทดั้งเดิมเป็นเส้นทางขนถ่ายสินค้าระหว่างยุโรปตะวันตกกับภูมิภาคตะวันออก แม้บทบาทนี้จะลดลงมากตามการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการค้าในช่วงหลัง เศรษฐกิจมีอุตสาหกรรมป่าไม้และแปรรูปไม้เป็นเสาหลัก ประกอบกับการขนส่งและโลจิสติกส์ ส่วนภาคการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมมีขนาดเล็กและกระจายตัว
ความต้องการยางธรรมชาติของลัตเวียมีขนาดเล็ก โดยมาจากอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ซึ่งใช้สายพานลำเลียงและลูกกลิ้งยางในสายการผลิต งานก่อสร้างและงานโครงสร้างพื้นฐานซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์ยางเป็นส่วนประกอบ และตลาดยางล้อทดแทนของกองรถขนส่งสินค้าซึ่งเป็นภาคที่สำคัญของประเทศ รวมถึงยางล้อสำหรับฤดูหนาวตามสภาพภูมิอากาศ ผู้ใช้ปลายทางส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดกลางและเล็ก
ลัตเวียเป็นหนึ่งในประเทศปลายทางที่คลังข้อมูลติดตามการนำเข้ายาง ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 1 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 37.84% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.18% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 65.5% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
เงื่อนไขที่ต้องติดตามคือระเบียบ EUDR ซึ่งบังคับใช้เท่ากันทั้งสหภาพ และการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการค้าผ่านแดนซึ่งกระทบปริมาณสินค้าที่ผ่านท่าเรือของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ อีกเรื่องคือขนาดคำสั่งซื้อที่เล็ก ทำให้การนำเข้ามักผ่านผู้ค้าในประเทศสมาชิกอื่นมากกว่าจะสั่งตรงจากประเทศผู้ผลิต สถิติการค้าตรงกับไทยจึงต่ำกว่าปริมาณยางไทยที่ถูกใช้จริงในประเทศนี้
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลัตเวีย
นำเข้าจากโลก ปี 2567
280.94ล้าน$
−15.16%นำเข้าจากไทย
6.12ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 ลัตเวียนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 280.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 15.16% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 6.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.18%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของลัตเวียจากทั่วโลกลดลงจาก 293.37 เป็น 280.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.24%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 8.10% ในปี 2563 เป็น 2.18% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2563 ที่ 8.10% และต่ำสุดคือ 2567 ที่ 2.18%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ลัตเวียนำเข้าจากทั่วโลกลดลง 4.24% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยลดลง 74.25% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 70.01 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะลดลงก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 6.89 | 2.31 | 33.53% |
| ยางล้อและยางใน | 183.96 | 3.78 | 2.05% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 90.09 | 0.04 | 0.04% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลัตเวีย
ลัตเวีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังลัตเวีย มูลค่า 6.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.18% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก ไทย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ลัตเวียนำเข้า (2.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 1
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลัตเวีย
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 6.09 | −74.36% | 2.31 | 37.84% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 0.80 | −34.37% | 0.00 | 0.13% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 176.22 | −15.17% | 3.78 | 2.14% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 5.72 | −6.65% | 0.00 | 0.00% |
| 4013 | ยางใน | 2.02 | +10.28% | 0.00 | 0.00% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 21.67 | −2.45% | 0.00 | 0.00% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 0.23 | −9.73% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 0.68 | +5.80% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 0.80 | +89.52% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 0.20 | −27.90% | 0.00 | 0.00% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 5.68 | −29.39% | 0.00 | 0.00% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 8.75 | −1.64% | 0.02 | 0.18% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 7.79 | −9.80% | 0.00 | 0.00% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 4.91 | +50.64% | 0.00 | 0.00% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 7.40 | +4.52% | 0.00 | 0.00% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 31.68 | +3.91% | 0.02 | 0.06% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 0.30 | +16.54% | 0.00 | 0.00% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของลัตเวีย ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 176.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 31.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 21.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ที่ 37.84%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลัตเวีย
ลัตเวีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 33.53% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 2.05% ทั้งที่ลัตเวียนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 183.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 6.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งลัตเวียนำเข้าจากโลกมูลค่า 176.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.14% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลัตเวีย
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของลัตเวียสามอันดับแรก ได้แก่ ไทย (37.84%) โกตดิวัวร์ (36.08%) อินโดนีเซีย (15.36%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 1ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ไทย | 2.31 | 1,532 | 37.84% |
| 2 | โกตดิวัวร์ | 2.20 | 3,427 | 36.08% |
| 3 | อินโดนีเซีย | 0.94 | 575 | 15.36% |
| 4 | มาเลเซีย | 0.27 | 181 | 4.42% |
| 5 | เยอรมนี | 0.21 | 101 | 3.53% |
| 6 | เอสโตเนีย | 0.14 | 72 | 2.36% |
| 7 | สาธารณรัฐเช็ก | 0.01 | 2 | 0.15% |
| 8 | ลิทัวเนีย | 0.01 | 0 | 0.10% |
| 9 | นอร์เวย์ | 0.00 | 0 | 0.05% |
| 10 | สวีเดน | 0.00 | 1 | 0.03% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | จีน | 49.65 | 17.67% |
| 2 | โปแลนด์ | 35.86 | 12.77% |
| 3 | เยอรมนี | 28.83 | 10.26% |
| 4 | อินเดีย | 28.24 | 10.05% |
| 5 | ลิทัวเนีย | 19.86 | 7.07% |
| 6 | เอสโตเนีย | 12.66 | 4.51% |
| 7 | เวียดนาม | 11.49 | 4.09% |
| 8 | สวีเดน | 11.25 | 4.00% |
| 9 | ญี่ปุ่น | 8.21 | 2.92% |
| 10 | เกาหลีใต้ | 7.61 | 2.71% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลัตเวีย
ลัตเวีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของลัตเวียคือ โกตดิวัวร์ อันดับที่ 2 มูลค่า 2.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 1 มูลค่า 2.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 0.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.76 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| ไทย | 29.35% | 37.84% | +8.49 จุด | 1,505 |
| โกตดิวัวร์ | 0.70% | 36.08% | +35.38 จุด | 641 |
| อินโดนีเซีย | 68.18% | 15.36% | −52.82 จุด | 1,628 |
| เยอรมนี | 0.19% | 3.53% | +3.34 จุด | 2,129 |
| เอสโตเนีย | 0.10% | 2.36% | +2.26 จุด | 2,000 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของลัตเวียเพิ่มขึ้น 8.49 จุด จาก 29.35% เป็น 37.84% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ลดลง 52.82 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 52.82 จุด ซึ่งมากพอที่จะอธิบายทั้งส่วนที่ไทยได้เพิ่มและส่วนที่ต้นทางอื่นได้เพิ่มรวม 49.47 จุด กล่าวได้ว่าการรุกคืบของไทยในตลาดนี้เป็นการช่วงชิงจากคู่แข่งเดิม มิใช่การเติบโตไปพร้อมกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 35.38 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 ลัตเวียจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,505 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,034 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 45.6% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 641 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 134.8% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่ยังเพิ่มส่วนแบ่งได้ในเวลาเดียวกัน บ่งชี้ว่าผู้ซื้อในตลาดนี้มิได้ตัดสินใจด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอของเกรด ความแน่นอนของการส่งมอบ และเอกสารรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ไทยควรรักษาไว้ และเป็นเหตุผลที่การแข่งขันด้วยการลดราคาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่จำเป็นในตลาดนี้ อย่างไรก็ดี โกตดิวัวร์เป็นทั้งต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดและรุกคืบเร็วที่สุดในเวลาเดียวกัน หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักการตัดสินใจไปที่ต้นทุนเมื่อใด ส่วนแบ่งที่ไทยถือครองอยู่จะถูกกดดันได้เร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลัตเวีย
ลัตเวีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปลัตเวียมูลค่ารวม 205.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.90% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 191.90 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป |
|---|---|---|---|
| 2563 | 753.50 | 264.98 | 488.52 |
| 2564 | 418.20 | 254.73 | 163.47 |
| 2565 | 740.76 | 213.99 | 526.77 |
| 2566 | 385.54 | 176.56 | 197.13 |
| 2567 | 191.90 | 109.44 | 82.46 |
| 2568 | 205.15 | 113.40 | 91.75 |
| 2569* | 93.76 | 93.76 | — |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปลัตเวีย 1,459 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 91.75 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 62.87 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 1,532 ตัน มูลค่า 82.46 ล้านบาท หรือ 53.82 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าเพิ่มขึ้น 11.27% ปริมาณลดลง 4.77% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 16.82% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นในปีนี้จึงมาจากราคาเป็นหลัก มิใช่จากการขายได้มากขึ้น เพราะปริมาณกลับลดลงในเวลาเดียวกัน การเติบโตในลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับระดับราคาตลาดโลกซึ่งอยู่นอกการควบคุมของผู้ส่งออก จึงยังไม่ถือว่าเป็นการขยายตลาดที่มั่นคง
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 93.36 | 99.6% |
| หลอด ท่อและท่ออ่อน ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจาก ยางแข็ง มีหรือไม่มีอุปกรณ์ติดตั้ง (เช่น ข้อต่อ ข้องอ แป้นข้อต่อ) | ผลิตภัณฑ์ยาง | 0.32 | 0.3% |
| ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจากยางแข็ง | ผลิตภัณฑ์ยาง | 0.05 | 0.1% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปลัตเวียมากที่สุดคือยังไม่มีข้อมูลในกลุ่มนี้ ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 93.36 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลัตเวีย
ลัตเวีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 1 ส่วนแบ่ง 37.84%
เพิ่มขึ้น 8.49 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 2.05%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 183.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 65.5%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดหด 4.24% ไทยหด 74.25%
ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 70.02 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง ขณะที่ส่วนแบ่งในพิกัด 4001 เคลื่อนไหวไปคนละทาง ความต่างนี้เกิดที่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป มิใช่ที่วัตถุดิบ
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,505 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 45.6% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 35.38 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 134.8% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าเพิ่ม 11.27%
โดยปริมาณลด 4.77% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 62.87 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านราคา
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลัตเวีย
ลัตเวีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 33.53% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งลัตเวียนำเข้า 183.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.05% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 6.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 45.6% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 35.38 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 134.8% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 33.53% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 2.05% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,505 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 45.6% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 35.38 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 4.77% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล