ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ตลาดลักเซมเบิร์ก · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ลักเซมเบิร์ก

ประเทศไทย

ยางพารา

ลักเซมเบิร์ก

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก

ลักเซมเบิร์ก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศลักเซมเบิร์ก

ลักเซมเบิร์กเป็นประเทศขนาดเล็กที่ไม่มีทางออกทะเล ตั้งอยู่ระหว่างเบลเยียม ฝรั่งเศส และเยอรมนี เศรษฐกิจในภาพรวมมีภาคการเงินและบริการเป็นสัดส่วนสูงมาก แต่ยังคงมีฐานอุตสาหกรรมเฉพาะทางที่มีนัยสำคัญต่อขนาดของประเทศ แรงงานจำนวนมากเดินทางข้ามพรมแดนมาทำงานทุกวัน ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจผูกกับภูมิภาคโดยรอบมากกว่าจะจำกัดอยู่ในเขตแดนของตนเอง สินค้านำเข้าทั้งหมดต้องผ่านท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้านแล้วขนส่งต่อทางบก

แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่ลักเซมเบิร์กเป็นที่ตั้งของโรงงานยางล้อและศูนย์วิจัยพัฒนายางล้อของผู้ผลิตข้ามชาติรายใหญ่ ซึ่งทำให้ประเทศนี้เป็นผู้ใช้ยางธรรมชาติที่มีน้ำหนักเกินขนาดเศรษฐกิจของตนเอง กิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนายังหมายความว่าตลาดนี้ให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอของคุณสมบัติเนื้อยางและการควบคุมสิ่งเจือปนเป็นพิเศษ เพราะการทดสอบสูตรยางต้องการวัตถุดิบที่ผลลัพธ์ทำซ้ำได้ นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมเหล็กและวัสดุก่อสร้างที่ใช้ผลิตภัณฑ์ยางเป็นส่วนประกอบ

ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 ลักเซมเบิร์กเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 20 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 5 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 3.61% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 1.05% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 41.0% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ

เงื่อนไขที่ต้องติดตามคือระเบียบ EUDR ซึ่งบังคับใช้เท่ากันทั้งสหภาพ และการที่ผู้ซื้อรายใหญ่ในตลาดนี้เป็นบริษัทข้ามชาติ ทำให้การจัดซื้อมักตัดสินใจในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก มิใช่ระดับประเทศ การเข้าถึงตลาดนี้จึงเป็นเรื่องของการได้รับการรับรองเป็นผู้ขายในระบบของกลุ่มบริษัท มากกว่าการเจรจากับผู้นำเข้ารายประเทศ อีกประการคือสถิติการนำเข้าตรงของประเทศนี้ต่ำกว่าปริมาณการใช้จริง เพราะวัตถุดิบส่วนมากผ่านพิธีการและคลังสินค้าในประเทศเพื่อนบ้านก่อน

ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก

2) ภาพรวมการนำเข้ายางและของทำด้วยยาง

นำเข้าจากโลก ปี 2567

719.24ล้าน$

−8.90%

นำเข้าจากไทย

7.56ล้าน$

ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้

1.05%

นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย

ในปี 2567 ลักเซมเบิร์กนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 719.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 8.90% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 7.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 1.05%

ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของลักเซมเบิร์กจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 513.39 เป็น 719.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (40.10%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 1.89% ในปี 2563 เป็น 1.05% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2566 ที่ 2.96% และต่ำสุดคือ 2565 ที่ 0.85%

เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ลักเซมเบิร์กนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 40.10% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยลดลง 21.90% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 62.00 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะลดลงก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ

กลุ่มจากโลก (ล้าน$)จากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม268.846.802.53%
ยางล้อและยางใน294.870.440.15%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ155.520.320.21%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก

ลักเซมเบิร์ก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2.5) มุมมองจากแผนที่การค้า

ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังลักเซมเบิร์ก มูลค่า 7.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 1.05% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้

ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก

การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ลักเซมเบิร์กนำเข้า (96.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 5

ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก

3) นำเข้าแยกรายพิกัด

พิกัดรายการนำเข้าจากโลก (ล้าน$)%เทียบปีก่อนนำเข้าจากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม
4001ยางธรรมชาติ188.42−5.87%6.803.61%
4005ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์80.42+14.52%0.000.00%
ยางล้อและยางใน
4011ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)272.87−17.63%0.440.16%
4012ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว21.16+16.66%0.000.00%
4013ยางใน0.84−6.03%0.000.12%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ
4002ยางสังเคราะห์105.66−8.16%0.160.15%
4003ยางรีเคลม0.35−19.63%0.000.00%
4004เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้0.09−71.43%0.000.00%
4006ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์1.54+233.98%0.000.00%
4007เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์0.02−37.04%0.000.00%
4008แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์9.04−10.78%0.000.00%
4009หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์8.09−5.38%0.000.02%
4010สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง3.91−28.65%0.000.00%
4014ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง1.69−13.00%0.052.72%
4015เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง4.27−13.99%0.102.32%
4016ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์20.28−2.28%0.010.05%
4017ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง0.58−20.30%0.000.00%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของลักเซมเบิร์ก ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 272.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 188.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 105.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ที่ 3.61%

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก

ลักเซมเบิร์ก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3.1) การอ่านข้อมูลรายพิกัดเพิ่มเติม

ก) พิกัดที่ลักเซมเบิร์กนำเข้ามากที่สุดสามอันดับ

  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)272.87 ล้าน$(−17.63%)
  • ยางธรรมชาติ(4001)188.42 ล้าน$(−5.87%)
  • ยางสังเคราะห์(4002)105.66 ล้าน$(−8.16%)

ข) พิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสามอันดับ

  • ยางธรรมชาติ(4001)3.61%
  • ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง(4014)2.72%
  • เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง(4015)2.32%

ค) พิกัดที่มูลค่านำเข้าโตเร็วที่สุด (ตลาดเป้าหมายที่ไทยเจาะได้)

  • ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว(4012)21.16 ล้าน$(+16.66%)
  • ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์(4005)80.42 ล้าน$(+14.52%)
  • ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์(4016)20.28 ล้าน$(−2.28%)

เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 2.53% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 0.15% ทั้งที่ลักเซมเบิร์กนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 294.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 268.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งลักเซมเบิร์กนำเข้าจากโลกมูลค่า 272.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 0.16% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก

4) ต้นทางการนำเข้า

ต้นทางยางธรรมชาติหลักของลักเซมเบิร์กสามอันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย (51.06%) โกตดิวัวร์ (25.68%) เบลเยียม (11.48%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 5ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้

4.1 ต้นทางยางธรรมชาติ (พิกัด 4001)

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)สัดส่วน
1อินโดนีเซีย96.2042,91651.06%
2โกตดิวัวร์48.3826,40925.68%
3เบลเยียม21.6220,62911.48%
4มาเลเซีย9.255,0104.91%
5ไทย6.803,2723.61%
6แคเมอรูน2.041,1371.08%
7โปแลนด์0.961,0520.51%
8เซอร์เบีย0.955040.50%
9กัมพูชา0.694230.36%
10ตุรกี0.685310.36%

4.2 ต้นทางทั้งหมวด 40

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
1เยอรมนี144.5920.10%
2เบลเยียม104.1714.48%
3อินโดนีเซีย97.1913.51%
4สาธารณรัฐเช็ก75.2110.46%
5โกตดิวัวร์48.386.73%
6โปแลนด์39.485.49%
7สโลวาเกีย36.205.03%
8ฝรั่งเศส34.914.85%
9เนเธอร์แลนด์20.602.86%
10ตุรกี19.232.67%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก

ลักเซมเบิร์ก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4.3) ไทยเทียบคู่แข่งในตลาดนี้

ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของลักเซมเบิร์กคือ มาเลเซีย อันดับที่ 4 มูลค่า 9.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 5 มูลค่า 6.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 2.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.30 จุดของสัดส่วนตลาด

ก) ส่วนแบ่งต้นทางยางธรรมชาติเคลื่อนไหว ปี 2563–2567

ประเทศต้นทาง25632567เปลี่ยนแปลงราคา ($/ตัน)
อินโดนีเซีย40.55%51.06%+10.51 จุด2,242
โกตดิวัวร์41.55%25.68%15.87 จุด1,832
เบลเยียม6.67%11.48%+4.81 จุด1,048
มาเลเซีย1.15%4.91%+3.76 จุด1,847
ไทย6.77%3.61%3.16 จุด2,078
แคเมอรูน1.11%1.08%0.03 จุด1,791

เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567

ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของลักเซมเบิร์กลดลง 3.16 จุด จาก 6.77% เป็น 3.61% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 10.51 จุด และเบลเยียม เพิ่มขึ้น 4.81 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ

ในปี 2567 ลักเซมเบิร์กจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 2,078 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,839 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 13.0% และสูงกว่าเบลเยียมซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,048 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 98.3% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่กลับเสียส่วนแบ่งลง บ่งชี้ว่าผู้ซื้อเริ่มให้น้ำหนักกับต้นทุนมากขึ้น และส่วนต่างราคาที่ไทยเคยเรียกได้จากคุณภาพกำลังถูกท้าทาย จึงควรตรวจสอบว่าคุณภาพและเงื่อนไขการส่งมอบยังต่างจากคู่แข่งมากพอที่จะรองรับส่วนต่างราคานี้หรือไม่

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก

ลักเซมเบิร์ก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) การส่งออกของไทยไปลักเซมเบิร์ก

ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปลักเซมเบิร์กมูลค่ารวม 1.06 ล้านบาท ลดลง 70.72% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 3.62 ล้านบาท

ปีมูลค่ารวม (ล้านบาท)ผลิตภัณฑ์ยาง
256327.184.73
256429.129.09
25652.772.77
25661.181.18
25673.623.62
25681.061.06

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ยังไม่มีปีข้อมูลที่ครบปีสองปีติดกันของยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งไปลักเซมเบิร์ก จึงยังแยกไม่ได้ว่ามูลค่าที่เปลี่ยนไปมาจากราคาหรือจากปริมาณ

5.1 ชนิดยางที่ไทยส่งออกมากที่สุด (ปีปฏิทินล่าสุด ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569)

ชนิดยางกลุ่มสินค้ามูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนในกลุ่ม
ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ผลิตภัณฑ์ยาง0.5970.8%
ถุงมืออื่นๆผลิตภัณฑ์ยาง0.2428.4%
ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์นอกจากยางแข็งผลิตภัณฑ์ยาง0.010.9%

ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปลักเซมเบิร์กมากที่สุดคือ น้ำยางข้น มูลค่า 0.00 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 0.59 ล้านบาท

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก

ลักเซมเบิร์ก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ตลาดขนาดอันดับที่ 20 ของโลก

จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง

2

ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 5 ส่วนแบ่ง 3.61%

ลดลง 3.16 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน

3

ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 0.15%

จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 294.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย

4

มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 41.0%

ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้

5

ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 40.10% ไทยหด 21.90%

ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 62.00 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้

6

ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 2,078 ดอลลาร์สหรัฐ

สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 13.0% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม

7

คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคืออินโดนีเซีย เพิ่ม 10.51 จุด

จึงเป็นต้นทางที่ควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ลักเซมเบิร์ก

ลักเซมเบิร์ก

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 2.53% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งลักเซมเบิร์กนำเข้า 294.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 0.15% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 268.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 13.0% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของอินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 10.51 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับเบลเยียม ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 98.3% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข

7.1 เส้นทางจากหลักฐานสู่ข้อเสนอแนะ

หลักฐานจากคลังข้อมูลสิ่งที่อนุมานได้สิ่งที่ควรทำ
ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 2.53% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 0.15%ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่นผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ
ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 2,078 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 13.0%ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุดรักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ
อินโดนีเซียเพิ่มส่วนแบ่ง 10.51 จุดในห้าปีโครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุดติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี

คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้