
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–สวีเดน
ประเทศไทย
สวีเดน


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
สวีเดน

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สวีเดน
สวีเดน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
สวีเดนเป็นระบบเศรษฐกิจฐานอุตสาหกรรมของยุโรปเหนือที่มีบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เป็นแกน โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์เชิงพาณิชย์ เครื่องจักรกลหนัก และอุปกรณ์สำหรับกิจการเหมืองแร่ ประเทศมีท่าเรือของตนเองบนชายฝั่งตะวันตกและทะเลบอลติก จึงนำเข้าวัตถุดิบได้โดยตรงมิต้องพึ่งประเทศอื่น สภาพภูมิอากาศหนาวจัดเป็นเงื่อนไขที่กำหนดลักษณะสินค้าหลายอย่าง ทั้งข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของยานยนต์และการใช้งานกลางแจ้งในฤดูหนาว
ความต้องการยางธรรมชาติของสวีเดนมาจากสามทางที่ต่างจากประเทศอื่นในกลุ่มพอสมควร ทางแรกคือยางล้อสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร ซึ่งใช้สัดส่วนยางธรรมชาติสูงกว่ายางล้อรถยนต์นั่ง และตลาดยางล้อสำหรับฤดูหนาวซึ่งมีความต้องการตามฤดูกาลชัดเจน ทางที่สองคืออุตสาหกรรมพอลิเมอร์เชิงวิศวกรรมซึ่งมีผู้ผลิตรายใหญ่ตั้งฐานอยู่ในประเทศ ผลิตซีล ยางกันสั่นสะเทือน และวัสดุยางสำหรับงานอุตสาหกรรมและงานทางทะเล ทางที่สามคือกิจการเหมืองแร่และงานแปรรูปแร่ ซึ่งใช้สายพานลำเลียงและวัสดุบุยางกันสึกในเครื่องบดแร่เป็นของสิ้นเปลืองที่ต้องเปลี่ยนตามรอบ
สวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศปลายทางที่คลังข้อมูลติดตามการนำเข้ายาง ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 1 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 12.86% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 2.14% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 51.5% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
เงื่อนไขที่ต้องติดตามคือระเบียบ EUDR ซึ่งย้ายเกณฑ์การแข่งขันจากราคาไปสู่ความสามารถพิสูจน์แหล่งที่มา ตลาดนี้ให้น้ำหนักกับข้อกำหนดด้านความยั่งยืนและการรับรองจากบุคคลที่สามมากกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพอยู่แล้ว ผู้ซื้อจำนวนหนึ่งกำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงานเพิ่มเติมเหนือกว่าที่กฎหมายกำหนด อีกเรื่องคือวัฏจักรของอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการก่อสร้างซึ่งกำหนดความต้องการสายพานและวัสดุบุยาง เมื่อการลงทุนในสองภาคนี้ชะลอ ความต้องการวัสดุสิ้นเปลืองย่อมลดลงตาม
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สวีเดน
นำเข้าจากโลก ปี 2567
1,960.17ล้าน$
−1.36%นำเข้าจากไทย
42.03ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 สวีเดนนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 1,960.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.36% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 42.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.14%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของสวีเดนจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 1,797.27 เป็น 1,960.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (9.06%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 0.74% ในปี 2563 เป็น 2.14% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2564 ที่ 2.58% และต่ำสุดคือ 2563 ที่ 0.74%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่สวีเดนนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 9.06% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 214.13% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 205.07 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 54.91 | 0.52 | 0.95% |
| ยางล้อและยางใน | 1,009.86 | 35.76 | 3.54% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 895.42 | 5.76 | 0.64% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สวีเดน
สวีเดน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังสวีเดน มูลค่า 42.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 2.14% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก ไทย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่สวีเดนนำเข้า (0.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 1
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สวีเดน
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 4.01 | +32.32% | 0.52 | 12.86% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 50.90 | +0.21% | 0.00 | 0.01% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 971.60 | −3.07% | 35.71 | 3.68% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 33.19 | −12.72% | 0.05 | 0.14% |
| 4013 | ยางใน | 5.07 | −1.88% | 0.00 | 0.08% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 71.41 | −11.13% | 0.00 | 0.00% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 0.24 | −85.46% | 0.00 | 0.00% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 0.49 | −32.10% | 0.00 | 0.20% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 8.12 | −13.69% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 2.63 | +44.07% | 0.00 | 0.00% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 47.74 | −10.69% | 0.04 | 0.08% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 179.55 | −8.06% | 0.02 | 0.01% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 61.67 | −6.83% | 0.02 | 0.03% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 8.35 | +6.54% | 0.82 | 9.88% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 116.52 | +35.43% | 3.55 | 3.05% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 395.70 | +3.26% | 1.30 | 0.33% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 3.00 | +66.09% | 0.01 | 0.27% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของสวีเดน ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 971.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 395.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4009) มูลค่า 179.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ ยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ที่ 12.86%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สวีเดน
สวีเดน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 0.95% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 3.54% ทั้งที่สวีเดนนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 1,009.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 54.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งสวีเดนนำเข้าจากโลกมูลค่า 971.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 3.68% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สวีเดน
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของสวีเดนสามอันดับแรก ได้แก่ ไทย (12.86%) มาเลเซีย (12.16%) ฝรั่งเศส (10.82%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 1ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ไทย | 0.52 | 277 | 12.86% |
| 2 | มาเลเซีย | 0.49 | 198 | 12.16% |
| 3 | ฝรั่งเศส | 0.43 | 73 | 10.82% |
| 4 | เวียดนาม | 0.35 | 171 | 8.62% |
| 5 | ศรีลังกา | 0.34 | 114 | 8.57% |
| 6 | เดนมาร์ก | 0.32 | 82 | 8.08% |
| 7 | เยอรมนี | 0.24 | 46 | 5.88% |
| 8 | เนเธอร์แลนด์ | 0.21 | 102 | 5.26% |
| 9 | สเปน | 0.18 | 81 | 4.56% |
| 10 | อิตาลี | 0.17 | 76 | 4.24% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | เยอรมนี | 294.50 | 15.02% |
| 2 | จีน | 165.52 | 8.44% |
| 3 | โปแลนด์ | 163.88 | 8.36% |
| 4 | เบลเยียม | 144.53 | 7.37% |
| 5 | ฟินแลนด์ | 142.93 | 7.29% |
| 6 | ฝรั่งเศส | 119.46 | 6.09% |
| 7 | อิตาลี | 92.69 | 4.73% |
| 8 | สเปน | 70.68 | 3.61% |
| 9 | ญี่ปุ่น | 69.99 | 3.57% |
| 10 | มาเลเซีย | 63.12 | 3.22% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สวีเดน
สวีเดน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของสวีเดนคือ มาเลเซีย อันดับที่ 2 มูลค่า 0.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 1 มูลค่า 0.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 0.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.70 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| ไทย | 3.28% | 12.86% | +9.58 จุด | 1,863 |
| มาเลเซีย | 14.24% | 12.16% | −2.08 จุด | 2,465 |
| เวียดนาม | 10.45% | 8.62% | −1.83 จุด | 2,023 |
| ศรีลังกา | 3.27% | 8.57% | +5.30 จุด | 3,018 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของสวีเดนเพิ่มขึ้น 9.58 จุด จาก 3.28% เป็น 12.86% ส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นนี้มิได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการแทนที่ต้นทางเดิมที่ถอยลง โดยต้นทางที่เสียส่วนแบ่งมากที่สุดคือ มาเลเซีย ลดลง 2.08 จุด และเวียดนาม ลดลง 1.83 จุด เมื่อรวมทุกต้นทางที่ถอยในกลุ่มนี้ เสียส่วนแบ่งไปทั้งสิ้น 3.91 จุด ขณะที่ฝ่ายที่รุกได้เพิ่มรวม 14.88 จุด ส่วนต่างที่เหลือมาจากต้นทางรายย่อยนอกกลุ่มที่แสดงในตารางนี้ ทั้งนี้ ต้นทางที่รุกคืบเร็วที่สุดในกลุ่มเดียวกันคือศรีลังกา ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.30 จุด จึงเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตาควบคู่ไปด้วย
ในปี 2567 สวีเดนจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,863 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 2,653 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 29.8% และสูงกว่าเวียดนามซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 2,023 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง -7.9% การที่ไทยขายได้ราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งได้ บ่งชี้ว่าส่วนแบ่งที่ได้มาส่วนหนึ่งมาจากความได้เปรียบด้านราคา ซึ่งเป็นฐานที่เปราะบางกว่าความได้เปรียบด้านคุณภาพ เพราะคู่แข่งลอกเลียนได้ทันทีที่ต้นทุนของตนลดลง
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สวีเดน
สวีเดน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปสวีเดนมูลค่ารวม 1,900.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.00% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 1,610.11 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางธรรมชาติแปรรูป |
|---|---|---|---|
| 2563 | 548.38 | 543.87 | 4.51 |
| 2564 | 2,354.25 | 2,337.56 | 14.26 |
| 2565 | 1,565.86 | 1,553.61 | 12.25 |
| 2566 | 1,227.90 | 1,221.25 | 4.19 |
| 2567 | 1,610.11 | 1,594.29 | 15.82 |
| 2568 | 1,900.00 | 1,887.84 | 12.16 |
| 2569* | 879.85 | 868.15 | 11.70 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปสวีเดน 111 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 12.16 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 109.69 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 149 ตัน มูลค่า 15.82 ล้านบาท หรือ 106.17 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 23.14% ปริมาณลดลง 25.50% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 3.32% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 802.33 | 92.4% |
| ถุงมืออื่นๆ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 29.43 | 3.4% |
| ถุงยางคุมกำเนิด | ผลิตภัณฑ์ยาง | 16.10 | 1.9% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปสวีเดนมากที่สุดคือ น้ำยางข้น มูลค่า 11.70 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 802.33 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สวีเดน
สวีเดน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 1 ส่วนแบ่ง 12.86%
เพิ่มขึ้น 9.58 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้มั่นคงขึ้น
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 3.54%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 1,009.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 51.5%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 9.06% ไทยโต 214.13%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 205.06 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น — มูลค่าที่โตขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอบอกว่าชนะหรือแพ้
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,863 ดอลลาร์สหรัฐ
ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 29.8% บ่งชี้ว่าไทยยังขายอยู่ในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือศรีลังกา เพิ่ม 5.30 จุด
จึงเป็นต้นทางที่ควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 23.14%
โดยปริมาณลด 25.50% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 109.69 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สวีเดน
สวีเดน
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 0.95% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งสวีเดนนำเข้า 1,009.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 3.54% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 54.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ราคาที่ไทยได้รับยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทางอยู่ 29.8% ซึ่งหมายความว่าไทยยังขายในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก การยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพจึงเป็นทางที่จะเปลี่ยนฐานการแข่งขันในตลาดนี้ สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของศรีลังกา ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.30 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับเวียดนาม ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 7.9% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 0.95% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 3.54% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,863 ดอลลาร์ต่อตัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 29.8% | ไทยยังอยู่ในกลุ่มที่ผู้ซื้อเลือกด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก | ยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพเพื่อเปลี่ยนฐานการแข่งขัน |
| ศรีลังกาเพิ่มส่วนแบ่ง 5.30 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 25.50% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล