
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์การค้ายางพาราไทย–สโลวีเนีย
ประเทศไทย
สโลวีเนีย


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
สโลวีเนีย

สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวีเนีย
สโลวีเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
สโลวีเนียเป็นประเทศขนาดเล็กในยุโรปกลางที่มีชายฝั่งสั้น ๆ บนทะเลเอเดรียติกและมีท่าเรือของตนเอง ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูการค้าให้ประเทศในยุโรปกลางที่ไม่มีทางออกทะเลด้วย เศรษฐกิจพึ่งพาภาคการผลิตเพื่อการส่งออกในสัดส่วนสูง และผูกโยงแน่นแฟ้นกับห่วงโซ่การผลิตยานยนต์ของยุโรปตะวันตก อุปสงค์ภายในประเทศมีขนาดเล็ก กิจกรรมการผลิตจึงขึ้นกับคำสั่งซื้อจากตลาดยุโรปเป็นหลัก
สโลวีเนียเป็นที่ตั้งของโรงงานยางล้อที่อยู่ในเครือของผู้ผลิตข้ามชาติ จึงเป็นผู้ใช้ยางธรรมชาติโดยตรงมิใช่เพียงผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายต่อ นอกจากยางล้อแล้วยังมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยางและชิ้นส่วนยานยนต์ที่ป้อนโรงงานประกอบรถยนต์ในภูมิภาค รวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนซึ่งใช้ชิ้นส่วนยางเป็นส่วนประกอบ ท่าเรือของประเทศยังทำให้ยางบางส่วนที่ผ่านเข้ามามิได้ถูกใช้ในประเทศ หากเคลื่อนย้ายต่อไปยังโรงงานในประเทศข้างเคียง
ในบรรดา 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 สโลวีเนียเป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 35 ของโลก ไทยเป็นต้นทางยางธรรมชาติอันดับที่ 3 ของประเทศนี้ ด้วยส่วนแบ่ง 16.28% ของมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมทั้งหมวด 40 ซึ่งรวมยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปเข้าไปด้วย ส่วนแบ่งของไทยลดลงเหลือ 3.63% เนื่องจากมูลค่านำเข้าของประเทศนี้กระจุกอยู่ที่กลุ่มยางล้อถึง 44.2% ของทั้งหมวด ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยยังเข้าไปแข่งขันได้น้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบมาก ระยะห่างระหว่างตัวเลขสองตัวนี้คือประเด็นที่หัวข้อถัดไปของรายงานจะขยายความ
เงื่อนไขที่ต้องติดตามคือระเบียบ EUDR และวัฏจักรการผลิตยานยนต์ของยุโรป ซึ่งกำหนดคำสั่งซื้อของโรงงานในประเทศนี้เกือบทั้งหมด เมื่อยอดผลิตรถยนต์ในยุโรปชะลอตัว ความต้องการวัตถุดิบยางย่อมลดลงตามอย่างรวดเร็ว อีกเรื่องคือการตีความตัวเลข เพราะบทบาทท่าเรือทำให้ยอดนำเข้าส่วนหนึ่งเป็นการค้าผ่านเพื่อส่งต่อ มิใช่การใช้ภายในประเทศทั้งหมด การอ่านส่วนแบ่งตลาดที่นี่จึงต้องแยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน
ย่อหน้าความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเงื่อนไขที่ต้องติดตาม เป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวีเนีย
นำเข้าจากโลก ปี 2567
755.69ล้าน$
+3.38%นำเข้าจากไทย
27.41ล้าน$
ส่วนแบ่งไทยในการนำเข้าของประเทศนี้
นำเข้าจากโลกนำเข้าจากไทย
ในปี 2567 สโลวีเนียนำเข้ายางและของทำด้วยยาง (พิกัดศุลกากรหมวด 40) จากทั่วโลกมูลค่า 755.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.38% จากปี 2566 โดยนำเข้าจากไทย 27.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นส่วนแบ่ง 3.63%
ตลอดช่วง 2563–2567 มูลค่านำเข้าหมวด 40 ของสโลวีเนียจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 559.22 เป็น 755.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (35.13%) ส่วนแบ่งของไทยในตลาดนี้มีทิศทางสูงขึ้นจาก 3.07% ในปี 2563 เป็น 3.63% ในปี 2567 โดยปีที่ไทยมีส่วนแบ่งสูงสุดคือ 2564 ที่ 6.36% และต่ำสุดคือ 2565 ที่ 2.61%
เมื่อแยกอัตราการเติบโตของสองฝั่งออกจากกัน ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 มูลค่าที่สโลวีเนียนำเข้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น 35.13% ขณะที่มูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 59.73% ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาดอยู่ 24.60 จุด ซึ่งเป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้ส่วนแบ่งของไทยสูงขึ้น การแยกอ่านเช่นนี้จำเป็น เพราะมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่กำลังขยายตัวอาจหมายถึงการเสียส่วนแบ่งก็ได้ หากเติบโตช้ากว่าตลาดโดยรวม การดูเฉพาะตัวเลขมูลค่าจึงให้ภาพที่ไม่ครบ
| กลุ่ม | จากโลก (ล้าน$) | จากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | 134.18 | 10.79 | 8.04% |
| ยางล้อและยางใน | 334.04 | 8.15 | 2.44% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | 287.47 | 8.47 | 2.95% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวีเนีย
สโลวีเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ไทยส่งออก

ไทยส่งออกยางและของทำด้วยยางไปยังสโลวีเนีย มูลค่า 27.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 คิดเป็นส่วนแบ่ง 3.63% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของประเทศนี้
ไทยนำเข้า

แผนที่นี้แสดงต้นทางที่ไทยนำเข้ายาง — ใช้ประกอบการมองว่าไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทานโลก
การค้ายางธรรมชาติของโลก

ในการค้ายางธรรมชาติของโลก อินโดนีเซีย เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดที่สโลวีเนียนำเข้า (28.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไทยอยู่อันดับ 3
ที่มา : แผนที่จากแดชบอร์ดตลาดโลก–ตลาดไทย ของระบบ · ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ปี 2567
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวีเนีย
| พิกัด | รายการ | นำเข้าจากโลก (ล้าน$) | %เทียบปีก่อน | นำเข้าจากไทย (ล้าน$) | ส่วนแบ่งไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติและยางผสม | |||||
| 4001 | ยางธรรมชาติ | 66.26 | +3.09% | 10.79 | 16.28% |
| 4005 | ยางผสม (คอมปาวด์) ยังไม่วัลแคไนซ์ | 67.92 | −1.97% | 0.00 | 0.00% |
| ยางล้อและยางใน | |||||
| 4011 | ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 319.92 | +12.93% | 8.09 | 2.53% |
| 4012 | ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 11.28 | −1.31% | 0.00 | 0.00% |
| 4013 | ยางใน | 2.84 | +37.18% | 0.06 | 2.01% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ | |||||
| 4002 | ยางสังเคราะห์ | 111.14 | −11.85% | 5.27 | 4.74% |
| 4003 | ยางรีเคลม | 1.14 | +8.96% | 0.00 | 0.35% |
| 4004 | เศษยางและของที่ใช้ไม่ได้ | 0.37 | −52.15% | 0.00 | 0.00% |
| 4006 | ยางในลักษณะอื่น ยังไม่วัลแคไนซ์ | 0.96 | +90.51% | 0.00 | 0.00% |
| 4007 | เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ | 0.78 | −2.50% | 0.64 | 81.51% |
| 4008 | แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 16.32 | −7.95% | 0.00 | 0.02% |
| 4009 | หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 34.33 | −1.65% | 0.01 | 0.03% |
| 4010 | สายพานลำเลียงและสายพานส่งกำลัง | 13.13 | +12.77% | 0.01 | 0.10% |
| 4014 | ของใช้ทางเภสัชกรรมทำด้วยยาง | 2.56 | +1.31% | 0.59 | 23.06% |
| 4015 | เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 13.98 | +19.36% | 1.75 | 12.51% |
| 4016 | ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 91.58 | −0.31% | 0.20 | 0.22% |
| 4017 | ยางแข็งและของทำด้วยยางแข็ง | 1.18 | +13.46% | 0.00 | 0.00% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
พิกัดที่มีมูลค่านำเข้าจากโลกสูงสุดสามอันดับแรกของสโลวีเนีย ได้แก่ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) มูลค่า 319.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์ (พิกัด 4002) มูลค่า 111.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4016) มูลค่า 91.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิกัดที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือ เส้นด้ายและเชือกยางวัลแคไนซ์ (พิกัด 4007) ที่ 81.51%
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวีเนีย
สโลวีเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมื่อมองสองด้านของตลาดนี้พร้อมกันจะเห็นความไม่สมมาตรที่ชัดเจน ด้านวัตถุดิบ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งนับพิกัด 4001 และ 4005 รวมกัน อยู่ที่ 8.04% ขณะที่ด้านสินค้าปลายทางซึ่งเป็นที่ที่มูลค่าส่วนใหญ่อยู่ ไทยมีส่วนแบ่งในกลุ่มยางล้อเพียง 2.44% ทั้งที่สโลวีเนียนำเข้ายางล้อจากโลกถึง 334.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกลุ่มยางธรรมชาติที่ 134.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความต่างนี้หมายความว่ายางไทยเข้าสู่ตลาดนี้ในฐานะวัตถุดิบที่ผู้อื่นนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วขายกลับเข้าตลาดเดียวกัน ในปี 2567 พิกัดที่เหลือช่องว่างให้ไทยขยายตลาดได้มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) (พิกัด 4011) ซึ่งสโลวีเนียนำเข้าจากโลกมูลค่า 319.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.53% อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าไปในพิกัดปลายทางเช่นนี้อาศัยเงื่อนไขคนละชุดกับการขายวัตถุดิบ กล่าวคือต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และต้องเข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่มีสัญญาผูกพันกับผู้ผลิตเดิมอยู่แล้ว ความได้เปรียบด้านคุณภาพเนื้อยางที่ไทยมีในตลาดวัตถุดิบจึงไม่ส่งผ่านมาถึงตลาดปลายทางโดยอัตโนมัติ
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวีเนีย
ต้นทางยางธรรมชาติหลักของสโลวีเนียสามอันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย (42.35%) โกตดิวัวร์ (23.79%) ไทย (16.28%) ส่วนไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 3ในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของประเทศนี้
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | อินโดนีเซีย | 28.06 | 16,261 | 42.35% |
| 2 | โกตดิวัวร์ | 15.76 | 9,700 | 23.79% |
| 3 | ไทย | 10.79 | 6,993 | 16.28% |
| 4 | เบลเยียม | 4.88 | 2,573 | 7.36% |
| 5 | เวียดนาม | 2.27 | 1,232 | 3.42% |
| 6 | มาเลเซีย | 1.85 | 782 | 2.79% |
| 7 | แคเมอรูน | 0.43 | 269 | 0.64% |
| 8 | อิตาลี | 0.33 | 115 | 0.49% |
| 9 | สิงคโปร์ | 0.32 | 171 | 0.48% |
| 10 | โปแลนด์ | 0.29 | 145 | 0.43% |
| อันดับ | ประเทศ | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| 1 | เยอรมนี | 114.40 | 15.14% |
| 2 | อิตาลี | 53.66 | 7.10% |
| 3 | โปแลนด์ | 52.80 | 6.99% |
| 4 | อินโดนีเซีย | 44.24 | 5.85% |
| 5 | จีน | 37.98 | 5.03% |
| 6 | เกาหลีใต้ | 36.71 | 4.86% |
| 7 | เซอร์เบีย | 33.60 | 4.45% |
| 8 | สาธารณรัฐเช็ก | 33.21 | 4.39% |
| 9 | ฝรั่งเศส | 30.62 | 4.05% |
| 10 | ไทย | 27.41 | 3.63% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวีเนีย
สโลวีเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ประเทศที่มีอันดับใกล้เคียงกับไทยมากที่สุดในบรรดาต้นทางยางธรรมชาติของสโลวีเนียคือ โกตดิวัวร์ อันดับที่ 2 มูลค่า 15.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 3 มูลค่า 10.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างกัน 4.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7.51 จุดของสัดส่วนตลาด
| ประเทศต้นทาง | 2563 | 2567 | เปลี่ยนแปลง | ราคา ($/ตัน) |
|---|---|---|---|---|
| อินโดนีเซีย | 45.64% | 42.35% | −3.29 จุด | 1,726 |
| โกตดิวัวร์ | 18.07% | 23.79% | +5.72 จุด | 1,625 |
| ไทย | 20.32% | 16.28% | −4.04 จุด | 1,543 |
| เบลเยียม | 2.95% | 7.36% | +4.41 จุด | 1,896 |
| เวียดนาม | 2.90% | 3.42% | +0.52 จุด | 1,839 |
เปลี่ยนแปลงเป็นจุดร้อยละของส่วนแบ่งมูลค่านำเข้ายางธรรมชาติ (พิกัด 4001) มิใช่อัตราการเติบโตของมูลค่า · ราคาต่อตันคำนวณจากมูลค่าหารด้วยปริมาณของปี 2567
ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ส่วนแบ่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติของสโลวีเนียลดลง 4.04 จุด จาก 20.32% เป็น 16.28% ส่วนแบ่งที่หายไปถูกรับช่วงโดยต้นทางที่รุกคืบขึ้นมาแทน ได้แก่ โกตดิวัวร์ เพิ่มขึ้น 5.72 จุด และเบลเยียม เพิ่มขึ้น 4.41 จุด การเปลี่ยนมือเช่นนี้บ่งชี้ว่าตลาดมิได้หดตัวจนทุกฝ่ายเสียหายเท่ากัน แต่เป็นการเปลี่ยนแหล่งซื้อของผู้นำเข้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากราคา คุณภาพ หรือเงื่อนไขการส่งมอบ
ในปี 2567 สโลวีเนียจ่ายค่ายางธรรมชาติจากไทยเฉลี่ยตันละ 1,543 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทางรวมกัน (ตันละ 1,706 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่ 9.6% และสูงกว่าโกตดิวัวร์ซึ่งเป็นต้นทางที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ตันละ 1,625 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง -5.0% ราคาที่ไทยได้รับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดและส่วนแบ่งมิได้เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าไทยยังไม่ได้รับผลตอบแทนที่สมกับต้นทุนการผลิต จึงควรทบทวนว่าสินค้าที่ส่งเข้าตลาดนี้อยู่ในกลุ่มเกรดที่แข่งด้วยราคาเป็นหลักหรือไม่
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567)
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวีเนีย
สโลวีเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ในปี 2568 ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปสโลวีเนียมูลค่ารวม 706.47 ล้านบาท ลดลง 67.54% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 2,176.51 ล้านบาท
| ปี | มูลค่ารวม (ล้านบาท) | ยางธรรมชาติแปรรูป | ผลิตภัณฑ์ยาง | ยางสังเคราะห์ |
|---|---|---|---|---|
| 2563 | 724.88 | 376.87 | 261.11 | 86.90 |
| 2564 | 1,831.53 | 1,470.32 | 238.84 | 122.37 |
| 2565 | 3,276.21 | 2,645.51 | 330.14 | 300.56 |
| 2566 | 1,542.14 | 1,183.53 | 271.68 | 86.93 |
| 2567 | 2,176.51 | 1,766.85 | 298.04 | 111.62 |
| 2568 | 706.47 | 316.34 | 219.56 | 170.57 |
| 2569* | 287.92 | 58.80 | 147.01 | 82.11 |
* ปี 2569 เป็นข้อมูลถึงเดือนกรกฎาคม
ที่มา : กรมศุลกากร ประมวลผลโดยกองวิจัยเศรษฐกิจยาง ฝ่ายเศรษฐกิจยาง · ข้อมูลถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อแยกมูลค่าออกจากปริมาณในกลุ่มยางธรรมชาติแปรรูป พบว่าปี 2568 ไทยส่งไปสโลวีเนีย 4,142 ตันเนื้อยางแห้ง มูลค่า 316.34 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ย 76.37 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับปี 2567 ที่ 27,067 ตัน มูลค่า 1,766.85 ล้านบาท หรือ 65.28 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือมูลค่าลดลง 82.10% ปริมาณลดลง 84.70% และราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 16.99% การอ่านเช่นนี้เปลี่ยนข้อสรุปไปคนละทางกับการดูมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมูลค่าที่ลดลงมิได้เกิดจากราคายางที่ตกต่ำ แต่เกิดจากปริมาณที่ส่งได้น้อยลง โดยราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นช่วยพยุงมูลค่าไว้ส่วนหนึ่ง ประเด็นที่ต้องหาสาเหตุจึงเป็นเรื่องอุปทานหรือคำสั่งซื้อที่หายไป มิใช่เรื่องอำนาจต่อรองด้านราคา
| ชนิดยาง | กลุ่มสินค้า | มูลค่า (ล้านบาท) | สัดส่วนในกลุ่ม |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ | ผลิตภัณฑ์ยาง | 121.15 | 82.4% |
| BR | ยางสังเคราะห์ | 68.17 | 83.0% |
| ยางแท่ง | ยางธรรมชาติแปรรูป | 32.93 | 56.0% |
ข้อมูลชนิดยางปีปฏิทินล่าสุดของศุลกากร ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2569 (ช่วงเดียวกับแถวปี 2569 ในตารางรายปีข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบปี) พบว่าชนิดยางธรรมชาติแปรรูปที่ไทยส่งออกไปสโลวีเนียมากที่สุดคือ ยางแท่ง มูลค่า 32.93 ล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์ยางที่มากที่สุดคือ ยางนอกชนิดอัดลมที่เป็นของใหม่ มูลค่า 121.15 ล้านบาท
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวีเนีย
สโลวีเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ตลาดขนาดอันดับที่ 35 ของโลก
จาก 46 ประเทศที่มีข้อมูลการนำเข้ายางธรรมชาติในปี 2567 — เป็นตลาดที่มีน้ำหนักพอให้การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งมีผลต่อมูลค่าส่งออกของไทยจริง
ต้นน้ำ (พิกัด 4001) ไทยอันดับที่ 3 ส่วนแบ่ง 16.28%
ลดลง 4.04 จุดจากปี 2563 สะท้อนว่าตำแหน่งของไทยในตลาดยางธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของประเทศนี้ถูกกดดัน
ปลายน้ำ ไทยมีส่วนแบ่งยางล้อเพียง 2.44%
จากมูลค่านำเข้ายางล้อ 334.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ช่องว่างระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำคือที่ที่มูลค่าเพิ่มรั่วไหลออกจากมือผู้ประกอบการไทย
มูลค่านำเข้ากระจุกที่กลุ่มยางล้อ 44.2%
ของมูลค่านำเข้าหมวด 40 ทั้งหมด — โครงสร้างเช่นนี้บอกว่าตลาดนี้ซื้อ "ของที่ผลิตเสร็จแล้ว" มากกว่าซื้อวัตถุดิบไปผลิตเอง การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงข้อนี้
ห้าปี ทั้งหมวด 40 ตลาดโต 35.13% ไทยโต 59.73%
ไทยจึงเติบโตเร็วกว่าตลาด 24.60 จุด ซึ่งเป็นที่มาของส่วนแบ่งในทั้งหมวด 40 ที่สูงขึ้น ขณะที่ส่วนแบ่งในพิกัด 4001 เคลื่อนไหวไปคนละทาง ความต่างนี้เกิดที่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป มิใช่ที่วัตถุดิบ
ตลาดจ่ายให้ยางไทยตันละ 1,543 ดอลลาร์สหรัฐ
ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่จ่ายให้ทุกต้นทาง 9.6% บ่งชี้ว่าไทยยังขายอยู่ในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก
คู่แข่งที่รุกเร็วที่สุดคือโกตดิวัวร์ เพิ่ม 5.72 จุด
จึงเป็นต้นทางที่ควรติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในปีต่อ ๆ ไป
ฝั่งไทย ปี 2568 มูลค่าลด 82.10%
โดยปริมาณลด 84.70% และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 76.37 บาทต่อกิโลกรัม — การแยกสองด้านนี้บอกว่าควรแก้ที่ด้านปริมาณ
สถานการณ์การค้ายางพารา ไทย–สโลวีเนีย
สโลวีเนีย
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — ตัวเลขของตลาดนี้ชี้ตรงกันว่าไทยแข็งแรงในกลุ่มวัตถุดิบ (พิกัด 4001 และ 4005) โดยมีส่วนแบ่ง 8.04% แต่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มที่มูลค่าอยู่จริง คือยางล้อ ซึ่งสโลวีเนียนำเข้า 334.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งเพียง 2.44% ข้อสังเกตที่สำคัญคือ แม้ไทยจะได้ส่วนแบ่งวัตถุดิบของตลาดนี้ไปทั้งหมด มูลค่าที่ได้ก็ยังไม่ถึงขนาดของกลุ่มยางล้อ เพราะกลุ่มวัตถุดิบทั้งกลุ่มมีมูลค่าเพียง 134.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตลาดนี้อย่างมีนัยสำคัญจึงทำไม่ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ มาตรการที่ตรงกับข้อค้นพบนี้คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของประเทศปลายทาง และการเจรจาลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป มากกว่าการมุ่งขยายปริมาณยางดิบเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ราคาที่ไทยได้รับยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทุกต้นทางอยู่ 9.6% ซึ่งหมายความว่าไทยยังขายในกลุ่มที่แข่งด้วยราคาเป็นหลัก การยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพจึงเป็นทางที่จะเปลี่ยนฐานการแข่งขันในตลาดนี้ สำหรับตลาดที่อยู่ในสหภาพยุโรป ระเบียบ EUDR ทำให้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกเปลี่ยนจากจุดขายมาเป็นเงื่อนไขบังคับ ผู้ส่งออกที่เตรียมระบบเอกสารได้ก่อนจะได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ผู้ที่เตรียมไม่ทันจะเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งที่พร้อมกว่า โดยที่คุณภาพเนื้อยางมิได้เป็นตัวตัดสินเลย
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดที่ควรเฝ้าระวังในตลาดนี้มีสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ตัวแรกคือส่วนแบ่งของโกตดิวัวร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.72 จุดในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตัวที่สองคือส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างไทยกับโกตดิวัวร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 5.0% และตัวที่สามคือปริมาณเนื้อยางแห้งที่ไทยส่งเข้าตลาดนี้รายปี เพราะปริมาณมักเคลื่อนไหวก่อนส่วนแบ่งหนึ่งถึงสองปี จึงเป็นสัญญาณเตือนที่มาถึงเร็วที่สุด หากตัวใดตัวหนึ่งเคลื่อนผิดทิศทางต่อเนื่องสองปี ควรทบทวนแนวทางการเข้าตลาดนี้ก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยนจนเห็นได้ในตัวเลข
| หลักฐานจากคลังข้อมูล | สิ่งที่อนุมานได้ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ส่วนแบ่งวัตถุดิบ (4001+4005) 8.04% แต่ส่วนแบ่งยางล้อ 2.44% | ไทยขายของต้นน้ำเข้าตลาดที่มูลค่าอยู่ปลายน้ำ มูลค่าเพิ่มจึงตกกับผู้ผลิตรายอื่น | ผลักดันการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปลายทาง แทนการเร่งปริมาณยางดิบ |
| ราคาที่ตลาดจ่ายให้ไทย 1,543 ดอลลาร์ต่อตัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 9.6% | ไทยยังอยู่ในกลุ่มที่ผู้ซื้อเลือกด้วยราคาเป็นเกณฑ์หลัก | ยกระดับเกรดและการรับรองคุณภาพเพื่อเปลี่ยนฐานการแข่งขัน |
| โกตดิวัวร์เพิ่มส่วนแบ่ง 5.72 จุดในห้าปี | โครงสร้างต้นทางของตลาดนี้กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนยังไม่หยุด | ติดตามส่วนแบ่งและราคาของต้นทางรายนี้เป็นตัวชี้วัดประจำทุกปี |
| ปริมาณเนื้อยางแห้งที่ส่งไป ลด 84.70% ในปี 2568 | คำสั่งซื้อหดตัวก่อนที่ส่วนแบ่งจะเปลี่ยน เป็นสัญญาณที่มาถึงเร็วที่สุด | ใช้ปริมาณรายปีเป็นตัวเตือนล่วงหน้า ไม่รอให้ส่วนแบ่งเปลี่ยนก่อนจึงทบทวน |
คอลัมน์ซ้ายอ่านได้จากตารางในเล่มนี้โดยตรง คอลัมน์กลางเป็นการตีความ และคอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอที่ตามมาจากการตีความนั้น
ตัวเลขฝั่งประเทศปลายทางมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐ ถึงปี 2567 · ฝั่งไทยมาจากกรมศุลกากร หน่วยบาท ถึงเดือน 2026-07 · สองแหล่งนี้คนละหน่วยและคนละช่วงเวลา รายงานจึงแยกตารางเสมอและไม่นำมาบวกกัน · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นข้อความที่กองบรรณาธิการกรอกเอง มิได้อยู่ในคลังข้อมูล