ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ตลาดตุรกี · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ตุรกี

ประเทศไทย

ยางพารา

ตุรกี

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี

ตุรกี

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศตุรกี

ตุรกีมีที่ตั้งเชื่อมระหว่างยุโรปกับเอเชียและมีข้อตกลงสหภาพศุลกากรกับสหภาพยุโรป ทำให้สินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตในตุรกีเข้าสู่ตลาดยุโรปได้โดยไม่ติดกำแพงภาษี ข้อได้เปรียบนี้ดึงดูดการลงทุนตั้งฐานผลิตเพื่อป้อนตลาดยุโรป เศรษฐกิจตุรกีมีลักษณะเด่นคือค่าเงินและอัตราเงินเฟ้อที่ผันผวนสูง ซึ่งกระทบต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและทำให้ผู้นำเข้าอ่อนไหวต่อราคาเป็นพิเศษ

อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของตุรกีคือการผลิตยางล้อและชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อส่งออกไปยังยุโรป ตามด้วยอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรกลการเกษตร ตุรกียังเป็นฐานผลิตของค่ายรถยนต์หลายรายที่ใช้ตุรกีเป็นจุดผลิตต้นทุนต่ำสำหรับตลาดยุโรป ทำให้อุปสงค์ยางของประเทศเติบโตตามการย้ายฐานการผลิตมากกว่าตามการบริโภคภายใน

ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 ตุรกีเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 9 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 30.94% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 6.72% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 31.8% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ

ปัจจัยที่ควรติดตามคือความผันผวนของค่าเงินลีราซึ่งทำให้ผู้นำเข้าตุรกีเปลี่ยนแหล่งซื้อตามราคาได้เร็วกว่าตลาดอื่น การรักษาส่วนแบ่งในตลาดนี้จึงต้องอาศัยเงื่อนไขการชำระเงินและความยืดหยุ่นของสัญญาประกอบ มิใช่คุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว

ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี

2) ภาพรวมการนำเข้ายางและของทำด้วยยาง

นำเข้าจากโลก ปี 2567

3,940.93ล้าน$

+1.87%

นำเข้าจากไทย

264.66ล้าน$

ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้

6.72%

นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย

ในปี 2567 ตุรกีนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 3,940.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.87% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 264.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 6.72%

ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของตุรกีจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 2,740.01 เป็น 3,940.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (43.83%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 6.76% ในปี 2563 เป็น 6.72% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2564 ที่ 8.17% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 6.54%

เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ตุรกีนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 43.83% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 42.79% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 1.04 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ

กลุ่มจากโลก (ล้าน$)จากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม613.17150.3924.53%
ยางล้อและยางใน1,252.8419.781.58%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ2,074.9294.484.55%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี

ตุรกี

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2.5) มุมมองจากแผนที่การค้า

ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังตุรกี มูลค่า 264.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 6.72% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้

ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก

การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก โกตดิวัวร์ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ตุรกีนำเข้า (153.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2

ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี

3) นำเข้าแยกรายพิกัด

พิกัดรายการนำเข้าจากโลก (ล้าน$)%เทียบปีก่อนนำเข้าจากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม
4001ยางธรรมชาติ484.54+24.24%149.9030.94%
4005ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์128.63−13.18%0.490.38%
ยางล้อและยางใน
4011ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)1,179.74−4.39%18.841.60%
4012ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว55.86+7.87%0.250.45%
4013ยางใน17.24+1.99%0.694.01%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ
4002ยางสังเคราะห์842.78+2.01%7.360.87%
4003ยางรีเคลม3.33−11.83%0.000.00%
4004เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้45.10−6.90%0.000.00%
4006ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์3.43−41.79%0.000.03%
4007เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์8.01−33.55%4.0250.16%
4008แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์57.49−21.67%0.140.25%
4009หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์180.73+2.24%0.720.40%
4010สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง151.85−9.17%2.231.47%
4014ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง21.89+18.93%9.9645.50%
4015เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง214.23+50.44%62.4129.13%
4016ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์545.30−1.32%7.641.40%
4017ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง0.78+8.98%0.000.26%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของตุรกี ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 1,179.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 842.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 545.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 50.16%

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี

ตุรกี

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3.1) การอ่านข้อมูลรายพิกัดเพิ่มเติม

ก) พิกัดที่ตุรกีนำเข้ามากที่สุดสามอันดับ

  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)1,179.74 ล้าน$(−4.39%)
  • ยางสังเคราะห์(4002)842.78 ล้าน$(+2.01%)
  • ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์(4016)545.30 ล้าน$(−1.32%)

ข) พิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสามอันดับ

  • เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์(4007)50.16%
  • ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง(4014)45.50%
  • ยางธรรมชาติ(4001)30.94%

ค) พิกัดที่มูลค่านำเข้าโตเร็วที่สุด (ตลาดเป้าหมายที่ไทยเจาะได้)

  • เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง(4015)214.23 ล้าน$(+50.44%)
  • ยางธรรมชาติ(4001)484.54 ล้าน$(+24.24%)
  • ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง(4014)21.89 ล้าน$(+18.93%)

เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 24.53% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 1.58% ทั้งที่ตุรกีนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 1,252.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 613.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งตุรกีนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,179.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.60% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี

4) ต้นทางการนำเข้า

ต้นทางยางธรรมชาติหลักของตุรกีสามอันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ (31.62%) ไทย (30.94%) อินโดนีเซีย (17.16%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้

4.1 ต้นทางยางธรรมชาติ (พิกัด 4001)

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)สัดส่วน
1โกตดิวัวร์153.2285,24831.62%
2ไทย149.9084,11930.94%
3อินโดนีเซีย83.1444,21417.16%
4เวียดนาม44.1623,4919.11%
5มาเลเซีย23.8412,1644.92%
6ไลบีเรีย11.446,7752.36%
7บราซิล2.461,1710.51%
8แคเมอรูน2.181,4290.45%
9กานา2.121,2160.44%
10เยอรมนี1.969290.40%

4.2 ต้นทางทั้งหมวด 40

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
1เยอรมนี341.978.68%
2เกาหลีใต้267.616.79%
3ไทย264.666.72%
4จีน263.766.69%
5อิตาลี222.045.63%
6รัสเซีย196.434.98%
7ฝรั่งเศส167.144.24%
8มาเลเซีย157.293.99%
9สาธารณรัฐเช็ก153.313.89%
10โกตดิวัวร์153.223.89%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี

ตุรกี

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4.3) ไทยเทียบคู่แข่งในตลาดนี้

ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของตุรกีคือ โกตดิวัวร์ อันดับที่ 1 มูลค่า 153.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 149.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 3.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.68 จุดของสัดส่วนตลาด

ก) ส่วนแบ่งต้นทางยางธรรมชาติเคลื่อนไหว ปี 2563–2567

ประเทศต้นทาง25632567เปลี่ยนแปลงราคา ($/ตัน)
โกตดิวัวร์7.36%31.62%+24.26 จุด1,797
ไทย33.20%30.94%2.26 จุด1,782
อินโดนีเซีย37.94%17.16%20.78 จุด1,880
เวียดนาม11.24%9.11%2.13 จุด1,880
มาเลเซีย7.34%4.92%2.42 จุด1,959

เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567

ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของตุรกีลดลง 2.26 จุด จาก 33.20% เป็น 30.94% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ โกตดิวัวร์ เพิ่มขึ้น 24.26 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ

ในปี 2567 ตุรกีจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,782 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,822 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 2.2% และสูงกว่าไลบีเรียซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,689 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 5.5% ราคาที่ไทยได้รับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดและส่วนแบ่งมิได้เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าไทยยังไม่ได้รับผลตอบแทนที่สมกับต้นทุนการผลิต จึงควรทบทวนว่าสินค้าที่ส่งเข้าตลาดนี้อยู่ในกลุ่มเกรดที่แข่งด้วยราคาเป็นหลักหรือไม่

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี

ตุรกี

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) การส่งออกของไทยไปตุรกี

ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปตุรกีมูลค่ารวม 5,621.89 ล้านบาท ลดลง 35.91% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 8,772.00 ล้านบาท

ปีมูลค่ารวม (ล้านบาท)ยางธรรมชาติแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางยางสังเคราะห์
25635,814.453,160.422,454.27197.09
25648,504.835,632.862,702.97157.49
25658,755.846,059.202,514.83175.85
25668,536.324,879.133,495.16157.96
25678,772.005,582.542,927.42243.25
25685,621.893,203.821,976.82438.73
2569*3,291.752,132.30934.04225.41

* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปตุรกี 46,337 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 3,203.82 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 69.14 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 82,834 ตัน มูลค่า 5,582.54 ล้านบาท หรือ 67.39 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 42.61% ปริมาณลดลง 44.06% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 2.60% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา

5.1 ชนิดยางที่ไทยส่งออกมากที่สุด (ปีปฏิทินล่าสุด ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569)

ชนิดยางกลุ่มสินค้ามูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนในกลุ่ม
ยางแท่งยางธรรมชาติแปรรูป1,256.3358.9%
ยางแผ่นรมควันยางธรรมชาติแปรรูป545.2325.6%
ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ผลิตภัณฑ์ยาง447.3047.9%

ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปตุรกีมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 1,256.33 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 447.30 ล้านบาท

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี

ตุรกี

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ตลาดขนาดอันดับที่ 9 ของโลก

จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง

2

ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 30.94%

ลดลง 2.26 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน

3

ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 1.58%

จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 1,252.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย

4

มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 31.8%

ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้

5

ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 43.83% ไทยโต 42.79%

ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 1.04 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้

6

ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,782 ดอลลาร์สหรัฐ

ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 2.2% บ่งชี้ว่าไทยยังขายอยู่ในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก

7

คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 24.26 จุด

จึงเป็นต้นทางที่ควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป

8

ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 42.61%

โดยปริมาณลด 44.06% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 69.14 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี

ตุรกี

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 24.53% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งตุรกีนำเข้า 1,252.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.58% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 613.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ราคาที่ไทยได้รับยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทางอยู่ 2.2% ซึ่งหมายความว่าไทยยังขายในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก การยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพจึงเป็นทางที่จะเปลี่ยนฐานการแข่งขันในตลาดนี้ แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 24.26 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับไลบีเรีย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 5.5% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข

7.1 เส้นทางจากหลักฐานสู่ข้อเสนอแนะ

หลักฐานจากคลังข้อมูลสิ่งที่อนุมานได้สิ่งที่ควรทำ
ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 24.53% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 1.58%ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่นผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ
ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,782 ดอลลาร์ต่อตัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2.2%ไทยยังอยู่ในกลุ่มที่ผู้ซื้อเลือกด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลักยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพเพื่อเปลี่ยนฐานการแข่งขัน
โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 24.26 จุดในห้าปีโครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุดติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี
ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 44.06% ในปี 2568คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุดใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน

คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้