ข้ามไปเนื้อหา
RAOT DSS
รายงานประจำทั้งหมด
ตลาดโปรตุเกส · ข้อมูลปี 2567
กยท.

การยางแห่งประเทศไทย

Rubber Authority of Thailand

สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–โปรตุเกส

ประเทศไทย

ยางพารา

โปรตุเกส

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส

โปรตุเกส

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

1) ภาพรวมประเทศโปรตุเกส

โปรตุเกสเป็นระบบเศรษฐกิจขนาดเล็กที่เปิดกว้างและพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดยุโรปเป็นหลัก โดยมีสเปนเป็นคู่ค้าที่ใกล้ชิดที่สุดทั้งในฐานะตลาดปลายทางและเส้นทางผ่านของสินค้า ภาคการผลิตของโปรตุเกสเน้นการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่ใช้แรงงานฝีมือ ขนาดของตลาดที่เล็กทำให้มูลค่าการนำเข้ายางผันผวนได้มากจากคำสั่งซื้อของโรงงานเพียงไม่กี่แห่ง การอ่านตัวเลขรายปีของโปรตุเกสจึงควรดูทิศทางหลายปีประกอบ มิใช่ตัดสินจากการเปลี่ยนแปลงปีต่อปีเพียงปีเดียว

อุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ยางของโปรตุเกสคือการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อส่งออก และอุตสาหกรรมรองเท้าซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่มีชื่อเสียงของประเทศและใช้ยางเป็นวัตถุดิบพื้นรองเท้า นอกจากนี้ยังมีการผลิตชิ้นส่วนยางสำหรับงานก่อสร้างและอุปกรณ์อุตสาหกรรม เนื่องจากฐานการผลิตมีขนาดจำกัด โปรตุเกสจึงนำเข้ายางในลักษณะเติมเต็มความต้องการเฉพาะกลุ่ม มากกว่าการนำเข้าเป็นวัตถุดิบมวลรวมแบบประเทศที่มีอุตสาหกรรมยางล้อขนาดใหญ่

ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 โปรตุเกสเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 34 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 4 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 8.32% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.45% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 47.6% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ

ในฐานะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป การนำยางเข้าสู่ตลาดนี้อยู่ภายใต้ระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องแสดงหลักฐานว่าวัตถุดิบมิได้มาจากพื้นที่ที่เปลี่ยนสภาพจากป่า พร้อมพิกัดแปลงปลูกที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เงื่อนไขนี้เปลี่ยนการแข่งขันจากเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว มาเป็นเรื่องความสามารถในการพิสูจน์แหล่งที่มา ซึ่งเป็นด้านที่ไทยมีระบบทะเบียนเกษตรกรและระบบตรวจสอบย้อนกลับรองรับอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค หากผู้ส่งออกไทยเตรียมเอกสารได้ทันตามกรอบเวลาที่สหภาพยุโรปกำหนด

ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

1

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส

2) ภาพรวมการนำเข้ายางและของทำด้วยยาง

นำเข้าจากโลก ปี 2567

1,295.34ล้าน$

+1.05%

นำเข้าจากไทย

31.72ล้าน$

ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้

2.45%

นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย

ในปี 2567 โปรตุเกสนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 1,295.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.05% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 31.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.45%

ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของโปรตุเกสจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 1,010.59 เป็น 1,295.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (28.18%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางลดลงจาก 2.56% ในปี 2563 เป็น 2.45% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2564 ที่ 2.82% และต่ำสุดคือ 2566 ที่ 1.96%

เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่โปรตุเกสนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 28.18% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 22.71% ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาดอยู่ 5.47 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยลดลง แม้มูลค่าที่ส่งออกได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม กรณีเช่นนี้คือเหตุผลที่ต้องอ่านส่วนแบ่งควบคู่กับมูลค่าเสมอ เพราะการเติบโตที่ช้ากว่าตลาดคือการถอยในเชิงเปรียบเทียบ

กลุ่มจากโลก (ล้าน$)จากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม163.646.353.88%
ยางล้อและยางใน616.8722.183.60%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ514.833.220.63%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

2

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส

โปรตุเกส

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

2.5) มุมมองจากแผนที่การค้า

ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังโปรตุเกส มูลค่า 31.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.45% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้

ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก

การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก มาเลเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่โปรตุเกสนำเข้า (23.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 4

ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

3

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส

3) นำเข้าแยกรายพิกัด

พิกัดรายการนำเข้าจากโลก (ล้าน$)%เทียบปีก่อนนำเข้าจากไทย (ล้าน$)ส่วนแบ่งไทย
ยางธรรมชาติและยางผสม
4001ยางธรรมชาติ70.53+31.97%5.878.32%
4005ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์93.11−13.61%0.480.51%
ยางล้อและยางใน
4011ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)574.90+2.34%21.273.70%
4012ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว34.65+8.25%0.000.00%
4013ยางใน7.32+48.80%0.9112.38%
ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ
4002ยางสังเคราะห์178.93−4.73%1.210.67%
4003ยางรีเคลม2.97−10.18%0.000.00%
4004เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้1.47+33.06%0.000.00%
4006ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์8.42+11.86%0.000.00%
4007เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์1.89−1.62%1.2063.41%
4008แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์26.01−17.62%0.030.10%
4009หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์49.62+2.75%0.030.05%
4010สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง22.66−11.17%0.030.13%
4014ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง18.68+36.70%0.000.00%
4015เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง42.03−3.27%0.511.22%
4016ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์159.38+2.71%0.200.12%
4017ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง2.77+5.57%0.010.29%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของโปรตุเกส ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 574.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 178.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 159.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 63.41%

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

4

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส

โปรตุเกส

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

3.1) การอ่านข้อมูลรายพิกัดเพิ่มเติม

ก) พิกัดที่โปรตุเกสนำเข้ามากที่สุดสามอันดับ

  • ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ)(4011)574.90 ล้าน$(+2.34%)
  • ยางสังเคราะห์(4002)178.93 ล้าน$(−4.73%)
  • ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์(4016)159.38 ล้าน$(+2.71%)

ข) พิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสามอันดับ

  • เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์(4007)63.41%
  • ยางใน(4013)12.38%
  • ยางธรรมชาติ(4001)8.32%

ค) พิกัดที่มูลค่านำเข้าโตเร็วที่สุด (ตลาดเป้าหมายที่ไทยเจาะได้)

  • ยางใน(4013)7.32 ล้าน$(+48.80%)
  • ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง(4014)18.68 ล้าน$(+36.70%)
  • ยางธรรมชาติ(4001)70.53 ล้าน$(+31.97%)

เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 3.88% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 3.60% ทั้งที่โปรตุเกสนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 616.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 163.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งโปรตุเกสนำเข้าจากโลกมูลค่า 574.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 3.70% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

5

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส

4) ต้นทางการนำเข้า

ต้นทางยางธรรมชาติหลักของโปรตุเกสสามอันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย (33.99%) โกตดิวัวร์ (28.78%) อินโดนีเซีย (17.17%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 4ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้

4.1 ต้นทางยางธรรมชาติ (พิกัด 4001)

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)ปริมาณ (ตัน)สัดส่วน
1มาเลเซีย23.9813,52433.99%
2โกตดิวัวร์20.3011,55028.78%
3อินโดนีเซีย12.116,39517.17%
4ไทย5.873,0938.32%
5สเปน2.306433.27%
6ไม่ระบุประเทศต้นทาง (รหัส S19)0.955241.34%
7อิตาลี0.811731.15%
8ฝรั่งเศส0.701530.99%
9เวียดนาม0.663740.94%
10สโลวาเกีย0.603230.85%

4.2 ต้นทางทั้งหมวด 40

อันดับประเทศมูลค่า (ล้าน$)สัดส่วน
1สเปน407.2831.44%
2เยอรมนี144.3511.14%
3ฝรั่งเศส93.797.24%
4จีน91.117.03%
5อิตาลี61.444.74%
6เนเธอร์แลนด์52.824.08%
7เบลเยียม45.073.48%
8อินเดีย42.613.29%
9ญี่ปุ่น37.772.92%
10โปแลนด์36.222.80%

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

6

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส

โปรตุเกส

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

4.3) ไทยเทียบคู่แข่งในตลาดนี้

ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของโปรตุเกสคือ อินโดนีเซีย อันดับที่ 3 มูลค่า 12.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 4 มูลค่า 5.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 6.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8.85 จุดของสัดส่วนตลาด

ก) ส่วนแบ่งต้นทางยางธรรมชาติเคลื่อนไหว ปี 2563–2567

ประเทศต้นทาง25632567เปลี่ยนแปลงราคา ($/ตัน)
มาเลเซีย20.34%33.99%+13.65 จุด1,773
โกตดิวัวร์32.72%28.78%3.94 จุด1,757
อินโดนีเซีย18.07%17.17%0.90 จุด1,894
ไทย9.79%8.32%1.47 จุด1,897
สเปน8.91%3.27%5.64 จุด3,582

เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567

ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของโปรตุเกสลดลง 1.47 จุด จาก 9.79% เป็น 8.32% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ มาเลเซีย เพิ่มขึ้น 13.65 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ

ในปี 2567 โปรตุเกสจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,897 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,861 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 1.9% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,757 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 8.0% การที่ไทยขายได้ราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่กลับเสียส่วนแบ่งลง บ่งชี้ว่าผู้ซื้อเริ่มให้น้ำหนักกับต้นทุนมากขึ้น และส่วนต่างราคาที่ไทยเคยเรียกได้จากคุณภาพกำลังถูกท้าทาย จึงควรตรวจสอบว่าคุณภาพและเงื่อนไขการส่งมอบยังต่างจากคู่แข่งมากพอที่จะรองรับส่วนต่างราคานี้หรือไม่

ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

7

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส

โปรตุเกส

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

5) การส่งออกของไทยไปโปรตุเกส

ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปโปรตุเกสมูลค่ารวม 1,290.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.66% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 1,187.46 ล้านบาท

ปีมูลค่ารวม (ล้านบาท)ผลิตภัณฑ์ยางยางธรรมชาติแปรรูปรองเท้าที่ทำด้วยยาง
2563760.40568.97147.128.14
2564952.65700.68216.017.40
25651,146.80806.41287.5923.03
2566838.01716.1335.3820.10
25671,187.46892.07236.3025.36
25681,290.301,075.97183.6618.74
2569*779.46644.14129.591.57

* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม

ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปโปรตุเกส 2,711 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 183.66 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 67.75 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 3,444 ตัน มูลค่า 236.30 ล้านบาท หรือ 68.62 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 22.28% ปริมาณลดลง 21.28% และราคาต่อหน่วยลดลง 1.27% มูลค่าลดลงจากทั้งสองด้านพร้อมกัน คือขายได้น้อยลงและได้ราคาต่ำลงด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรให้น้ำหนักมากกว่ากรณีที่ลดลงจากด้านใดด้านหนึ่ง เพราะสะท้อนทั้งอุปสงค์ที่อ่อนลงและอำนาจต่อรองที่ลดลงในเวลาเดียวกัน

5.1 ชนิดยางที่ไทยส่งออกมากที่สุด (ปีปฏิทินล่าสุด ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569)

ชนิดยางกลุ่มสินค้ามูลค่า (ล้านบาท)สัดส่วนในกลุ่ม
ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ผลิตภัณฑ์ยาง576.8489.6%
ยางแท่งยางธรรมชาติแปรรูป122.4294.5%
ด้ายและด้ายชนิดคอร์ด ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ผลิตภัณฑ์ยาง21.773.4%

ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปโปรตุเกสมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 122.42 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 576.84 ล้านบาท

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

8

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส

โปรตุเกส

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

6) สรุปข้อค้นพบสำคัญ

1

ตลาดขนาดอันดับที่ 34 ของโลก

จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง

2

ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 4 ส่วนแบ่ง 8.32%

ลดลง 1.47 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน

3

ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 3.60%

จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 616.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย

4

มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 47.6%

ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้

5

ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 28.18% ไทยโต 22.71%

ไทยจึงเติบโตช้ากว่าตลาด 5.47 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่ลดลง — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้

6

ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,897 ดอลลาร์สหรัฐ

สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 1.9% ส่วนต่างนี้คือราคาของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องรักษาไว้ด้วยผลงาน มิใช่ด้วยชื่อเสียงเดิม

7

คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือมาเลเซีย เพิ่ม 13.65 จุด

ด้วยราคาที่ต่ำกว่าไทย 7.0% หากผู้ซื้อเปลี่ยนน้ำหนักไปที่ต้นทุน ส่วนแบ่งของไทยจะถูกกดดันเร็วกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันบ่งบอก

8

ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 22.28%

โดยปริมาณลด 21.28% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 67.75 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

9

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–โปรตุเกส

โปรตุเกส

ปีข้อมูล พ.ศ. 2567

7) ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 3.88% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งโปรตุเกสนำเข้า 616.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 3.60% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 163.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 1.9% ที่ตลาดนี้ยอมจ่ายให้ยางไทยเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทาง คือมูลค่าที่ผู้ซื้อให้กับความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ส่วนต่างนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาถาวร และจะหายไปทันทีที่คุณภาพไม่นิ่งหรือการส่งมอบสะดุด สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย

ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของมาเลเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 13.65 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 8.0% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข

7.1 เส้นทางจากหลักฐานสู่ข้อเสนอแนะ

หลักฐานจากคลังข้อมูลสิ่งที่อนุมานได้สิ่งที่ควรทำ
ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 3.88% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 3.60%ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่นผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ
ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,897 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.9%ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้คุณภาพและความแน่นอน ไม่ได้เลือกที่ราคาต่ำสุดรักษาความสม่ำเสมอของเกรดและระบบตรวจสอบย้อนกลับไว้เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ
มาเลเซียเพิ่มส่วนแบ่ง 13.65 จุดในห้าปีโครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุดติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี
ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 21.28% ในปี 2568คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุดใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน

คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น

กองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย

10

ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล

ยังไม่เคยบันทึกฉบับใดของแผ่นนี้