
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ลักเซมเบิร์ก
ประเทศไทย
ลักเซมเบิร์ก


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
ลักเซมเบิร์ก

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก
ลักเซมเบิร์ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ลักเซมเบิร์กเป็นประเทศขนาดเล็กที่ไม่มีทางออกทะเล ตั้งอยู่ระหว่างเบลเยียม ฝรั่งเศส และเยอรมนี เศรษฐกิจในภาพรวมมีภาคการเงินและบริการเป็นสัดส่วนสูงมาก แต่ยังคงมีฐานอุตสาหกรรมเฉพาะทางที่มีนัยสำคัญต่อขนาดของประเทศ แรงงานจำนวนมากเดินทางข้ามพรมแดนมาทำงานทุกวัน ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจผูกกับภูมิภาคโดยรอบมากกว่าจะจำกัดอยู่ในเขตแดนของตนเอง สินค้านำเข้าทั้งหมดต้องผ่านท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้านแล้วขนส่งต่อทางบก
แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่ลักเซมเบิร์กเป็นที่ตั้งของโรงงานยางล้อและศูนย์วิจัยพัฒนายางล้อของผู้ผลิตข้ามชาติรายใหญ่ ซึ่งทำให้ประเทศนี้เป็นผู้ใช้ยางธรรมชาติที่มีน้ำหนักเกินขนาดเศรษฐกิจของตนเอง กิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนายังหมายความว่าตลาดนี้ให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอของคุณสมบัติเนื้อยางและการควบคุมสิ่งเจือปนเป็นพิเศษ เพราะการทดสอบสูตรยางต้องการวัตถุดิบที่ผลลัพธ์ทำซ้ำได้ นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมเหล็กและวัสดุก่อสร้างที่ใช้ผลิตภัณฑ์ยางเป็นส่วนประกอบ
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 ลักเซมเบิร์กเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 20 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 5 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 3.61% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 1.05% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 41.0% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
เงื่อนไขที่ต้องติดตามคือระเบียบ EUDR ซึ่งบังคับใช้เท่ากันทั้งสหภาพ และการที่ผู้ซื้อรายใหญ่ในตลาดนี้เป็นบริษัทข้ามชาติ ทำให้การจัดซื้อมักตัดสินใจในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก มิใช่ระดับประเทศ การเข้าถึงตลาดนี้จึงเป็นเรื่องของการได้รับการรับรองเป็นผู้ขายในระบบของกลุ่มบริษัท มากกว่าการเจรจากับผู้นำเข้ารายประเทศ อีกประการคือสถิติการนำเข้าตรงของประเทศนี้ต่ำกว่าปริมาณการใช้จริง เพราะวัตถุดิบส่วนมากผ่านพิธีการและคลังสินค้าในประเทศเพื่อนบ้านก่อน
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก
นำเข้าจากโลก ปี 2567
719.24ล้าน$
−8.90%นำเข้าจากไทย
7.56ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 ลักเซมเบิร์กนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 719.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 8.90% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 7.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 1.05%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของลักเซมเบิร์กจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 513.39 เป็น 719.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (40.10%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 1.89% ในปี 2563 เป็น 1.05% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2566 ที่ 2.96% และต่ำสุดคือ 2565 ที่ 0.85%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ลักเซมเบิร์กนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 40.10% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยลดลง 21.90% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 62.00 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะลดลงก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 268.84 | 6.80 | 2.53% |
| ยางล้อและยางใน | 294.87 | 0.44 | 0.15% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 155.52 | 0.32 | 0.21% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก
ลักเซมเบิร์ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังลักเซมเบิร์ก มูลค่า 7.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 1.05% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ลักเซมเบิร์กนำเข้า (96.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 5
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 188.42 | −5.87% | 6.80 | 3.61% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 80.42 | +14.52% | 0.00 | 0.00% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 272.87 | −17.63% | 0.44 | 0.16% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 21.16 | +16.66% | 0.00 | 0.00% |
| 4013 | ยางใน | 0.84 | −6.03% | 0.00 | 0.12% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 105.66 | −8.16% | 0.16 | 0.15% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 0.35 | −19.63% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 0.09 | −71.43% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 1.54 | +233.98% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 0.02 | −37.04% | 0.00 | 0.00% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 9.04 | −10.78% | 0.00 | 0.00% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 8.09 | −5.38% | 0.00 | 0.02% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 3.91 | −28.65% | 0.00 | 0.00% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 1.69 | −13.00% | 0.05 | 2.72% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 4.27 | −13.99% | 0.10 | 2.32% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 20.28 | −2.28% | 0.01 | 0.05% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 0.58 | −20.30% | 0.00 | 0.00% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของลักเซมเบิร์ก ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 272.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 188.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 105.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ที่ 3.61%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก
ลักเซมเบิร์ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 2.53% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 0.15% ทั้งที่ลักเซมเบิร์กนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 294.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 268.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งลักเซมเบิร์กนำเข้าจากโลกมูลค่า 272.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 0.16% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของลักเซมเบิร์กสามอันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย (51.06%) โกตดิวัวร์ (25.68%) เบลเยียม (11.48%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 5ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | อินโดนีเซีย | 96.20 | 42,916 | 51.06% |
| 2 | โกตดิวัวร์ | 48.38 | 26,409 | 25.68% |
| 3 | เบลเยียม | 21.62 | 20,629 | 11.48% |
| 4 | มาเลเซีย | 9.25 | 5,010 | 4.91% |
| 5 | ไทย | 6.80 | 3,272 | 3.61% |
| 6 | แคเมอรูน | 2.04 | 1,137 | 1.08% |
| 7 | โปแลนด์ | 0.96 | 1,052 | 0.51% |
| 8 | เซอร์เบีย | 0.95 | 504 | 0.50% |
| 9 | กัมพูชา | 0.69 | 423 | 0.36% |
| 10 | ตุรกี | 0.68 | 531 | 0.36% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | เยอรมนี | 144.59 | 20.10% |
| 2 | เบลเยียม | 104.17 | 14.48% |
| 3 | อินโดนีเซีย | 97.19 | 13.51% |
| 4 | สาธารณรัฐเช็ก | 75.21 | 10.46% |
| 5 | โกตดิวัวร์ | 48.38 | 6.73% |
| 6 | โปแลนด์ | 39.48 | 5.49% |
| 7 | สโลวาเกีย | 36.20 | 5.03% |
| 8 | ฝรั่งเศส | 34.91 | 4.85% |
| 9 | เนเธอร์แลนด์ | 20.60 | 2.86% |
| 10 | ตุรกี | 19.23 | 2.67% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก
ลักเซมเบิร์ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของลักเซมเบิร์กคือ มาเลเซีย อันดับที่ 4 มูลค่า 9.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 5 มูลค่า 6.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 2.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.30 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| อินโดนีเซีย | 40.55% | 51.06% | +10.51 จุด | 2,242 |
| โกตดิวัวร์ | 41.55% | 25.68% | −15.87 จุด | 1,832 |
| เบลเยียม | 6.67% | 11.48% | +4.81 จุด | 1,048 |
| มาเลเซีย | 1.15% | 4.91% | +3.76 จุด | 1,847 |
| ไทย | 6.77% | 3.61% | −3.16 จุด | 2,078 |
| แคเมอรูน | 1.11% | 1.08% | −0.03 จุด | 1,791 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของลักเซมเบิร์กลดลง 3.16 จุด จาก 6.77% เป็น 3.61% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 10.51 จุด และเบลเยียม เพิ่มขึ้น 4.81 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ
ในปี 2567 ลักเซมเบิร์กจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,078 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,839 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 13.0% และสูงกว่าเบลเยียมซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,048 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 98.3% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่กลับเสียส่วนแบ่งลง บ่งชี้ว่าผู้ซื้อเริ่มให้น้ำหนักกับต้นทุนมากขึ้น และส่วนต่างราคาที่ไทยเคยเรียกได้จากคุณภาพกำลังถูกท้าทาย จึงควรตรวจสอบว่าคุณภาพและเงื่อนไขการส่งมอบยังต่างจากคู่แข่งมากพอที่จะรองรับส่วนต่างราคานี้หรือไม่
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก
ลักเซมเบิร์ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปลักเซมเบิร์กมูลค่ารวม 1.06 ล้านบาท ลดลง 70.72% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 3.62 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง |
|---|---|---|
| 2563 | 27.18 | 4.73 |
| 2564 | 29.12 | 9.09 |
| 2565 | 2.77 | 2.77 |
| 2566 | 1.18 | 1.18 |
| 2567 | 3.62 | 3.62 |
| 2568 | 1.06 | 1.06 |
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ยังไม่มีปีข้อมูลที่ครบปีสองปีติดกันของยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งไปลักเซมเบิร์ก จึงยังแยกไม่ได้ว่ามูลค่าที่เปลี่ยนไปมาจากราคาหรือจากปริมาณ
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 0.59 | 70.8% |
| ถุงมืออื่นๆ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 0.24 | 28.4% |
| ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจากยางแข็ง | ผลิตภัณฑ์ยาง | 0.01 | 0.9% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปลักเซมเบิร์กมากที่สุดคือ น้ำยางข้น มูลค่า 0.00 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 0.59 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก
ลักเซมเบิร์ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 20 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 5 ส่วนแบ่ง 3.61%
ลดลง 3.16 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 0.15%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 294.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 41.0%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 40.10% ไทยหด 21.90%
ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 62.00 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,078 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 13.0% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคืออินโดนีเซีย เพิ่ม 10.51 จุด
จึงเป็นต้นทางที่ควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก
ลักเซมเบิร์ก
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 2.53% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งลักเซมเบิร์กนำเข้า 294.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 0.15% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 268.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 13.0% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของอินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 10.51 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับเบลเยียม ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 98.3% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 2.53% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 0.15% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,078 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 13.0% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| อินโดนีเซียเพิ่มส่วนแบ่ง 10.51 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล