
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพาราไทย–เมียนมา
ประเทศไทย
เมียนมา


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
เมียนมา

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–เมียนมา
เมียนมา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
เมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันตกของไทยที่มีการปลูกยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญเฉพาะบางภูมิภาค ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยังพึ่งพาภาคเกษตรอื่นและทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก แหล่งปลูกดั้งเดิมอยู่ในรัฐมอญและรัฐกะเหรี่ยง และขยายลงไปทางภาคตะนาวศรีซึ่งมีสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกับภาคใต้ของไทย รวมถึงบางส่วนในเขตพะโคและรัฐฉาน โครงสร้างการผลิตส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ถือครองแปลงขนาดเล็กและอาศัยแรงงานในครัวเรือน ควบคู่กับสวนขนาดใหญ่ที่ได้รับสัมปทานในพื้นที่ตอนใต้ ด้านแรงงานกรีดยางมีการเคลื่อนย้ายออกไปทำงานในสวนยางของประเทศเพื่อนบ้านอยู่เป็นปกติ การส่งออกอาศัยเส้นทางบกผ่านด่านชายแดนเข้าสู่จีนทางตอนเหนือและเข้าสู่ไทยทางด่านฝั่งตะวันตก ส่วนที่เหลือส่งออกทางท่าเรือย่างกุ้ง
ระดับการแปรรูปภายในประเทศยังอยู่ในขั้นต้นน้ำเป็นหลัก ผลผลิตจากสวนส่วนใหญ่ออกมาในรูปยางก้อนถ้วยและยางแผ่นดิบที่ผึ่งแห้งตามธรรมชาติ มีโรงงานยางแท่งและยางแผ่นรมควันอยู่บ้าง แต่กำลังการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง ทำให้ยางที่ผลิตได้มีความสม่ำเสมอของคุณภาพน้อยกว่ายางไทย และมักถูกรับซื้อไปเป็นวัตถุดิบผสมในโรงงานแปรรูปของประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าการซื้อขายในชื่อแหล่งผลิตของตนเอง การผลิตน้ำยางข้นซึ่งต้องอาศัยการรักษาสภาพน้ำยางสดและโรงงานที่ตั้งใกล้แหล่งกรีดมีสัดส่วนจำกัด ส่วนอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น ยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป ยังมีขนาดเล็ก ประเทศจึงยังต้องพึ่งพาการนำเข้ายางล้อจากภายนอกเป็นส่วนใหญ่
เมียนมาเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 7 เมื่อวัดด้วยมูลค่า จาก 27 ประเทศที่คลังข้อมูลบันทึกไว้ในปี 2567 ด้วยมูลค่า 535.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 361,077 ตัน คิดเป็น 10.4% ของมูลค่าที่ไทยส่งออกในปีเดียวกัน โครงสร้างสินค้าของประเทศนี้ผสมกันระหว่างวัตถุดิบ 66.1% กับยางล้อและผลิตภัณฑ์ 33.9% จึงแข่งกับไทยทั้งต้นน้ำและปลายน้ำในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
เงื่อนไขที่จะเปลี่ยนภาพในระยะข้างหน้า ได้แก่ สถานการณ์ภายในประเทศและความต่อเนื่องของเส้นทางขนส่งบริเวณชายแดน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อปริมาณยางที่ไหลเข้าสู่ไทยและจีนในแต่ละช่วง ข้อจำกัดด้านไฟฟ้า ระบบการเงิน และกฎเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นอุปสรรคต่อการตั้งโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ ขณะที่การลงทุนจากประเทศผู้ซื้อในภูมิภาคทั้งด้านสวนและโรงงานเป็นตัวแปรสำคัญ ประเด็นที่ต้องติดตามเป็นพิเศษคือระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้พิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบเป็นรายแปลง เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่ชัดเจน และการค้าผ่านชายแดนซึ่งมีการรวมกองยางจากหลายแหล่งทำให้การสอบย้อนกลับทำได้ยาก และย่อมส่งผลต่อยางที่ไทยรับซื้อเข้ามาแปรรูปต่อด้วย
ย่อหน้าบทบาทในตลาดโลกคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าอื่นเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–เมียนมา
เมียนมา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ทุกตัวเลขในหัวข้อนี้นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001
มูลค่าส่งออก ปี 2567
535.22ล้าน$
ปริมาณ
361,077ตัน
ราคาเฉลี่ยต่อตัน
1,482$
มูลค่าส่งออก (ล้าน$)
ระหว่างปี 2558 ถึง 2567 มูลค่าส่งออกยางธรรมชาติของเมียนมาเพิ่มขึ้น 300.74% ขณะที่ปริมาณเพิ่มขึ้น 307.54% และราคาต่อตันลดลง 1.66% การเติบโตนี้มาจากปริมาณเป็นหลัก แปลว่าประเทศนี้ขยายกำลังผลิตหรือขยายพื้นที่ปลูกได้จริง มิใช่ได้อานิสงส์จากราคาตลาดโลกที่สูงขึ้นเฉย ๆ อุปทานที่เพิ่มขึ้นในลักษณะนี้กดดันราคาที่เกษตรกรไทยได้รับโดยตรง เพราะเป็นการเพิ่มของยางในตลาดโลกที่ไม่หายไปเมื่อราคาลง
| ปี (พ.ศ.) | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | ราคาต่อตัน ($) |
|---|---|---|---|
| 2558 | 133.56 | 88,600 | 1,507 |
| 2559 | 200.16 | 145,738 | 1,373 |
| 2560 | 286.41 | 148,065 | 1,934 |
| 2561 | 270.23 | 179,541 | 1,505 |
| 2562 | 290.61 | 199,978 | 1,453 |
| 2563 | 288.62 | 214,332 | 1,347 |
| 2564 | 366.95 | 241,768 | 1,518 |
| 2565 | 441.67 | 301,775 | 1,464 |
| 2566 | 284.82 | 269,227 | 1,058 |
| 2567 | 535.22 | 361,077 | 1,482 |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–เมียนมา
เมียนมา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001 — คนละขอบเขตกับตารางหมวด 40 ในหัวข้อ 5
| ประเทศ | มูลค่าส่งออก (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | ราคาต่อตัน ($) |
|---|---|---|---|
| ประเทศไทย | 5,139.98 | 2,782,744 | 1,847 |
| เมียนมา | 535.22 | 361,077 | 1,482 |
| ส่วนต่าง | 10.4% ของไทย | 13.0% ของไทย | −19.8% |
ในปี 2567 เมียนมาขายยางธรรมชาติได้เฉลี่ยตันละ 1,482 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับไทยที่ตันละ 1,847 ดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือถูกกว่าไทย 19.8% ส่วนต่างระดับนี้มิได้อธิบายด้วยค่าขนส่งหรือค่าเงินเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนความต่างของชนิดและเกรดสินค้าที่ขาย เช่น ยางก้อนถ้วยและยางแท่งเกรดล่างเทียบกับยางแผ่นรมควันและยางแท่งที่ควบคุมคุณสมบัติ ข้อสรุปที่ตามมาคือทั้งสองประเทศมิได้แย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกันทั้งหมด ไทยแข่งในกลุ่มที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความสม่ำเสมอ ส่วนประเทศนี้แข่งในกลุ่มที่ผู้ซื้อรับความผันแปรของวัตถุดิบได้ ในด้านขนาด มูลค่าส่งออกของประเทศนี้คิดเป็น 10.4% ของไทย ซึ่งยังไม่ใหญ่พอจะขยับราคาตลาดโลกได้ด้วยตัวเอง แต่มีน้ำหนักในตลาดปลายทางเฉพาะแห่ง
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–เมียนมา
เมียนมา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
| ปลายทาง | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน | ราคา ($/ตัน) | ไทยขายในตลาดนี้ (ล้าน$) | ราคาเทียบไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| จีน | 336.91 | 62.95% | 1,429 | 1,461.58 | −12.1% |
| มาเลเซีย | 135.15 | 25.25% | 1,543 | 673.34 | −19.9% |
| เวียดนาม | 19.81 | 3.70% | 1,555 | 132.54 | −9.8% |
| อินเดีย | 19.54 | 3.65% | 1,743 | 218.60 | −12.6% |
| ไทย | 7.07 | 1.32% | 2,199 | — | — |
| อินโดนีเซีย | 5.51 | 1.03% | 1,489 | 13.67 | — |
| เกาหลีใต้ | 3.94 | 0.74% | 1,628 | 213.63 | −8.0% |
| ญี่ปุ่น | 2.80 | 0.52% | 1,792 | 505.25 | −13.9% |
| S19ไม่ระบุประเทศปลายทาง (รหัส S19) | 2.66 | 0.50% | 1,713 | 50.33 | — |
| BGDบังกลาเทศ | 1.30 | 0.24% | 1,413 | — | — |
| ศรีลังกา | 0.38 | 0.07% | 1,710 | 43.14 | — |
| ปากีสถาน | 0.05 | 0.01% | 1,350 | 42.03 | — |
แถวที่เน้นคือตลาดที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย · ช่อง "ไทยขายในตลาดนี้" อ่านจากตารางปลายทางของไทยเองซึ่งเก็บไว้สี่สิบแห่ง ครอบคลุมราวร้อยละเก้าสิบเก้าของมูลค่าส่งออกจริงของไทย · ส่วนช่อง "ราคาเทียบไทย" ต้องใช้ปริมาณจึงคำนวณได้เฉพาะสิบสองตลาดใหญ่ที่สุดของไทย ช่องที่แสดง — ในคอลัมน์นี้จึงหมายถึงยังไม่มีข้อมูลปริมาณของไทยในตลาดนั้น มิใช่ไทยไม่ได้ขาย
ปลายทางที่เมียนมาส่งยางธรรมชาติไปมากที่สุดในปี 2567 คือจีน มูลค่า 336.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 62.95% ของยอดส่งออกทั้งหมด ในบรรดาปลายทางที่ปรากฏในตาราง มี 10 แห่งที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย คิดเป็นมูลค่า 526.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 98.4% ของยอดส่งออกของประเทศนี้ สัดส่วนระดับนี้หมายความว่าทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวด้านราคาหรือปริมาณของประเทศนี้จึงส่งผลถึงคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง มิใช่การแข่งขันที่อยู่คนละตลาด ในตลาดที่ทับซ้อนกันและมีน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งในร้อยของยอดส่งออกขึ้นไป ประเทศนี้ขายได้ราคาต่ำกว่าไทยใน 4 แห่ง โดยตลาดที่ส่วนต่างกว้างที่สุดคือมาเลเซีย ต่ำกว่าไทย 19.9% ซึ่งเป็นจุดที่ไทยเสี่ยงถูกแทนที่มากที่สุดหากผู้ซื้อในตลาดนั้นให้น้ำหนักกับต้นทุน
เมื่อเทียบกับปี 2558 ปลายทางที่เมียนมาขยายได้มากที่สุดคืออินเดีย จาก 0.17 เป็น 19.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+11,394.1%) ส่วนปลายทางที่หดมากที่สุดคือปากีสถาน จาก 0.18 เป็น 0.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (−72.2%) ทิศทางที่ต่างกันของสองปลายทางนี้บอกว่าการเติบโตของประเทศนี้มิได้กระจายทุกตลาดเท่ากัน แต่กระจุกอยู่ที่ลูกค้าบางราย ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งในระยะสั้นและความเปราะบางในระยะยาว เพราะพึ่งพาผู้ซื้อจำนวนน้อย
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรก ครอบคลุม 100.0% ของมูลค่าส่งออกจริง
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–เมียนมา
เมียนมา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
| กลุ่มสินค้า (ทั้งหมวด 40) | เมียนมา (ล้าน$) | สัดส่วน | ไทย (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| วัตถุดิบยางธรรมชาติ | 535.22 | 66.1% | 5,513.33 | 27.4% |
| ยางล้อ | 0.04 | 0.0% | 7,995.65 | 39.8% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น | 273.90 | 33.8% | 6,579.91 | 32.8% |
เมื่อวางโครงสร้างสินค้าส่งออกทั้งหมวด 40 ของสองประเทศเทียบกันในปี 2567 เมียนมามีวัตถุดิบ 66.1% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 33.9% ส่วนไทยมีวัตถุดิบ 27.4% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 72.6% ไทยยังมีสัดส่วนสินค้าปลายน้ำสูงกว่าประเทศนี้ ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ทำให้มูลค่าส่งออกของไทยไม่ผูกกับราคายางดิบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบนี้จะแคบลงหากประเทศนี้ดึงการลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปเข้าไปได้ต่อเนื่อง จึงเป็นตัวชี้วัดที่ควรติดตามเป็นรายปี
วัตถุดิบ (%)ยางล้อและผลิตภัณฑ์ (%)
สัดส่วนสินค้าปลายน้ำของเมียนมาเคลื่อนจาก 31.6% ในปี 2563 เป็น 33.9% ในปี 2567 คือแทบไม่เปลี่ยน (+2.3 จุด) แปลว่าชั้นที่ประเทศนี้แข่งกับไทยยังคงเดิม ข้อสรุปในหัวข้อนี้จึงใช้ได้ต่อไปอีกระยะ และการเฝ้าระวังควรเน้นที่ปริมาณและราคามากกว่าโครงสร้าง
| พิกัด | รหัส | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| ยางธรรมชาติ | 4001 | 535.22 | 66.1% |
| ยางสังเคราะห์ | 4002 | 259.20 | 32.0% |
| เครื่องแต่งกายและถุงมือยาง | 4015 | 10.22 | 1.3% |
| หลอดและท่อยางวัลแคไนซ์ | 4009 | 3.85 | 0.5% |
| ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 4016 | 0.56 | 0.1% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–เมียนมา
เมียนมา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 7 เมื่อวัดด้วยมูลค่า
มูลค่า 535.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 361,077 ตัน ในปี 2567 คิดเป็น 10.4% ของขนาดไทย
สิบปี มูลค่าโต 300.74% ปริมาณโต 307.54%
การแยกสองด้านนี้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงมาจากด้านปริมาณ คือกำลังผลิตจริงเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปคนละแบบต่อผลกระทบที่มีต่อไทย
ราคาต่อตัน 1,482 ดอลลาร์สหรัฐ ถูกกว่าไทย 19.8%
ส่วนต่างกว้างเช่นนี้สะท้อนความต่างของชนิดและเกรดสินค้า มิใช่การตัดราคาสินค้าชนิดเดียวกัน จึงต้องเทียบเป็นรายชนิดก่อนสรุป
ตลาดทับซ้อนกับไทย 10 แห่ง คิดเป็น 98.4% ของยอดส่งออก
ทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวของประเทศนี้จึงกระทบคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง
โครงสร้างส่งออก วัตถุดิบ 66.1% ปลายน้ำ 33.9%
มิได้เป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ แต่ขึ้นมาแข่งที่ชั้นผลิตภัณฑ์ด้วย ซึ่งเป็นภัยคุกคามคนละระดับกับคู่แข่งวัตถุดิบ
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–เมียนมา
เมียนมา
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — คู่แข่งรายนี้มิได้อยู่ชั้นวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่มีฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ยางของตนเองแล้ว การประเมินว่าเป็นเพียงผู้ขายยางดิบจะทำให้มาตรการที่ออกมาไม่ตรงจุด สิ่งที่ควรทำคือติดตามการลงทุนตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์ยางในประเทศนี้เป็นรายปี และรักษาความได้เปรียบของไทยด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และมาตรฐานที่ตลาดปลายทางยอมรับ
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 19.8% ที่คู่แข่งรายนี้ขายได้ต่ำกว่าไทย ไม่ควรตอบด้วยการลดราคาตาม เพราะจะเป็นการย้ายการแข่งขันมาสู่สนามที่ตัดสินด้วยต้นทุนล้วน ๆ สิ่งที่ควรทำคือเฝ้าระวังเป็นรายตลาด โดยเฉพาะมาเลเซียซึ่งเป็นตลาดทับซ้อนที่ส่วนต่างราคากว้างที่สุด และรักษาลูกค้าด้วยความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้และคู่แข่งลอกเลียนได้ยากกว่าราคา
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ได้แก่ ปริมาณเนื้อยางที่เมียนมาส่งออกรายปี ซึ่งบอกว่ากำลังผลิตขยายจริงหรือไม่ · ส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างประเทศนี้กับไทย ซึ่งบอกว่ายังแข่งคนละเกรดอยู่หรือกำลังขยับเข้ามาเกรดเดียวกัน · และสัดส่วนสินค้าปลายน้ำในมูลค่าส่งออกของประเทศนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด เพราะการขยับจากผู้ขายวัตถุดิบเป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์ใช้เวลาหลายปี และเมื่อเห็นสัญญาณแล้วมักสายเกินกว่าจะตอบสนองได้ทัน
ตัวเลขทั้งเล่มมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน ถึงปี 2567 — แหล่งเดียวทั้งเล่ม จึงเทียบข้ามประเทศได้ตรงหน่วย · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรกต่อประเทศต่อปี ครอบคลุม 100% ของมูลค่าส่งออกจริงของเมียนมา · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิได้อยู่ในคลังข้อมูล