
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–มาเลเซีย
ประเทศไทย
มาเลเซีย


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
มาเลเซีย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย
มาเลเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
มาเลเซียเป็นทั้งประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติและผู้แปรรูปยางรายสำคัญของโลก โครงสร้างเช่นนี้ทำให้มาเลเซียมีสถานะเป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งของไทยในเวลาเดียวกัน ผลผลิตยางในประเทศของมาเลเซียลดลงตามการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางไปสู่พืชอื่น ขณะที่กำลังการแปรรูปยังคงอยู่ ส่วนต่างนี้คือเหตุผลที่มาเลเซียต้องนำเข้ายางจากประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงไทยเพื่อป้อนโรงงานของตน
อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของมาเลเซียมีถุงมือยางเป็นสินค้าเด่นที่สุด โดยมาเลเซียเป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของโลกซึ่งใช้น้ำยางข้นเป็นวัตถุดิบหลัก ตามด้วยการผลิตยางแท่งและยางแผ่นเพื่อส่งออกต่อ และผลิตภัณฑ์ยางทางการแพทย์อื่น ๆ ลักษณะอุปสงค์ของมาเลเซียจึงเน้นน้ำยางข้นและยางที่ใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูป มิใช่ยางสำหรับใช้งานปลายทางโดยตรง
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 มาเลเซียเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 3 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 1 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 38.94% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 26.62% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 18.7% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ควรตีความตัวเลขการค้ากับมาเลเซียโดยแยกให้ชัดว่าเป็นการซื้อเพื่อใช้ในประเทศ หรือซื้อเพื่อแปรรูปแล้วส่งออกต่อในนามสินค้าของมาเลเซีย เพราะกรณีหลังหมายความว่ามูลค่าเพิ่มตกอยู่กับผู้แปรรูปมาเลเซีย ขณะที่ไทยได้เพียงมูลค่าวัตถุดิบ การยกระดับไปสู่การแปรรูปในประเทศจึงเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตลาดนี้
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย
นำเข้าจากโลก ปี 2567
4,197.38ล้าน$
+25.17%นำเข้าจากไทย
1,117.30ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 มาเลเซียนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 4,197.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 25.17% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 1,117.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 26.62%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของมาเลเซียจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 3,661.18 เป็น 4,197.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (14.65%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 29.71% ในปี 2563 เป็น 26.62% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2565 ที่ 31.12% และต่ำสุดคือ 2564 ที่ 25.50%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่มาเลเซียนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 14.65% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 2.72% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 11.93 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 1,839.07 | 680.18 | 36.98% |
| ยางล้อและยางใน | 786.95 | 240.88 | 30.61% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 1,571.36 | 196.24 | 12.49% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย
มาเลเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังมาเลเซีย มูลค่า 1,117.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 26.62% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก ไทย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่มาเลเซียนำเข้า (673.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 1
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 1,729.14 | +32.90% | 673.34 | 38.94% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 109.93 | +215.64% | 6.84 | 6.22% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 745.47 | +8.32% | 229.07 | 30.73% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 27.75 | +14.86% | 9.83 | 35.41% |
| 4013 | ยางใน | 13.73 | +4.15% | 1.98 | 14.39% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 819.71 | +27.02% | 70.98 | 8.66% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 6.95 | +16.26% | 0.19 | 2.71% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 8.33 | +9.75% | 0.04 | 0.54% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 6.19 | +143.33% | 0.05 | 0.87% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 3.88 | +117.43% | 0.94 | 24.10% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 35.21 | +19.31% | 1.95 | 5.55% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 95.19 | +9.84% | 10.10 | 10.61% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 52.86 | −15.78% | 3.98 | 7.52% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 16.50 | +13.46% | 10.72 | 64.98% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 152.53 | +46.31% | 58.67 | 38.46% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 370.99 | +13.07% | 38.28 | 10.32% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 3.02 | +14.09% | 0.34 | 11.42% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของมาเลเซีย ได้แก่ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มูลค่า 1,729.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 819.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 745.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง (พิกัด 4014) ที่ 64.98%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย
มาเลเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 36.98% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 30.61% ทั้งที่มาเลเซียนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 786.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 1,839.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ซึ่งมาเลเซียนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,729.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 38.94% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของมาเลเซียสามอันดับแรก ได้แก่ ไทย (38.94%) โกตดิวัวร์ (32.30%) เมียนมา (7.82%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 1ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ไทย | 673.34 | 349,631 | 38.94% |
| 2 | โกตดิวัวร์ | 558.52 | 361,423 | 32.30% |
| 3 | เมียนมา | 135.15 | 87,588 | 7.82% |
| 4 | ฟิลิปปินส์ | 101.05 | 83,091 | 5.84% |
| 5 | กานา | 94.34 | 59,401 | 5.46% |
| 6 | เวียดนาม | 50.56 | 29,051 | 2.92% |
| 7 | ไลบีเรีย | 32.00 | 22,253 | 1.85% |
| 8 | กินี | 18.83 | 14,496 | 1.09% |
| 9 | แคเมอรูน | 10.51 | 7,232 | 0.61% |
| 10 | สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก | 9.23 | 6,289 | 0.53% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | ไทย | 1,117.30 | 26.62% |
| 2 | จีน | 668.74 | 15.93% |
| 3 | โกตดิวัวร์ | 561.98 | 13.39% |
| 4 | เกาหลีใต้ | 376.29 | 8.96% |
| 5 | อินโดนีเซีย | 210.84 | 5.02% |
| 6 | ญี่ปุ่น | 172.31 | 4.11% |
| 7 | ไม่ระบุประเทศต้นทาง (รหัส S19) | 141.70 | 3.38% |
| 8 | เมียนมา | 135.46 | 3.23% |
| 9 | ฟิลิปปินส์ | 104.87 | 2.50% |
| 10 | สิงคโปร์ | 97.16 | 2.31% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย
มาเลเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของมาเลเซียคือ โกตดิวัวร์ อันดับที่ 2 มูลค่า 558.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 1 มูลค่า 673.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 114.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 6.64 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| ไทย | 58.45% | 38.94% | −19.51 จุด | 1,926 |
| โกตดิวัวร์ | 16.78% | 32.30% | +15.52 จุด | 1,545 |
| เมียนมา | 3.24% | 7.82% | +4.58 จุด | 1,543 |
| ฟิลิปปินส์ | 8.18% | 5.84% | −2.34 จุด | 1,216 |
| กานา | 2.89% | 5.46% | +2.57 จุด | 1,588 |
| เวียดนาม | 1.45% | 2.92% | +1.47 จุด | 1,740 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของมาเลเซียลดลง 19.51 จุด จาก 58.45% เป็น 38.94% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ โกตดิวัวร์ เพิ่มขึ้น 15.52 จุด และเมียนมา เพิ่มขึ้น 4.58 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ
ในปี 2567 มาเลเซียจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,926 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,641 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 17.4% และสูงกว่าฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,216 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 58.4% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่กลับเสียส่วนแบ่งลง บ่งชี้ว่าผู้ซื้อเริ่มให้น้ำหนักกับต้นทุนมากขึ้น และส่วนต่างราคาที่ไทยเคยเรียกได้จากคุณภาพกำลังถูกท้าทาย จึงควรตรวจสอบว่าคุณภาพและเงื่อนไขการส่งมอบยังต่างจากคู่แข่งมากพอที่จะรองรับส่วนต่างราคานี้หรือไม่
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย
มาเลเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปมาเลเซียมูลค่ารวม 28,031.21 ล้านบาท ลดลง 14.36% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 32,732.00 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ยางธรรมชาติแปรรูป | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 31,467.25 | 20,494.62 | 8,491.59 | 2,202.62 |
| 2564 | 39,096.06 | 25,553.30 | 9,582.48 | 3,548.94 |
| 2565 | 37,302.79 | 22,714.47 | 11,963.28 | 2,028.30 |
| 2566 | 26,116.28 | 12,837.49 | 10,542.87 | 2,164.59 |
| 2567 | 32,732.00 | 17,667.25 | 11,891.07 | 2,467.19 |
| 2568 | 28,031.21 | 13,986.66 | 10,997.60 | 2,449.71 |
| 2569* | 18,919.23 | 9,319.28 | 6,417.94 | 2,835.97 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปมาเลเซีย 193,675 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 13,986.66 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 72.22 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 225,279 ตัน มูลค่า 17,667.25 ล้านบาท หรือ 78.42 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 20.83% ปริมาณลดลง 14.03% และราคาต่อหน่วยลดลง 7.91% มูลค่าลดลงจากทั้งสองด้านพร้อมกัน คือขายได้น้อยลงและได้ราคาต่ำลงด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรให้น้ำหนักมากกว่ากรณีที่ลดลงจากด้านใดด้านหนึ่ง เพราะสะท้อนทั้งอุปสงค์ที่อ่อนลงและอำนาจต่อรองที่ลดลงในเวลาเดียวกัน
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| น้ำยางข้น | ยางธรรมชาติแปรรูป | 8,201.32 | 88.0% |
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 4,682.82 | 73.0% |
| NBR | ยางสังเคราะห์ | 2,575.13 | 90.8% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปมาเลเซียมากที่สุดคือ น้ำยางข้น มูลค่า 8,201.32 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 4,682.82 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย
มาเลเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 3 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 1 ส่วนแบ่ง 38.94%
ลดลง 19.51 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 30.61%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 786.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 18.7%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 14.65% ไทยโต 2.72%
ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 11.93 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,926 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 17.4% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 15.52 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 24.7% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 20.83%
โดยปริมาณลด 14.03% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 72.22 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–มาเลเซีย
มาเลเซีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 36.98% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งมาเลเซียนำเข้า 786.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 30.61% มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 17.4% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 15.52 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 58.4% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 36.98% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 30.61% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,926 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 17.4% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 15.52 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 14.03% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล