
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพาราไทย–กัวเตมาลา
ประเทศไทย
กัวเตมาลา


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
กัวเตมาลา

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัวเตมาลา
กัวเตมาลา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกสำคัญของกัวเตมาลาเคียงข้างกาแฟ น้ำตาล กล้วย และปาล์มน้ำมัน แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะไม่ได้พึ่งพายางเป็นด้านหลักเหมือนประเทศผู้ผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กัวเตมาลาเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของภูมิภาคลาตินอเมริกา แหล่งปลูกหลักอยู่บนที่ราบชายฝั่งแปซิฟิกทางตอนใต้ ซึ่งมีฤดูแล้งชัดเจนช่วยจำกัดการระบาดของโรคใบร่วงอเมริกาใต้อันเป็นข้อจำกัดพื้นฐานของการปลูกยางในทวีปอเมริกา และขยายขึ้นไปยังที่ราบต่ำทางตอนเหนือและด้านแคริบเบียน โครงสร้างการผลิตต่างจากไทยชัดเจน คือมีสวนขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่บริหารแบบฟาร์มเชิงพาณิชย์เป็นแกนหลัก มีองค์กรกลางของผู้ปลูกยางระดับประเทศทำหน้าที่ด้านวิชาการและรวมอุปทาน ขณะที่เกษตรกรรายย่อยมีบทบาทรองลงมา แรงงานกรีดส่วนหนึ่งเป็นแรงงานตามฤดูกาลที่เคลื่อนย้ายจากพื้นที่สูงลงสู่ที่ราบชายฝั่ง การส่งออกใช้ท่าเรือทั้งฝั่งแปซิฟิกและฝั่งแคริบเบียน โดยมีตลาดในทวีปอเมริกาเป็นปลายทางหลักด้วยข้อได้เปรียบด้านระยะทาง
ระดับการแปรรูปภายในประเทศอยู่ในขั้นวัตถุดิบเป็นหลัก ผลผลิตส่วนใหญ่แปรรูปเป็นยางแท่งและน้ำยางข้นชนิดปั่นเหวี่ยง ส่วนยางแผ่นรมควันแทบไม่ปรากฏในโครงสร้างสินค้าส่งออก ซึ่งต่างจากไทยที่ยังมีสายยางแผ่นรมควันควบคู่กับยางแท่งและน้ำยางข้น อุตสาหกรรมปลายน้ำในประเทศมีขนาดจำกัด ยังไม่มีฐานการผลิตยางล้อขนาดใหญ่เป็นของตนเอง ผลิตภัณฑ์ยางที่ผลิตในประเทศส่วนใหญ่เป็นของใช้และชิ้นส่วนยางทั่วไปสำหรับตลาดในภูมิภาค ด้านคุณลักษณะของวัตถุดิบ ยางจากกัวเตมาลาได้รับการยอมรับในเรื่องความสม่ำเสมอของคุณภาพ เพราะมาจากสวนที่มีการจัดการแปลงและการควบคุมคุณภาพน้ำยางอย่างเป็นระบบ และใช้น้ำยางสดจากสวนเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับการรับซื้อยางก้อนถ้วยจากแหล่งกระจัดกระจาย ทำให้ยางแท่งที่ได้มีสิ่งเจือปนต่ำและเป็นที่ต้องการของผู้ใช้ที่เน้นความสะอาดของวัตถุดิบ
กัวเตมาลาเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 10 เมื่อวัดด้วยมูลค่า จาก 27 ประเทศที่คลังข้อมูลบันทึกไว้ในปี 2567 แต่อยู่อันดับที่ 11 เมื่อวัดด้วยปริมาณ ช่องว่างระหว่างสองอันดับนี้คือราคาต่อหน่วยที่สูงกว่าประเทศที่อยู่ใกล้กัน ด้วยมูลค่า 183.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 108,661 ตัน คิดเป็น 3.6% ของมูลค่าที่ไทยส่งออกในปีเดียวกัน เมื่อดูโครงสร้างสินค้าทั้งหมวด 40 พบว่ามูลค่าส่งออกของประเทศนี้เป็นวัตถุดิบถึง 81.0% จึงจัดเป็นคู่แข่งชั้นต้นน้ำ คือแข่งกับสวนยางและโรงงานแปรรูปขั้นต้นของไทยโดยตรง แต่ยังไม่แข่งกับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางของไทย
ทิศทางในระยะข้างหน้าขึ้นกับหลายเงื่อนไข ด้านที่ดิน การขยายพื้นที่ปลูกในเขตชายฝั่งแปซิฟิกถูกจำกัดด้วยการแข่งขันการใช้ที่ดินกับอ้อยและปาล์มน้ำมัน ทำให้การขยายตัวมุ่งไปยังที่ราบต่ำทางตอนเหนือและด้านแคริบเบียนซึ่งอยู่ใกล้เขตป่าและพื้นที่อนุรักษ์ ประเด็นนี้ทำให้ระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ซึ่งกำหนดให้ระบุพิกัดแปลงและพิสูจน์ว่าวัตถุดิบไม่ได้มาจากพื้นที่ที่เปลี่ยนสภาพจากป่า มีน้ำหนักต่อผู้ประกอบการ แม้ตลาดส่งออกหลักจะอยู่ในทวีปอเมริกามากกว่ายุโรป แต่ผู้ซื้อรายใหญ่ในอุตสาหกรรมยางล้อมีแนวโน้มใช้เกณฑ์ตรวจสอบย้อนกลับชุดเดียวกันตลอดห่วงโซ่ ทั้งนี้โครงสร้างสวนขนาดใหญ่ที่มีเอกสารสิทธิ์ชัดเจนและมีการรวมกลุ่มเชิงองค์กร ช่วยให้การจัดทำข้อมูลพิกัดแปลงทำได้ง่ายกว่าระบบที่กระจายเป็นรายย่อยจำนวนมาก ปัจจัยอื่นที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความเสี่ยงจากพายุเขตร้อน การเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกประเทศที่กระทบแรงงานกรีด และการลงทุนจากต่างประเทศในกำลังการแปรรูป
ย่อหน้าบทบาทในตลาดโลกคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าอื่นเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัวเตมาลา
กัวเตมาลา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ทุกตัวเลขในหัวข้อนี้นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001
มูลค่าส่งออก ปี 2567
183.01ล้าน$
ปริมาณ
108,661ตัน
ราคาเฉลี่ยต่อตัน
1,684$
มูลค่าส่งออก (ล้าน$)
ระหว่างปี 2558 ถึง 2567 มูลค่าส่งออกยางธรรมชาติของกัวเตมาลาเพิ่มขึ้น 21.98% ขณะที่ปริมาณเพิ่มขึ้น 3.54% และราคาต่อตันเพิ่มขึ้น 17.76% การเติบโตนี้มาจากราคาเป็นหลัก มิใช่จากการขายได้มากขึ้น จึงเป็นการเติบโตที่ขึ้นกับวัฏจักรราคาโลกซึ่งกระทบทุกประเทศผู้ส่งออกพร้อมกัน รวมถึงไทย และยังไม่ถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศนี้
| ปี (พ.ศ.) | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | ราคาต่อตัน ($) |
|---|---|---|---|
| 2558 | 150.03 | 104,943 | 1,430 |
| 2559 | 128.28 | 97,256 | 1,319 |
| 2560 | 183.08 | 113,596 | 1,612 |
| 2561 | 154.33 | 114,718 | 1,345 |
| 2562 | 150.57 | 113,765 | 1,324 |
| 2563 | 147.89 | 116,759 | 1,267 |
| 2564 | 231.27 | 142,742 | 1,620 |
| 2565 | 219.30 | 129,856 | 1,689 |
| 2566 | 179.15 | 134,578 | 1,331 |
| 2567 | 183.01 | 108,661 | 1,684 |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัวเตมาลา
กัวเตมาลา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001 — คนละขอบเขตกับตารางหมวด 40 ในหัวข้อ 5
| ประเทศ | มูลค่าส่งออก (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | ราคาต่อตัน ($) |
|---|---|---|---|
| ประเทศไทย | 5,139.98 | 2,782,744 | 1,847 |
| กัวเตมาลา | 183.01 | 108,661 | 1,684 |
| ส่วนต่าง | 3.6% ของไทย | 3.9% ของไทย | −8.8% |
ในปี 2567 กัวเตมาลาขายยางธรรมชาติได้เฉลี่ยตันละ 1,684 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับไทยที่ตันละ 1,847 ดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือถูกกว่าไทย 8.8% ส่วนต่างในระดับนี้ยังอยู่ในช่วงที่อธิบายได้ด้วยเกรดสินค้าและเงื่อนไขการส่งมอบ จึงถือว่าทั้งสองประเทศแข่งขันในกลุ่มลูกค้าที่ใกล้เคียงกัน และการเปลี่ยนแปลงราคาของฝ่ายหนึ่งย่อมกระทบคำสั่งซื้อของอีกฝ่ายได้เร็ว ในด้านขนาด มูลค่าส่งออกของประเทศนี้คิดเป็น 3.6% ของไทย ซึ่งยังไม่ใหญ่พอจะขยับราคาตลาดโลกได้ด้วยตัวเอง แต่มีน้ำหนักในตลาดปลายทางเฉพาะแห่ง
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัวเตมาลา
กัวเตมาลา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
| ปลายทาง | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน | ราคา ($/ตัน) | ไทยขายในตลาดนี้ (ล้าน$) | ราคาเทียบไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| เม็กซิโก | 74.68 | 40.81% | 1,653 | 24.18 | — |
| สหรัฐอเมริกา | 27.77 | 15.17% | 1,691 | 571.70 | −22.0% |
| CHLชิลี | 20.28 | 11.08% | 1,896 | — | — |
| CRIคอสตาริกา | 16.89 | 9.23% | 1,854 | — | — |
| COLโคลอมเบีย | 11.76 | 6.42% | 1,652 | — | — |
| บราซิล | 10.97 | 6.00% | 1,547 | 119.25 | −24.6% |
| มาเลเซีย | 2.51 | 1.37% | 1,405 | 673.34 | −27.1% |
| แคนาดา | 2.38 | 1.30% | 1,675 | 53.77 | — |
| PERเปรู | 2.23 | 1.22% | 1,705 | — | — |
| เบลเยียม | 2.17 | 1.19% | 1,832 | 10.34 | — |
| ECUเอกวาดอร์ | 1.87 | 1.02% | 1,694 | — | — |
| อิตาลี | 1.83 | 1.00% | 1,729 | 78.54 | −15.9% |
แถวที่เน้นคือตลาดที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย · ช่อง "ไทยขายในตลาดนี้" อ่านจากตารางปลายทางของไทยเองซึ่งเก็บไว้สี่สิบแห่ง ครอบคลุมราวร้อยละเก้าสิบเก้าของมูลค่าส่งออกจริงของไทย · ส่วนช่อง "ราคาเทียบไทย" ต้องใช้ปริมาณจึงคำนวณได้เฉพาะสิบสองตลาดใหญ่ที่สุดของไทย ช่องที่แสดง — ในคอลัมน์นี้จึงหมายถึงยังไม่มีข้อมูลปริมาณของไทยในตลาดนั้น มิใช่ไทยไม่ได้ขาย
ปลายทางที่กัวเตมาลาส่งยางธรรมชาติไปมากที่สุดในปี 2567 คือเม็กซิโก มูลค่า 74.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 40.81% ของยอดส่งออกทั้งหมด ในบรรดาปลายทางที่ปรากฏในตาราง มี 7 แห่งที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย คิดเป็นมูลค่า 122.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 66.8% ของยอดส่งออกของประเทศนี้ สัดส่วนระดับนี้หมายความว่าทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวด้านราคาหรือปริมาณของประเทศนี้จึงส่งผลถึงคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง มิใช่การแข่งขันที่อยู่คนละตลาด ในตลาดที่ทับซ้อนกันและมีน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งในร้อยของยอดส่งออกขึ้นไป ประเทศนี้ขายได้ราคาต่ำกว่าไทยใน 4 แห่ง โดยตลาดที่ส่วนต่างกว้างที่สุดคือมาเลเซีย ต่ำกว่าไทย 27.1% ซึ่งเป็นจุดที่ไทยเสี่ยงถูกแทนที่มากที่สุดหากผู้ซื้อในตลาดนั้นให้น้ำหนักกับต้นทุน
เมื่อเทียบกับปี 2558 ปลายทางที่กัวเตมาลาขยายได้มากที่สุดคือมาเลเซีย จาก 0.97 เป็น 2.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+158.8%) ส่วนปลายทางที่หดมากที่สุดคือเปรู จาก 11.53 เป็น 2.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (−80.7%) ทิศทางที่ต่างกันของสองปลายทางนี้บอกว่าการเติบโตของประเทศนี้มิได้กระจายทุกตลาดเท่ากัน แต่กระจุกอยู่ที่ลูกค้าบางราย ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งในระยะสั้นและความเปราะบางในระยะยาว เพราะพึ่งพาผู้ซื้อจำนวนน้อย
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรก ครอบคลุม 95.8% ของมูลค่าส่งออกจริง
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัวเตมาลา
กัวเตมาลา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
| กลุ่มสินค้า (ทั้งหมวด 40) | กัวเตมาลา (ล้าน$) | สัดส่วน | ไทย (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| วัตถุดิบยางธรรมชาติ | 183.32 | 81.0% | 5,513.33 | 27.4% |
| ยางล้อ | 5.01 | 2.2% | 7,995.65 | 39.8% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น | 38.09 | 16.8% | 6,579.91 | 32.8% |
เมื่อวางโครงสร้างสินค้าส่งออกทั้งหมวด 40 ของสองประเทศเทียบกันในปี 2567 กัวเตมาลามีวัตถุดิบ 81.0% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 19.0% ส่วนไทยมีวัตถุดิบ 27.4% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 72.6% ความต่างนี้มีความหมายเชิงนโยบายโดยตรง กล่าวคือประเทศนี้แข่งกับไทยเฉพาะที่ต้นน้ำ คือแย่งคำสั่งซื้อยางดิบจากผู้ซื้อกลุ่มเดียวกัน แต่ไม่ได้แข่งกับโรงงานผลิตภัณฑ์ยางของไทย มาตรการที่ตรงกับคู่แข่งประเภทนี้จึงมิใช่การไล่ลดต้นทุนยางดิบให้ทัน ซึ่งไทยเสียเปรียบด้านค่าแรงและอายุสวนอยู่แล้ว แต่คือการเร่งย้ายมูลค่าไปอยู่ที่ปลายน้ำซึ่งประเทศนี้ยังตามไม่ทัน
วัตถุดิบ (%)ยางล้อและผลิตภัณฑ์ (%)
สัดส่วนสินค้าปลายน้ำของกัวเตมาลาเคลื่อนจาก 18.5% ในปี 2563 เป็น 19.0% ในปี 2567 คือแทบไม่เปลี่ยน (+0.5 จุด) แปลว่าชั้นที่ประเทศนี้แข่งกับไทยยังคงเดิม ข้อสรุปในหัวข้อนี้จึงใช้ได้ต่อไปอีกระยะ และการเฝ้าระวังควรเน้นที่ปริมาณและราคามากกว่าโครงสร้าง
| พิกัด | รหัส | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติ | 4001 | 183.01 | 80.8% |
| เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 4015 | 24.18 | 10.7% |
| แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 4008 | 5.76 | 2.5% |
| ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 4016 | 4.36 | 1.9% |
| ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 4011 | 4.22 | 1.9% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัวเตมาลา
กัวเตมาลา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 10 เมื่อวัดด้วยมูลค่า (อันดับที่ 11 ด้วยปริมาณ)
มูลค่า 183.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 108,661 ตัน ในปี 2567 คิดเป็น 3.6% ของขนาดไทย
