
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–โปรตุเกส
ประเทศไทย
โปรตุเกส


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
โปรตุเกส

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส
โปรตุเกส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
โปรตุเกสเป็นระบบเศรษฐกิจขนาดเล็กที่เปิดกว้างและพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดยุโรปเป็นหลัก โดยมีสเปนเป็นคู่ค้าที่ใกล้ชิดที่สุดทั้งในฐานะตลาดปลายทางและเส้นทางผ่านของสินค้า ภาคการผลิตของโปรตุเกสเน้นการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่ใช้แรงงานฝีมือ ขนาดของตลาดที่เล็กทำให้มูลค่าการนำเข้ายางผันผวนได้มากจากคำสั่งซื้อของโรงงานเพียงไม่กี่แห่ง การอ่านตัวเลขรายปีของโปรตุเกสจึงควรดูทิศทางหลายปีประกอบ มิใช่ตัดสินจากการเปลี่ยนแปลงปีต่อปีเพียงปีเดียว
อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางของโปรตุเกสคือการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อส่งออก และอุตสาหกรรมรองเท้าซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่มีชื่อเสียงของประเทศและใช้ยางเป็นวัตถุดิบพื้นรองเท้า นอกจากนี้ยังมีการผลิตชิ้นส่วนยางสำหรับงานก่อสร้างและอุปกรณ์อุตสาหกรรม เนื่องจากฐานการผลิตมีขนาดจำกัด โปรตุเกสจึงนำเข้ายางในลักษณะเติมเต็มความต้องการเฉพาะกลุ่ม มากกว่าการนำเข้าเป็นวัตถุดิบมวลรวมแบบประเทศที่มีอุตสาหกรรมยางล้อขนาดใหญ่
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 โปรตุเกสเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 34 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 4 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 8.32% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.45% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 47.6% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
ในฐานะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป การนำยางเข้าสู่ตลาดนี้อยู่ภายใต้ระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องแสดงหลักฐานว่าวัตถุดิบมิได้มาจากพื้นที่ที่เปลี่ยนสภาพจากป่า พร้อมพิกัดแปลงปลูกที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เงื่อนไขนี้เปลี่ยนการแข่งขันจากเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว มาเป็นเรื่องความสามารถในการพิสูจน์แหล่งที่มา ซึ่งเป็นด้านที่ไทยมีระบบทะเบียนเกษตรกรและระบบตรวจสอบย้อนกลับรองรับอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค หากผู้ส่งออกไทยเตรียมเอกสารได้ทันตามกรอบเวลาที่สหภาพยุโรปกำหนด
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส
นำเข้าจากโลก ปี 2567
1,295.34ล้าน$
+1.05%นำเข้าจากไทย
31.72ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 โปรตุเกสนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 1,295.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.05% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 31.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.45%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของโปรตุเกสจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 1,010.59 เป็น 1,295.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (28.18%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 2.56% ในปี 2563 เป็น 2.45% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2564 ที่ 2.82% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 1.96%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่โปรตุเกสนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 28.18% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 22.71% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 5.47 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 163.64 | 6.35 | 3.88% |
| ยางล้อและยางใน | 616.87 | 22.18 | 3.60% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 514.83 | 3.22 | 0.63% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส
โปรตุเกส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังโปรตุเกส มูลค่า 31.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.45% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก มาเลเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่โปรตุเกสนำเข้า (23.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 4
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 70.53 | +31.97% | 5.87 | 8.32% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 93.11 | −13.61% | 0.48 | 0.51% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 574.90 | +2.34% | 21.27 | 3.70% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 34.65 | +8.25% | 0.00 | 0.00% |
| 4013 | ยางใน | 7.32 | +48.80% | 0.91 | 12.38% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 178.93 | −4.73% | 1.21 | 0.67% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 2.97 | −10.18% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 1.47 | +33.06% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 8.42 | +11.86% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 1.89 | −1.62% | 1.20 | 63.41% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 26.01 | −17.62% | 0.03 | 0.10% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 49.62 | +2.75% | 0.03 | 0.05% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 22.66 | −11.17% | 0.03 | 0.13% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 18.68 | +36.70% | 0.00 | 0.00% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 42.03 | −3.27% | 0.51 | 1.22% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 159.38 | +2.71% | 0.20 | 0.12% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 2.77 | +5.57% | 0.01 | 0.29% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของโปรตุเกส ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 574.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 178.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 159.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 63.41%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส
โปรตุเกส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 3.88% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 3.60% ทั้งที่โปรตุเกสนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 616.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 163.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งโปรตุเกสนำเข้าจากโลกมูลค่า 574.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 3.70% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของโปรตุเกสสามอันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย (33.99%) โกตดิวัวร์ (28.78%) อินโดนีเซีย (17.17%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 4ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | มาเลเซีย | 23.98 | 13,524 | 33.99% |
| 2 | โกตดิวัวร์ | 20.30 | 11,550 | 28.78% |
| 3 | อินโดนีเซีย | 12.11 | 6,395 | 17.17% |
| 4 | ไทย | 5.87 | 3,093 | 8.32% |
| 5 | สเปน | 2.30 | 643 | 3.27% |
| 6 | ไม่ระบุประเทศต้นทาง (รหัส S19) | 0.95 | 524 | 1.34% |
| 7 | อิตาลี | 0.81 | 173 | 1.15% |
| 8 | ฝรั่งเศส | 0.70 | 153 | 0.99% |
| 9 | เวียดนาม | 0.66 | 374 | 0.94% |
| 10 | สโลวาเกีย | 0.60 | 323 | 0.85% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | สเปน | 407.28 | 31.44% |
| 2 | เยอรมนี | 144.35 | 11.14% |
| 3 | ฝรั่งเศส | 93.79 | 7.24% |
| 4 | จีน | 91.11 | 7.03% |
| 5 | อิตาลี | 61.44 | 4.74% |
| 6 | เนเธอร์แลนด์ | 52.82 | 4.08% |
| 7 | เบลเยียม | 45.07 | 3.48% |
| 8 | อินเดีย | 42.61 | 3.29% |
| 9 | ญี่ปุ่น | 37.77 | 2.92% |
| 10 | โปแลนด์ | 36.22 | 2.80% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส
โปรตุเกส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของโปรตุเกสคือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 3 มูลค่า 12.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 4 มูลค่า 5.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 6.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8.85 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| มาเลเซีย | 20.34% | 33.99% | +13.65 จุด | 1,773 |
| โกตดิวัวร์ | 32.72% | 28.78% | −3.94 จุด | 1,757 |
| อินโดนีเซีย | 18.07% | 17.17% | −0.90 จุด | 1,894 |
| ไทย | 9.79% | 8.32% | −1.47 จุด | 1,897 |
| สเปน | 8.91% | 3.27% | −5.64 จุด | 3,582 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของโปรตุเกสลดลง 1.47 จุด จาก 9.79% เป็น 8.32% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ มาเลเซีย เพิ่มขึ้น 13.65 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ
ในปี 2567 โปรตุเกสจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,897 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,861 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 1.9% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,757 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 8.0% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่กลับเสียส่วนแบ่งลง บ่งชี้ว่าผู้ซื้อเริ่มให้น้ำหนักกับต้นทุนมากขึ้น และส่วนต่างราคาที่ไทยเคยเรียกได้จากคุณภาพกำลังถูกท้าทาย จึงควรตรวจสอบว่าคุณภาพและเงื่อนไขการส่งมอบยังต่างจากคู่แข่งมากพอที่จะรองรับส่วนต่างราคานี้หรือไม่
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส
โปรตุเกส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปโปรตุเกสมูลค่ารวม 1,290.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.66% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 1,187.46 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป | รองเท้าที่ทำด้วยยาง |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 760.40 | 568.97 | 147.12 | 8.14 |
| 2564 | 952.65 | 700.68 | 216.01 | 7.40 |
| 2565 | 1,146.80 | 806.41 | 287.59 | 23.03 |
| 2566 | 838.01 | 716.13 | 35.38 | 20.10 |
| 2567 | 1,187.46 | 892.07 | 236.30 | 25.36 |
| 2568 | 1,290.30 | 1,075.97 | 183.66 | 18.74 |
| 2569* | 779.46 | 644.14 | 129.59 | 1.57 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปโปรตุเกส 2,711 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 183.66 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 67.75 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 3,444 ตัน มูลค่า 236.30 ล้านบาท หรือ 68.62 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 22.28% ปริมาณลดลง 21.28% และราคาต่อหน่วยลดลง 1.27% มูลค่าลดลงจากทั้งสองด้านพร้อมกัน คือขายได้น้อยลงและได้ราคาต่ำลงด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรให้น้ำหนักมากกว่ากรณีที่ลดลงจากด้านใดด้านหนึ่ง เพราะสะท้อนทั้งอุปสงค์ที่อ่อนลงและอำนาจต่อรองที่ลดลงในเวลาเดียวกัน
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 576.84 | 89.6% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 122.42 | 94.5% |
| ด้ายและด้ายชนิดคอร์ด ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 21.77 | 3.4% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปโปรตุเกสมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 122.42 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 576.84 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส
โปรตุเกส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 34 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 4 ส่วนแบ่ง 8.32%
ลดลง 1.47 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 3.60%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 616.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 47.6%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 28.18% ไทยโต 22.71%
ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 5.47 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,897 ดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 1.9% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือมาเลเซีย เพิ่ม 13.65 จุด
ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 7.0% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 22.28%
โดยปริมาณลด 21.28% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 67.75 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส
โปรตุเกส
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 3.88% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งโปรตุเกสนำเข้า 616.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 3.60% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 163.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 1.9% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของมาเลเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 13.65 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 8.0% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 3.88% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 3.60% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,897 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.9% | ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุด | รักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ |
| มาเลเซียเพิ่มส่วนแบ่ง 13.65 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 21.28% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล