
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–ตุรกี
ประเทศไทย
ตุรกี


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
ตุรกี

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี
ตุรกี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตุรกีมีที่ตั้งเชื่อมระหว่างยุโรปกับเอเชียและมีข้อตกลงสหภาพศุลกากรกับสหภาพยุโรป ทำให้สินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตในตุรกีเข้าสู่ตลาดยุโรปได้โดยไม่ติดกำแพงภาษี ข้อได้เปรียบนี้ดึงดูดการลงทุนตั้งฐานผลิตเพื่อป้อนตลาดยุโรป เศรษฐกิจตุรกีมีลักษณะเด่นคือค่าเงินและอัตราเงินเฟ้อที่ผันผวนสูง ซึ่งกระทบต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและทำให้ผู้นำเข้าอ่อนไหวต่อราคาเป็นพิเศษ
อุตสาหกรรมที่ใช้ยางของตุรกีคือการผลิตยางล้อและชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อส่งออกไปยังยุโรป ตามด้วยอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรกลการเกษตร ตุรกียังเป็นฐานผลิตของค่ายรถยนต์หลายรายที่ใช้ตุรกีเป็นจุดผลิตต้นทุนต่ำสำหรับตลาดยุโรป ทำให้อุปสงค์ยางของประเทศเติบโตตามการย้ายฐานการผลิตมากกว่าตามการบริโภคภายใน
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 ตุรกีเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 9 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 2 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 30.94% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 6.72% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 31.8% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ปัจจัยที่ควรติดตามคือความผันผวนของค่าเงินลีราซึ่งทำให้ผู้นำเข้าตุรกีเปลี่ยนแหล่งซื้อตามราคาได้เร็วกว่าตลาดอื่น การรักษาส่วนแบ่งในตลาดนี้จึงต้องอาศัยเงื่อนไขการชำระเงินและความยืดหยุ่นของสัญญาประกอบ มิใช่คุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี
นำเข้าจากโลก ปี 2567
3,940.93ล้าน$
+1.87%นำเข้าจากไทย
264.66ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 ตุรกีนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 3,940.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.87% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 264.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 6.72%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของตุรกีจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 2,740.01 เป็น 3,940.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (43.83%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 6.76% ในปี 2563 เป็น 6.72% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2564 ที่ 8.17% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 6.54%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่ตุรกีนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 43.83% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 42.79% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 1.04 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 613.17 | 150.39 | 24.53% |
| ยางล้อและยางใน | 1,252.84 | 19.78 | 1.58% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 2,074.92 | 94.48 | 4.55% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี
ตุรกี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังตุรกี มูลค่า 264.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 6.72% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก โกตดิวัวร์ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่ตุรกีนำเข้า (153.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 2
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 484.54 | +24.24% | 149.90 | 30.94% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 128.63 | −13.18% | 0.49 | 0.38% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 1,179.74 | −4.39% | 18.84 | 1.60% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 55.86 | +7.87% | 0.25 | 0.45% |
| 4013 | ยางใน | 17.24 | +1.99% | 0.69 | 4.01% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 842.78 | +2.01% | 7.36 | 0.87% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 3.33 | −11.83% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 45.10 | −6.90% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 3.43 | −41.79% | 0.00 | 0.03% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 8.01 | −33.55% | 4.02 | 50.16% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 57.49 | −21.67% | 0.14 | 0.25% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 180.73 | +2.24% | 0.72 | 0.40% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 151.85 | −9.17% | 2.23 | 1.47% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 21.89 | +18.93% | 9.96 | 45.50% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 214.23 | +50.44% | 62.41 | 29.13% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 545.30 | −1.32% | 7.64 | 1.40% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 0.78 | +8.98% | 0.00 | 0.26% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของตุรกี ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 1,179.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 842.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 545.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 50.16%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี
ตุรกี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 24.53% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 1.58% ทั้งที่ตุรกีนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 1,252.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 613.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งตุรกีนำเข้าจากโลกมูลค่า 1,179.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.60% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของตุรกีสามอันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ (31.62%) ไทย (30.94%) อินโดนีเซีย (17.16%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 2ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | โกตดิวัวร์ | 153.22 | 85,248 | 31.62% |
| 2 | ไทย | 149.90 | 84,119 | 30.94% |
| 3 | อินโดนีเซีย | 83.14 | 44,214 | 17.16% |
| 4 | เวียดนาม | 44.16 | 23,491 | 9.11% |
| 5 | มาเลเซีย | 23.84 | 12,164 | 4.92% |
| 6 | ไลบีเรีย | 11.44 | 6,775 | 2.36% |
| 7 | บราซิล | 2.46 | 1,171 | 0.51% |