สิบปี มูลค่าโต 21.98% ปริมาณโต 3.54%
การแยกสองด้านนี้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงมาจากด้านราคา คือวัฏจักรตลาดโลกเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปคนละแบบต่อผลกระทบที่มีต่อไทย
ราคาต่อตัน 1,684 ดอลลาร์สหรัฐ ถูกกว่าไทย 8.8%
ส่วนต่างในระดับนี้อธิบายได้ด้วยเกรดและเงื่อนไขการส่งมอบ ทั้งสองประเทศจึงแข่งในกลุ่มลูกค้าที่ใกล้เคียงกัน
ตลาดทับซ้อนกับไทย 7 แห่ง คิดเป็น 66.8% ของยอดส่งออก
ทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวของประเทศนี้จึงกระทบคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง
โครงสร้างส่งออก วัตถุดิบ 81.0% ปลายน้ำ 19.0%
เป็นคู่แข่งชั้นต้นน้ำ แข่งกับสวนยางและโรงแปรรูปขั้นต้นของไทย แต่ยังไม่แข่งกับโรงงานผลิตภัณฑ์ยาง
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–กัวเตมาลา
กัวเตมาลา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — เมื่อคู่แข่งรายนี้ขายวัตถุดิบเกือบทั้งหมด การตอบโต้ด้วยการเร่งเพิ่มปริมาณยางดิบของไทยจะเป็นการแข่งในสนามที่ไทยเสียเปรียบเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องค่าแรง อายุสวน และต้นทุนที่ดิน แนวทางที่ตรงกับข้อค้นพบคือใช้ความได้เปรียบที่ประเทศนี้ยังไม่มี ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ ระบบมาตรฐานคุณภาพ และระบบตรวจสอบย้อนกลับที่รองรับกฎเกณฑ์ด้านความยั่งยืน โดยเร่งย้ายสัดส่วนการส่งออกไปยังผลิตภัณฑ์ที่คู่แข่งรายนี้ยังผลิตไม่ได้
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 8.8% ที่คู่แข่งรายนี้ขายได้ต่ำกว่าไทย ไม่ควรตอบด้วยการลดราคาตาม เพราะจะเป็นการย้ายการแข่งขันมาสู่สนามที่ตัดสินด้วยต้นทุนล้วน ๆ สิ่งที่ควรทำคือเฝ้าระวังเป็นรายตลาด โดยเฉพาะมาเลเซียซึ่งเป็นตลาดทับซ้อนที่ส่วนต่างราคากว้างที่สุด และรักษาลูกค้าด้วยความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้และคู่แข่งลอกเลียนได้ยากกว่าราคา
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ได้แก่ ปริมาณเนื้อยางที่กัวเตมาลาส่งออกรายปี ซึ่งบอกว่ากำลังผลิตขยายจริงหรือไม่ · ส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างประเทศนี้กับไทย ซึ่งบอกว่ายังแข่งคนละเกรดอยู่หรือกำลังขยับเข้ามาเกรดเดียวกัน · และสัดส่วนสินค้าปลายน้ำในมูลค่าส่งออกของประเทศนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด เพราะการขยับจากผู้ขายวัตถุดิบเป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์ใช้เวลาหลายปี และเมื่อเห็นสัญญาณแล้วมักสายเกินกว่าจะตอบสนองได้ทัน
ตัวเลขทั้งเล่มมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน ถึงปี 2567 — แหล่งเดียวทั้งเล่ม จึงเทียบข้ามประเทศได้ตรงหน่วย · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรกต่อประเทศต่อปี ครอบคลุม 95.8% ของมูลค่าส่งออกจริงของกัวเตมาลา · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิได้อยู่ในคลังข้อมูล