ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ตลาดมาเลเซีย · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–มาเลเซีย

ประเทศไทย

ยางพารา

มาเลเซีย

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย

มาเลเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศมาเลเซีย

มาเลเซียเป็นทั้งประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติและผู้แปรรูปยางรายสำคัญของโลก โครงสร้างเช่นนี้ทำให้มาเลเซียมีสถานะเป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งของไทยในเวลาเดียวกัน ผลผลิตยางในประเทศของมาเลเซียลดลงตามการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางไปสู่พืชอื่น ขณะที่กำลังการแปรรูปยังคงอยู่ ส่วนต่างนี้คือเหตุผลที่มาเลเซียต้องนำเข้ายางจากประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงไทยเพื่อป้อนโรงงานของตน

อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของมาเลเซียมีถุงมือยางเป็นสินค้าเด่นที่สุด โดยมาเลเซียเป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของโลกซึ่งใช้น้ำยางข้นเป็นวัตถุดิบหลัก ตามด้วยการผลิตยางแท่งและยางแผ่นเพื่อส่งออกต่อ และผลิตภัณฑ์ยางทางการแพทย์อื่น ๆ ลักษณะอุปสงค์ของมาเลเซียจึงเน้นน้ำยางข้นและยางที่ใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูป มิใช่ยางสำหรับใช้งานปลายทางโดยตรง

ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 มาเลเซียเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 3 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 1 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 38.94% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 26.62% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 18.7% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ

ควรตีความตัวเลขการค้ากับมาเลเซียโดยแยกให้ชัดว่าเป็นการซื้อเพื่อใช้ในประเทศ หรือซื้อเพื่อแปรรูปแล้วส่งออกต่อในนามสินค้าของมาเลเซีย เพราะกรณีหลังหมายความว่ามูลค่าเพิ่มตกอยู่กับผู้แปรรูปมาเลเซีย ขณะที่ไทยได้เพียงมูลค่าวัตถุดิบ การยกระดับไปสู่การแปรรูปในประเทศจึงเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตลาดนี้

ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย

2) ภาพรวมการนำเข้ายางและของทำด้วยยาง

นำเข้าจากโลก ปี 2567

4,197.38ล้าน$

+25.17%

นำเข้าจากไทย

1,117.30ล้าน$

ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้

26.62%

นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย

ในปี 2567 มาเลเซียนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 4,197.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 25.17% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 1,117.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 26.62%

ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของมาเลเซียจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 3,661.18 เป็น 4,197.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (14.65%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 29.71% ในปี 2563 เป็น 26.62% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2565 ที่ 31.12% และต่ำสุดคือ 2564 ที่ 25.50%

เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่มาเลเซียนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 14.65% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 2.72% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 11.93 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ

กลุ่มจากโลก (ล้าน$)จากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม1,839.07680.1836.98%
ยางล้อและยางใน786.95240.8830.61%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ1,571.36196.2412.49%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย

มาเลเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2.5) มุมมองจากแผนที่การค้า

ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังมาเลเซีย มูลค่า 1,117.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 26.62% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้

ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก

การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก ไทย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่มาเลเซียนำเข้า (673.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 1

ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย

3) นำเข้าแยกรายพิกัด

พิกัดรายการนำเข้าจากโลก (ล้าน$)%เทียบปีก่อนนำเข้าจากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม
4001ยางธรรมชาติ1,729.14+32.90%673.3438.94%
4005ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์109.93+215.64%6.846.22%
ยางล้อและยางใน
4011ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)745.47+8.32%229.0730.73%
4012ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว27.75+14.86%9.8335.41%
4013ยางใน13.73+4.15%1.9814.39%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ
4002ยางสังเคราะห์819.71+27.02%70.988.66%
4003ยางรีเคลม6.95+16.26%0.192.71%
4004เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้8.33+9.75%0.040.54%
4006ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์6.19+143.33%0.050.87%
4007เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์3.88+117.43%0.9424.10%
4008แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์35.21+19.31%1.955.55%
4009หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์95.19+9.84%10.1010.61%
4010สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง52.86−15.78%3.987.52%
4014ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง16.50+13.46%10.7264.98%
4015เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง152.53+46.31%58.6738.46%
4016ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์370.99+13.07%38.2810.32%
4017ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง3.02+14.09%0.3411.42%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของมาเลเซีย ได้แก่ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 1,729.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 819.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 745.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง (พิกัด 4014) ที่ 64.98%