| 8 | แคเมอรูน | 2.18 | 1,429 | 0.45% |
| 9 | กานา | 2.12 | 1,216 | 0.44% |
| 10 | เยอรมนี | 1.96 | 929 | 0.40% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | เยอรมนี | 341.97 | 8.68% |
| 2 | เกาหลีใต้ | 267.61 | 6.79% |
| 3 | ไทย | 264.66 | 6.72% |
| 4 | จีน | 263.76 | 6.69% |
| 5 | อิตาลี | 222.04 | 5.63% |
| 6 | รัสเซีย | 196.43 | 4.98% |
| 7 | ฝรั่งเศส | 167.14 | 4.24% |
| 8 | มาเลเซีย | 157.29 | 3.99% |
| 9 | สาธารณรัฐเช็ก | 153.31 | 3.89% |
| 10 | โกตดิวัวร์ | 153.22 | 3.89% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี
ตุรกี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของตุรกีคือ โกตดิวัวร์ อันดับที่ 1 มูลค่า 153.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 2 มูลค่า 149.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 3.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.68 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| โกตดิวัวร์ | 7.36% | 31.62% | +24.26 จุด | 1,797 |
| ไทย | 33.20% | 30.94% | −2.26 จุด | 1,782 |
| อินโดนีเซีย | 37.94% | 17.16% | −20.78 จุด | 1,880 |
| เวียดนาม | 11.24% | 9.11% | −2.13 จุด | 1,880 |
| มาเลเซีย | 7.34% | 4.92% | −2.42 จุด | 1,959 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของตุรกีลดลง 2.26 จุด จาก 33.20% เป็น 30.94% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ โกตดิวัวร์ เพิ่มขึ้น 24.26 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ
ในปี 2567 ตุรกีจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,782 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,822 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 2.2% และสูงกว่าไลบีเรียซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,689 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 5.5% ราคาที่ไทยได้รับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดและส่วนแบ่งมิได้เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าไทยยังไม่ได้รับผลตอบแทนที่สมกับต้นทุนการผลิต จึงควรทบทวนว่าสินค้าที่ส่งเข้าตลาดนี้อยู่ในกลุ่มเกรดที่แข่งด้วยราคาเป็นหลักหรือไม่
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี
ตุรกี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปตุรกีมูลค่ารวม 5,621.89 ล้านบาท ลดลง 35.91% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 8,772.00 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ยางธรรมชาติแปรรูป | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 5,814.45 | 3,160.42 | 2,454.27 | 197.09 |
| 2564 | 8,504.83 | 5,632.86 | 2,702.97 | 157.49 |
| 2565 | 8,755.84 | 6,059.20 | 2,514.83 | 175.85 |
| 2566 | 8,536.32 | 4,879.13 | 3,495.16 | 157.96 |
| 2567 | 8,772.00 | 5,582.54 | 2,927.42 | 243.25 |
| 2568 | 5,621.89 | 3,203.82 | 1,976.82 | 438.73 |
| 2569* | 3,291.75 | 2,132.30 | 934.04 | 225.41 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปตุรกี 46,337 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 3,203.82 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 69.14 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 82,834 ตัน มูลค่า 5,582.54 ล้านบาท หรือ 67.39 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 42.61% ปริมาณลดลง 44.06% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 2.60% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 1,256.33 | 58.9% |
| ยางแผ่นรมควัน | ยางธรรมชาติแปรรูป | 545.23 | 25.6% |
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 447.30 | 47.9% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปตุรกีมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 1,256.33 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 447.30 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี
ตุรกี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 9 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 2 ส่วนแบ่ง 30.94%
ลดลง 2.26 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 1.58%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 1,252.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 31.8%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 43.83% ไทยโต 42.79%
ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 1.04 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,782 ดอลลาร์สหรัฐ
ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 2.2% บ่งชี้ว่าไทยยังขายอยู่ในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 24.26 จุด
จึงเป็นต้นทางที่ควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 42.61%
โดยปริมาณลด 44.06% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 69.14 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–ตุรกี
ตุรกี
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 24.53% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งตุรกีนำเข้า 1,252.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 1.58% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 613.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ราคาที่ไทยได้รับยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทางอยู่ 2.2% ซึ่งหมายความว่าไทยยังขายในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก การยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพจึงเป็นทางที่จะเปลี่ยนฐานการแข่งขันในตลาดนี้ แนวทางที่ควรทำคือรักษาความสม่ำเสมอของเกรดที่ส่งมอบ และสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า เพราะเงื่อนไขด้านความยั่งยืนกำลังขยายจากตลาดยุโรปไปสู่ตลาดอื่นตามลำดับ
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 24.26 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับไลบีเรีย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 5.5% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 24.53% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 1.58% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,782 ดอลลาร์ต่อตัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2.2% | ไทยยังอยู่ในกลุ่มที่ผู้ซื้อเลือกด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก | ยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพเพื่อเปลี่ยนฐานการแข่งขัน |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 24.26 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 44.06% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล