
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพาราไทย–ศรีลังกา
ประเทศไทย
ศรีลังกา


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
ศรีลังกา

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ศรีลังกา
ศรีลังกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจดั้งเดิมของศรีลังกา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางเชิงพาณิชย์แห่งแรก ๆ ของเอเชียและมีสถาบันวิจัยยางเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบันยางมีน้ำหนักต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมน้อยกว่าภาคชาและเครื่องนุ่งห่ม แต่ยังเป็นแหล่งรายได้และการจ้างงานหลักของชนบทในเขตชุ่มชื้นทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะซึ่งเป็นแหล่งปลูกกระจุกตัว และขยายบางส่วนไปยังเขตกึ่งชุ่มชื้นทางตะวันออกเฉียงใต้ โครงสร้างการถือครองเป็นแบบผสมระหว่างสวนขนาดใหญ่ที่บริหารโดยบริษัทจัดการสวนภูมิภาคซึ่งแปรสภาพมาจากสวนของรัฐเดิม กับเกษตรกรรายย่อยที่ถือครองพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ของประเทศ แรงงานกรีดในสวนขนาดใหญ่เป็นลูกจ้างภายใต้ข้อตกลงค่าจ้างร่วม ส่วนสวนรายย่อยใช้แรงงานครัวเรือนและผู้รับจ้างกรีด การส่งออกอาศัยท่าเรือหลักทางตะวันตกของเกาะซึ่งเป็นท่าเรือถ่ายลำสำคัญของมหาสมุทรอินเดีย
ศรีลังกาเป็นตัวอย่างของประเทศผู้ปลูกยางที่เคลื่อนจากการขายวัตถุดิบไปสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป รายได้ส่งออกของภาคยางส่วนใหญ่มาจากผลิตภัณฑ์ยางมากกว่ายางดิบ โดยมีอุตสาหกรรมยางล้อตันสำหรับรถงานอุตสาหกรรม ยางล้อจักรยานและจักรยานยนต์ ถุงมือยางสำหรับงานครัวเรือนและอุตสาหกรรม พื้นรองเท้า สายยาง และผลิตภัณฑ์ยางขึ้นรูปอื่น ความต้องการวัตถุดิบของโรงงานภายในประเทศสูงกว่าผลผลิตยางดิบที่ผลิตได้เอง จึงต้องนำเข้ายางธรรมชาติจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเสริม สถานะในห่วงโซ่อุปทานจึงเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ยาง ส่วนยางดิบที่ผลิตได้เน้นยางแผ่นรมควันและยางเครพคุณภาพสูง โดยเฉพาะเครพสีอ่อนสำหรับพื้นรองเท้าและงานเฉพาะทางซึ่งเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มที่ผู้ผลิตรายอื่นทำได้น้อย ขณะที่น้ำยางข้นป้อนโรงงานผลิตภัณฑ์จุ่มในประเทศ และสัดส่วนยางแท่งกับยางก้อนถ้วยต่ำกว่าโครงสร้างของไทย
ศรีลังกาเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 24 เมื่อวัดด้วยมูลค่า จาก 27 ประเทศที่คลังข้อมูลบันทึกไว้ในปี 2567 แต่อยู่อันดับที่ 26 เมื่อวัดด้วยปริมาณ ช่องว่างระหว่างสองอันดับนี้คือราคาต่อหน่วยที่สูงกว่าประเทศที่อยู่ใกล้กัน ด้วยมูลค่า 31.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 10,169 ตัน คิดเป็น 0.6% ของมูลค่าที่ไทยส่งออกในปีเดียวกัน เมื่อดูโครงสร้างสินค้าทั้งหมวด 40 พบว่ามูลค่าส่งออกของประเทศนี้เป็นยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางถึง 97.0% โดยเหลือเป็นวัตถุดิบเพียง 3.0% จึงมิได้เป็นเพียงคู่แข่งด้านวัตถุดิบ แต่แข่งกับโรงงานผลิตภัณฑ์ยางของไทยที่ปลายทางด้วย ซึ่งเป็นการแข่งขันคนละระดับกัน
ปัจจัยกำหนดภาพข้างหน้าคือความสามารถในการรักษาพื้นที่ปลูก เนื่องจากสวนในเขตชุ่มชื้นเผชิญการเปลี่ยนการใช้ที่ดินไปสู่กิจกรรมอื่น ต้นยางมีอายุมากและการปลูกทดแทนขึ้นกับมาตรการสนับสนุนของรัฐ ประกอบกับการขาดแคลนแรงงานกรีดและการระบาดของโรคใบร่วง ขณะเดียวกันมีความพยายามขยายพื้นที่ปลูกสู่เขตกึ่งชุ่มชื้นทางตะวันออกเฉียงใต้ และดึงการลงทุนต่างประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางในเขตส่งเสริมการลงทุน ด้านกฎเกณฑ์ความยั่งยืน ระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรปมีผลโดยตรง เพราะตลาดยุโรปเป็นปลายทางสำคัญของผลิตภัณฑ์ยางภายใต้สิทธิพิเศษทางภาษี ข้อได้เปรียบคือพื้นที่ปลูกเป็นแปลงเก่าแก่มิใช่พื้นที่เปิดป่าใหม่ แต่ความท้าทายคือการจัดทำหลักฐานแปลงของรายย่อย และการสอบย้อนกลับยางดิบนำเข้าที่ต้องพิสูจน์แหล่งที่มาเช่นกัน อีกทั้งเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคยังเป็นเงื่อนไขต่อการนำเข้าวัตถุดิบและพลังงาน
ย่อหน้าบทบาทในตลาดโลกคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าอื่นเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ศรีลังกา
ศรีลังกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ทุกตัวเลขในหัวข้อนี้นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001
มูลค่าส่งออก ปี 2567
31.05ล้าน$
ปริมาณ
10,169ตัน
ราคาเฉลี่ยต่อตัน
3,053$
มูลค่าส่งออก (ล้าน$)
ระหว่างปี 2558 ถึง 2567 มูลค่าส่งออกยางธรรมชาติของศรีลังกาลดลง 16.13% ขณะที่ปริมาณลดลง 33.64% และราคาต่อตันเพิ่มขึ้น 26.37% ทั้งมูลค่าและปริมาณลดลงพร้อมกัน สะท้อนว่าฐานการผลิตของประเทศนี้หดตัวจริง มิใช่เพียงราคาที่ตกลง ซึ่งหมายความว่าอุปทานส่วนนี้ออกจากตลาดโลกไปและเป็นผลบวกต่อราคาที่ไทยได้รับ
| ปี (พ.ศ.) | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | ราคาต่อตัน ($) |
|---|---|---|---|
| 2558 | 37.02 | 15,323 | 2,416 |
| 2559 | 44.24 | 20,322 | 2,177 |
| 2560 | 56.31 | 22,657 | 2,485 |
| 2561 | 48.20 | 19,857 | 2,427 |
| 2562 | 37.71 | 17,770 | 2,122 |
| 2563 | 40.23 | 20,080 | 2,004 |
| 2564 | 58.32 | 21,555 | 2,706 |
| 2565 | 51.38 | 17,182 | 2,990 |
| 2566 | 36.96 | 15,270 | 2,420 |
| 2567 | 31.05 | 10,169 | 3,053 |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ศรีลังกา
ศรีลังกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001 — คนละขอบเขตกับตารางหมวด 40 ในหัวข้อ 5
| ประเทศ | มูลค่าส่งออก (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | ราคาต่อตัน ($) |
|---|---|---|---|
| ประเทศไทย | 5,139.98 | 2,782,744 | 1,847 |
| ศรีลังกา | 31.05 | 10,169 | 3,053 |
| ส่วนต่าง | 0.6% ของไทย | 0.4% ของไทย | +65.3% |
ในปี 2567 ศรีลังกาขายยางธรรมชาติได้เฉลี่ยตันละ 3,053 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับไทยที่ตันละ 1,847 ดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือแพงกว่าไทย 65.3% การที่ประเทศนี้ขายได้ราคาสูงกว่าไทยเป็นข้อมูลที่ต้องอ่านด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจมิได้แปลว่าคุณภาพดีกว่า แต่สะท้อนส่วนผสมของชนิดสินค้าที่ต่างกัน เช่น สัดส่วนน้ำยางข้นซึ่งมีราคาต่อหน่วยสูงกว่ายางแท่ง จึงควรเทียบเป็นรายชนิดก่อนสรุปเรื่องคุณภาพ ในด้านขนาด มูลค่าส่งออกของประเทศนี้คิดเป็น 0.6% ของไทย ซึ่งยังไม่ใหญ่พอจะขยับราคาตลาดโลกได้ด้วยตัวเอง แต่มีน้ำหนักในตลาดปลายทางเฉพาะแห่ง
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ศรีลังกา
ศรีลังกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
| ปลายทาง | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน | ราคา ($/ตัน) | ไทยขายในตลาดนี้ (ล้าน$) | ราคาเทียบไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| ปากีสถาน | 4.48 | 14.42% | 1,958 | 42.03 | — |
| ญี่ปุ่น | 3.77 | 12.13% | 3,190 | 505.25 | +53.2% |
| เยอรมนี | 3.51 | 11.30% | 3,312 | 70.23 | — |
| สหรัฐอเมริกา | 2.90 | 9.32% | 5,160 | 571.70 | +138.1% |
| จีน | 2.71 | 8.72% | 2,973 | 1,461.58 | +83.0% |
| อินเดีย | 2.01 | 6.47% | 2,510 | 218.60 | +25.9% |
| ZAFแอฟริกาใต้ | 1.66 | 5.35% | 3,976 | 5.39 | — |
| เวียดนาม | 1.56 | 5.02% | 2,951 | 132.54 | +71.2% |
| ฝรั่งเศส | 1.09 | 3.53% | 3,982 | 87.50 | +80.5% |
| NZLนิวซีแลนด์ | 0.78 | 2.52% | 6,306 | — | — |
| เนเธอร์แลนด์ | 0.74 | 2.40% | 2,667 | 15.05 | — |
| อิตาลี | 0.69 | 2.23% | 2,602 | 78.54 | +26.6% |
แถวที่เน้นคือตลาดที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย · ช่อง "ไทยขายในตลาดนี้" อ่านจากตารางปลายทางของไทยเองซึ่งเก็บไว้สี่สิบแห่ง ครอบคลุมราวร้อยละเก้าสิบเก้าของมูลค่าส่งออกจริงของไทย · ส่วนช่อง "ราคาเทียบไทย" ต้องใช้ปริมาณจึงคำนวณได้เฉพาะสิบสองตลาดใหญ่ที่สุดของไทย ช่องที่แสดง — ในคอลัมน์นี้จึงหมายถึงยังไม่มีข้อมูลปริมาณของไทยในตลาดนั้น มิใช่ไทยไม่ได้ขาย
ปลายทางที่ศรีลังกาส่งยางธรรมชาติไปมากที่สุดในปี 2567 คือปากีสถาน มูลค่า 4.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 14.42% ของยอดส่งออกทั้งหมด ในบรรดาปลายทางที่ปรากฏในตาราง มี 11 แห่งที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย คิดเป็นมูลค่า 25.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 80.9% ของยอดส่งออกของประเทศนี้ สัดส่วนระดับนี้หมายความว่าทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวด้านราคาหรือปริมาณของประเทศนี้จึงส่งผลถึงคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง มิใช่การแข่งขันที่อยู่คนละตลาด ในตลาดที่ทับซ้อนกันซึ่งเทียบราคาได้ ประเทศนี้มิได้ขายถูกกว่าไทย การแข่งขันจึงมิใช่การตัดราคา แต่เป็นการแข่งที่ชนิดสินค้าและเงื่อนไขการส่งมอบ
เมื่อเทียบกับปี 2558 ปลายทางที่ศรีลังกาขยายได้มากที่สุดคือจีน จาก 1.84 เป็น 2.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+47.3%) ส่วนปลายทางที่หดมากที่สุดคืออิตาลี จาก 1.55 เป็น 0.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (−55.5%) ทิศทางที่ต่างกันของสองปลายทางนี้บอกว่าการเติบโตของประเทศนี้มิได้กระจายทุกตลาดเท่ากัน แต่กระจุกอยู่ที่ลูกค้าบางราย ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งในระยะสั้นและความเปราะบางในระยะยาว เพราะพึ่งพาผู้ซื้อจำนวนน้อย
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรก ครอบคลุม 83.4% ของมูลค่าส่งออกจริง
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ศรีลังกา
ศรีลังกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
| กลุ่มสินค้า (ทั้งหมวด 40) | ศรีลังกา (ล้าน$) | สัดส่วน | ไทย (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| วัตถุดิบยางธรรมชาติ | 33.55 | 3.0% | 5,513.33 | 27.4% |
| ยางล้อ | 622.79 | 55.0% | 7,995.65 | 39.8% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น | 476.95 | 42.1% | 6,579.91 | 32.8% |
เมื่อวางโครงสร้างสินค้าส่งออกทั้งหมวด 40 ของสองประเทศเทียบกันในปี 2567 ศรีลังกามีวัตถุดิบ 3.0% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 97.0% ส่วนไทยมีวัตถุดิบ 27.4% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 72.6% ข้อเท็จจริงที่ต้องให้น้ำหนักคือประเทศนี้มีสัดส่วนสินค้าปลายน้ำสูงกว่าไทย ซึ่งหมายความว่าคู่แข่งรายนี้มิได้อยู่ชั้นวัตถุดิบอีกต่อไป แต่ขึ้นมาแข่งกับโรงงานผลิตภัณฑ์ยางของไทยแล้ว การมองประเทศนี้ว่าเป็นเพียงผู้ขายยางดิบจะทำให้ประเมินภัยคุกคามต่ำกว่าความเป็นจริง
วัตถุดิบ (%)ยางล้อและผลิตภัณฑ์ (%)
สัดส่วนสินค้าปลายน้ำของศรีลังกาเคลื่อนจาก 95.3% ในปี 2563 เป็น 97.0% ในปี 2567 คือแทบไม่เปลี่ยน (+1.7 จุด) แปลว่าชั้นที่ประเทศนี้แข่งกับไทยยังคงเดิม ข้อสรุปในหัวข้อนี้จึงใช้ได้ต่อไปอีกระยะ และการเฝ้าระวังควรเน้นที่ปริมาณและราคามากกว่าโครงสร้าง
| พิกัด | รหัส | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| ยางหล่อดอกและยางใช้แล้ว | 4012 | 448.86 | 39.6% |
| เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 4015 | 342.30 | 30.2% |
| ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 4011 | 171.95 | 15.2% |
| ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 4016 | 100.68 | 8.9% |
| ยางธรรมชาติ | 4001 | 31.05 | 2.7% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ศรีลังกา
ศรีลังกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 24 เมื่อวัดด้วยมูลค่า (อันดับที่ 26 ด้วยปริมาณ)
มูลค่า 31.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 10,169 ตัน ในปี 2567 คิดเป็น 0.6% ของขนาดไทย
สิบปี มูลค่าหด 16.13% ปริมาณหด 33.64%
การแยกสองด้านนี้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงมาจากด้านปริมาณ คือกำลังผลิตจริงเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปคนละแบบต่อผลกระทบที่มีต่อไทย
ราคาต่อตัน 3,053 ดอลลาร์สหรัฐ แพงกว่าไทย 65.3%
ส่วนต่างกว้างเช่นนี้สะท้อนความต่างของชนิดและเกรดสินค้า มิใช่การตัดราคาสินค้าชนิดเดียวกัน จึงต้องเทียบเป็นรายชนิดก่อนสรุป
ตลาดทับซ้อนกับไทย 11 แห่ง คิดเป็น 80.9% ของยอดส่งออก
ทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวของประเทศนี้จึงกระทบคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง
โครงสร้างส่งออก วัตถุดิบ 3.0% ปลายน้ำ 97.0%
มิได้เป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ แต่ขึ้นมาแข่งที่ชั้นผลิตภัณฑ์ด้วย ซึ่งเป็นภัยคุกคามคนละระดับกับคู่แข่งวัตถุดิบ
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ศรีลังกา
ศรีลังกา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — คู่แข่งรายนี้มิได้อยู่ชั้นวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่มีฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ยางของตนเองแล้ว การประเมินว่าเป็นเพียงผู้ขายยางดิบจะทำให้มาตรการที่ออกมาไม่ตรงจุด สิ่งที่ควรทำคือติดตามการลงทุนตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์ยางในประเทศนี้เป็นรายปี และรักษาความได้เปรียบของไทยด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และมาตรฐานที่ตลาดปลายทางยอมรับ
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — คู่แข่งรายนี้ขายได้ราคาสูงกว่าไทย 65.3% ซึ่งควรตรวจสอบว่าเกิดจากส่วนผสมของชนิดสินค้าที่ต่างกัน หรือเกิดจากการที่ประเทศนั้นเข้าถึงลูกค้ากลุ่มที่ยอมจ่ายสูงกว่าได้ก่อน สิ่งที่ควรทำคือรักษาลูกค้าด้วยความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งลอกเลียนได้ยากกว่าราคา
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ได้แก่ ปริมาณเนื้อยางที่ศรีลังกาส่งออกรายปี ซึ่งบอกว่ากำลังผลิตขยายจริงหรือไม่ · ส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างประเทศนี้กับไทย ซึ่งบอกว่ายังแข่งคนละเกรดอยู่หรือกำลังขยับเข้ามาเกรดเดียวกัน · และสัดส่วนสินค้าปลายน้ำในมูลค่าส่งออกของประเทศนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด เพราะการขยับจากผู้ขายวัตถุดิบเป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์ใช้เวลาหลายปี และเมื่อเห็นสัญญาณแล้วมักสายเกินกว่าจะตอบสนองได้ทัน
ตัวเลขทั้งเล่มมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน ถึงปี 2567 — แหล่งเดียวทั้งเล่ม จึงเทียบข้ามประเทศได้ตรงหน่วย · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรกต่อประเทศต่อปี ครอบคลุม 83.4% ของมูลค่าส่งออกจริงของศรีลังกา · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิได้อยู่ในคลังข้อมูล