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย

มาเลเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3.1) การอ่านข้อมูลรายพิกัดเพิ่มเติม

ก) พิกัดที่มาเลเซียนำเข้ามากที่สุดสามอันดับ

  • ยางธรรมชาติ(4001)1,729.14 ล้าน$(+32.90%)
  • ยางสังเคราะห์(4002)819.71 ล้าน$(+27.02%)
  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)745.47 ล้าน$(+8.32%)

ข) พิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสามอันดับ

  • ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง(4014)64.98%
  • ยางธรรมชาติ(4001)38.94%
  • เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง(4015)38.46%

ค) พิกัดที่มูลค่านำเข้าโตเร็วที่สุด (ตลาดเป้าหมายที่ไทยเจาะได้)

  • ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์(4005)109.93 ล้าน$(+215.64%)
  • ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์(4006)6.19 ล้าน$(+143.33%)
  • เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง(4015)152.53 ล้าน$(+46.31%)

เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 36.98% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 30.61% ทั้งที่มาเลเซียนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 786.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 1,839.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ซึ่งมาเลเซียนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,729.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 38.94% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย

4) ต้นทางการนำเข้า

ต้นทางยางธรรมชาติหลักของมาเลเซียสามอันดับแรก ได้แก่ ไทย (38.94%) โกตดิวัวร์ (32.30%) เมียนมา (7.82%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 1ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้

4.1 ต้นทางยางธรรมชาติ (พิกัด 4001)

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)สัดส่วน
1ไทย673.34349,63138.94%
2โกตดิวัวร์558.52361,42332.30%
3เมียนมา135.1587,5887.82%
4ฟิลิปปินส์101.0583,0915.84%
5กานา94.3459,4015.46%
6เวียดนาม50.5629,0512.92%
7ไลบีเรีย32.0022,2531.85%
8กินี18.8314,4961.09%
9แคเมอรูน10.517,2320.61%
10สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก9.236,2890.53%

4.2 ต้นทางทั้งหมวด 40

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
1ไทย1,117.3026.62%
2จีน668.7415.93%
3โกตดิวัวร์561.9813.39%
4เกาหลีใต้376.298.96%
5อินโดนีเซีย210.845.02%
6ญี่ปุ่น172.314.11%
7ไม่ระบุประเทศต้นทาง (รหัส S19)141.703.38%
8เมียนมา135.463.23%
9ฟิลิปปินส์104.872.50%
10สิงคโปร์97.162.31%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย

มาเลเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4.3) ไทยเทียบคู่แข่งในตลาดนี้

ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของมาเลเซียคือ โกตดิวัวร์ อันดับที่ 2 มูลค่า 558.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 1 มูลค่า 673.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 114.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 6.64 จุดของสัดส่วนตลาด

ก) ส่วนแบ่งต้นทางยางธรรมชาติเคลื่อนไหว ปี 2563–2567

ประเทศต้นทาง25632567เปลี่ยนแปลงราคา ($/ตัน)
ไทย58.45%38.94%19.51 จุด1,926
โกตดิวัวร์16.78%32.30%+15.52 จุด1,545
เมียนมา3.24%7.82%+4.58 จุด1,543
ฟิลิปปินส์8.18%5.84%2.34 จุด1,216
กานา2.89%5.46%+2.57 จุด1,588
เวียดนาม1.45%2.92%+1.47 จุด1,740

เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567

ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของมาเลเซียลดลง 19.51 จุด จาก 58.45% เป็น 38.94% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ โกตดิวัวร์ เพิ่มขึ้น 15.52 จุด และเมียนมา เพิ่มขึ้น 4.58 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ

ในปี 2567 มาเลเซียจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,926 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,641 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 17.4% และสูงกว่าฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,216 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 58.4% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่กลับเสียส่วนแบ่งลง บ่งชี้ว่าผู้ซื้อเริ่มให้น้ำหนักกับต้นทุนมากขึ้น และส่วนต่างราคาที่ไทยเคยเรียกได้จากคุณภาพกำลังถูกท้าทาย จึงควรตรวจสอบว่าคุณภาพและเงื่อนไขการส่งมอบยังต่างจากคู่แข่งมากพอที่จะรองรับส่วนต่างราคานี้หรือไม่

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย

มาเลเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) การส่งออกของไทยไปมาเลเซีย

ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปมาเลเซียมูลค่ารวม 28,031.21 ล้านบาท ลดลง 14.36% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 32,732.00 ล้านบาท

ปีมูลค่ารวม (ล้านบาท)ยางธรรมชาติแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางยางสังเคราะห์
256331,467.2520,494.628,491.592,202.62
256439,096.0625,553.309,582.483,548.94
256537,302.7922,714.4711,963.282,028.30
256626,116.2812,837.4910,542.872,164.59
256732,732.0017,667.2511,891.072,467.19
256828,031.2113,986.6610,997.602,449.71
2569*18,919.239,319.286,417.942,835.97

* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปมาเลเซีย 193,675 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 13,986.66 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 72.22 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 225,279 ตัน มูลค่า 17,667.25 ล้านบาท หรือ 78.42 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 20.83% ปริมาณลดลง 14.03% และราคาต่อหน่วยลดลง 7.91% มูลค่าลดลงจากทั้งสองด้านพร้อมกัน คือขายได้น้อยลงและได้ราคาต่ำลงด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรให้น้ำหนักมากกว่ากรณีที่ลดลงจากด้านใดด้านหนึ่ง เพราะสะท้อนทั้งอุปสงค์ที่อ่อนลงและอำนาจต่อรองที่ลดลงในเวลาเดียวกัน

5.1 ชนิดยางที่ไทยส่งออกมากที่สุด (ปีปฏิทินล่าสุด ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569)

ชนิดยางกลุ่มสินค้ามูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนในกลุ่ม
น้ำยางข้นยางธรรมชาติแปรรูป8,201.3288.0%
ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ผลิตภัณฑ์ยาง4,682.8273.0%
NBRยางสังเคราะห์2,575.1390.8%

ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปมาเลเซียมากที่สุดคือ น้ำยางข้น มูลค่า 8,201.32 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 4,682.82 ล้านบาท

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย

มาเลเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ตลาดขนาดอันดับที่ 3 ของโลก

จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง

2

ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 1 ส่วนแบ่ง 38.94%

ลดลง 19.51 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน

3

ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 30.61%

จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 786.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย

4

มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 18.7%

ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้

5

ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 14.65% ไทยโต 2.72%

ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 11.93 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้

6

ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,926 ดอลลาร์สหรัฐ

สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 17.4% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม

7

คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 15.52 จุด

ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 24.7% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก

8

ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 20.83%

โดยปริมาณลด 14.03% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 72.22 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย

มาเลเซีย

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 36.98% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งมาเลเซียนำเข้า 786.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 30.61% มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 17.4% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 15.52 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 58.4% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข

7.1 เส้นทางจากหลักฐานสู่ข้อเสนอแนะ

หลักฐานจากคลังข้อมูลสิ่งที่อนุมานได้สิ่งที่ควรทำ
ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 36.98% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 30.61%ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่นผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ
ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,926 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 17.4%ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุดรักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ
โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 15.52 จุดในห้าปีโครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุดติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี
ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 14.03% ในปี 2568คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุดใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน

คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้