
การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพาราไทย–ฟิลิปปินส์
ประเทศไทย
ฟิลิปปินส์


การยางแห่งประเทศไทย
Rubber Authority of Thailand
ประเทศไทย
ฟิลิปปินส์

สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ยางพารามิใช่สินค้าเกษตรส่งออกหลักของฟิลิปปินส์เมื่อเทียบกับพืชเศรษฐกิจอื่นของประเทศ แต่มีความสำคัญสูงในเชิงพื้นที่ เนื่องจากแหล่งปลูกกระจุกตัวอยู่ทางตอนใต้บนเกาะมินดาเนาเป็นหลัก โดยเฉพาะคาบสมุทรซัมโบอังกา เขตโคตาบาโต สุลต่านกุดารัต เขตดาเวา และเกาะใกล้เคียง ซึ่งอยู่นอกแนวพายุหมุนเขตร้อนที่พัดผ่านตอนเหนือของประเทศเป็นประจำ และมีการกระจายของฝนที่เอื้อต่อการกรีด โครงสร้างการผลิตเป็นการผสมระหว่างสวนขนาดใหญ่ที่สืบทอดจากยุคสวนยางเชิงพาณิชย์เดิม กับเกษตรกรรายย่อยและสหกรณ์ที่ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นกำลังการผลิตส่วนใหญ่ในปัจจุบัน แรงงานกรีดอาศัยแรงงานในครัวเรือนและการจ้างกรีดแบบแบ่งผลผลิต ด้วยลักษณะภูมิประเทศแบบหมู่เกาะ การส่งออกต้องอาศัยท่าเรือในมินดาเนาเป็นหลัก มิได้มีเส้นทางบกเชื่อมต่อกับประเทศผู้ผลิตอื่นเหมือนผู้ส่งออกในภูมิภาคภาคพื้นทวีป
ระดับการแปรรูปในประเทศอยู่ในขั้นวัตถุดิบเป็นด้านหลัก ผลผลิตส่วนใหญ่รับซื้อในรูปยางก้อนถ้วยจากเกษตรกรรายย่อย ผ่านพ่อค้าคนกลางและจุดรวบรวม แล้วเข้าโรงงานแปรรูปเป็นยางแท่งตามมาตรฐานยางแท่งของประเทศ ขณะที่ยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้นมีการผลิตในสัดส่วนที่จำกัดกว่าโครงสร้างของยางไทยอย่างชัดเจน อีกด้านหนึ่ง ฟิลิปปินส์มีอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศอยู่พอสมควร ทั้งโรงงานยางล้อของผู้ผลิตต่างชาติที่ตั้งในเขตส่งเสริมการลงทุน ผู้ประกอบการหล่อดอกยาง อุตสาหกรรมรองเท้าและผลิตภัณฑ์ยางทั่วไป จึงมีผลผลิตส่วนหนึ่งถูกใช้ในประเทศ และปริมาณเหลือส่งออกน้อยกว่าประเทศผู้ส่งออกหลักของภูมิภาค ในด้านคุณลักษณะ ยางที่ผลิตได้อิงฐานยางก้อนถ้วยเป็นหลัก ความสม่ำเสมอของสิ่งเจือปนและความชื้นจึงแปรผันตามระบบรวบรวมและระยะเวลาเก็บวัตถุดิบ
ฟิลิปปินส์เป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 12 เมื่อวัดด้วยมูลค่า จาก 27 ประเทศที่คลังข้อมูลบันทึกไว้ในปี 2567 แต่อยู่อันดับที่ 10 เมื่อวัดด้วยปริมาณ ช่องว่างระหว่างสองอันดับนี้คือราคาต่อหน่วยที่ต่ำกว่าประเทศที่อยู่ใกล้กัน ด้วยมูลค่า 152.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 120,049 ตัน คิดเป็น 3.0% ของมูลค่าที่ไทยส่งออกในปีเดียวกัน เมื่อดูโครงสร้างสินค้าทั้งหมวด 40 พบว่ามูลค่าส่งออกของประเทศนี้เป็นยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางถึง 79.6% โดยเหลือเป็นวัตถุดิบเพียง 20.4% จึงมิได้เป็นเพียงคู่แข่งด้านวัตถุดิบ แต่แข่งกับโรงงานผลิตภัณฑ์ยางของไทยที่ปลายทางด้วย ซึ่งเป็นการแข่งขันคนละระดับกัน
เงื่อนไขที่จะเปลี่ยนภาพในระยะข้างหน้า ได้แก่ นโยบายส่งเสริมการขยายพื้นที่ปลูกในเขตที่สูงของมินดาเนา และการปลูกทดแทนต้นยางที่ล่วงอายุ ซึ่งกำหนดว่าผลผลิตจะเพิ่มได้มากเพียงใด การลงทุนจากต่างประเทศในโรงงานแปรรูปและอุตสาหกรรมยางล้อที่จะยกระดับการใช้ยางในประเทศ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนนสายรองในแหล่งปลูก ต้นทุนขนส่งระหว่างเกาะ และขีดความสามารถของท่าเรือ รวมถึงความต่อเนื่องของกระบวนการสร้างสันติภาพในเขตปกครองตนเองบางส่วน ซึ่งมีผลต่อการลงทุนระยะยาว อีกเงื่อนไขสำคัญคือระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ที่กำหนดให้พิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบถึงระดับแปลง ซึ่งเป็นภาระต่อระบบรวบรวมยางก้อนถ้วยจากรายย่อยจำนวนมาก และเชื่อมโยงกับการจำแนกประเภทที่ดินและเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ปลูกบนที่สูง
ย่อหน้าบทบาทในตลาดโลกคำนวณจากคลังข้อมูล กยท. (ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. ปี ค.ศ. 2024) ส่วนย่อหน้าอื่นเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิใช่ผลจากคลังข้อมูล และแก้ไขได้ทุกย่อหน้า
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ทุกตัวเลขในหัวข้อนี้นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001
มูลค่าส่งออก ปี 2567
152.97ล้าน$
ปริมาณ
120,049ตัน
ราคาเฉลี่ยต่อตัน
1,274$
มูลค่าส่งออก (ล้าน$)
ระหว่างปี 2558 ถึง 2567 มูลค่าส่งออกยางธรรมชาติของฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น 125.64% ขณะที่ปริมาณเพิ่มขึ้น 61.19% และราคาต่อตันเพิ่มขึ้น 40.00% การเติบโตนี้มาจากปริมาณเป็นหลัก แปลว่าประเทศนี้ขยายกำลังผลิตหรือขยายพื้นที่ปลูกได้จริง มิใช่ได้อานิสงส์จากราคาตลาดโลกที่สูงขึ้นเฉย ๆ อุปทานที่เพิ่มขึ้นในลักษณะนี้กดดันราคาที่เกษตรกรไทยได้รับโดยตรง เพราะเป็นการเพิ่มของยางในตลาดโลกที่ไม่หายไปเมื่อราคาลง
| ปี (พ.ศ.) | มูลค่า (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | ราคาต่อตัน ($) |
|---|---|---|---|
| 2558 | 67.79 | 74,479 | 910 |
| 2559 | 63.56 | 74,864 | 849 |
| 2560 | 174.81 | 136,834 | 1,278 |
| 2561 | 115.93 | 121,579 | 954 |
| 2562 | 115.02 | 126,537 | 909 |
| 2563 | 118.46 | 144,304 | 821 |
| 2564 | 196.20 | 186,402 | 1,053 |
| 2565 | 208.52 | 190,153 | 1,097 |
| 2566 | 128.64 | 126,887 | 1,014 |
| 2567 | 152.97 | 120,049 | 1,274 |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
นับเฉพาะยางธรรมชาติ พิกัด 4001 — คนละขอบเขตกับตารางหมวด 40 ในหัวข้อ 5
| ประเทศ | มูลค่าส่งออก (ล้าน$) | ปริมาณ (ตัน) | ราคาต่อตัน ($) |
|---|---|---|---|
| ประเทศไทย | 5,139.98 | 2,782,744 | 1,847 |
| ฟิลิปปินส์ | 152.97 | 120,049 | 1,274 |
| ส่วนต่าง | 3.0% ของไทย | 4.3% ของไทย | −31.0% |
ในปี 2567 ฟิลิปปินส์ขายยางธรรมชาติได้เฉลี่ยตันละ 1,274 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับไทยที่ตันละ 1,847 ดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือถูกกว่าไทย 31.0% ส่วนต่างระดับนี้มิได้อธิบายด้วยค่าขนส่งหรือค่าเงินเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนความต่างของชนิดและเกรดสินค้าที่ขาย เช่น ยางก้อนถ้วยและยางแท่งเกรดล่างเทียบกับยางแผ่นรมควันและยางแท่งที่ควบคุมคุณสมบัติ ข้อสรุปที่ตามมาคือทั้งสองประเทศมิได้แย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกันทั้งหมด ไทยแข่งในกลุ่มที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความสม่ำเสมอ ส่วนประเทศนี้แข่งในกลุ่มที่ผู้ซื้อรับความผันแปรของวัตถุดิบได้ ในด้านขนาด มูลค่าส่งออกของประเทศนี้คิดเป็น 3.0% ของไทย ซึ่งยังไม่ใหญ่พอจะขยับราคาตลาดโลกได้ด้วยตัวเอง แต่มีน้ำหนักในตลาดปลายทางเฉพาะแห่ง
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
| ปลายทาง | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน | ราคา ($/ตัน) | ไทยขายในตลาดนี้ (ล้าน$) | ราคาเทียบไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| มาเลเซีย | 101.05 | 66.06% | 1,216 | 673.34 | −36.9% |
| จีน | 15.96 | 10.43% | 1,775 | 1,461.58 | +9.2% |
| เกาหลีใต้ | 14.36 | 9.39% | 1,636 | 213.63 | −7.5% |
| อินโดนีเซีย | 10.15 | 6.64% | 857 | 13.67 | — |
| เวียดนาม | 9.66 | 6.31% | 1,516 | 132.54 | −12.1% |
| สาธารณรัฐเช็ก | 1.38 | 0.90% | 1,846 | 34.93 | — |
| สิงคโปร์ | 0.40 | 0.26% | 1,900 | — | — |
| อินเดีย | 0.01 | 0.00% | 467 | 218.60 | −76.6% |
| เบลเยียม | 0.00 | 0.00% | — | 10.34 | — |
| CHEสวิตเซอร์แลนด์ | 0.00 | 0.00% | — | — | — |
แถวที่เน้นคือตลาดที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย · ช่อง "ไทยขายในตลาดนี้" อ่านจากตารางปลายทางของไทยเองซึ่งเก็บไว้สี่สิบแห่ง ครอบคลุมราวร้อยละเก้าสิบเก้าของมูลค่าส่งออกจริงของไทย · ส่วนช่อง "ราคาเทียบไทย" ต้องใช้ปริมาณจึงคำนวณได้เฉพาะสิบสองตลาดใหญ่ที่สุดของไทย ช่องที่แสดง — ในคอลัมน์นี้จึงหมายถึงยังไม่มีข้อมูลปริมาณของไทยในตลาดนั้น มิใช่ไทยไม่ได้ขาย
ปลายทางที่ฟิลิปปินส์ส่งยางธรรมชาติไปมากที่สุดในปี 2567 คือมาเลเซีย มูลค่า 101.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 66.06% ของยอดส่งออกทั้งหมด ในบรรดาปลายทางที่ปรากฏในตาราง มี 8 แห่งที่ไทยขายยางธรรมชาติเข้าไปด้วย คิดเป็นมูลค่า 152.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 99.7% ของยอดส่งออกของประเทศนี้ สัดส่วนระดับนี้หมายความว่าทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวด้านราคาหรือปริมาณของประเทศนี้จึงส่งผลถึงคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง มิใช่การแข่งขันที่อยู่คนละตลาด ในตลาดที่ทับซ้อนกันและมีน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งในร้อยของยอดส่งออกขึ้นไป ประเทศนี้ขายได้ราคาต่ำกว่าไทยใน 3 แห่ง โดยตลาดที่ส่วนต่างกว้างที่สุดคือมาเลเซีย ต่ำกว่าไทย 36.9% ซึ่งเป็นจุดที่ไทยเสี่ยงถูกแทนที่มากที่สุดหากผู้ซื้อในตลาดนั้นให้น้ำหนักกับต้นทุน
เมื่อเทียบกับปี 2558 ปลายทางที่ฟิลิปปินส์ขยายได้มากที่สุดคืออินโดนีเซีย จาก 0.37 เป็น 10.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+2,643.2%) ส่วนปลายทางที่หดมากที่สุดคืออินเดีย จาก 4.96 เป็น 0.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (−99.8%) ทิศทางที่ต่างกันของสองปลายทางนี้บอกว่าการเติบโตของประเทศนี้มิได้กระจายทุกตลาดเท่ากัน แต่กระจุกอยู่ที่ลูกค้าบางราย ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งในระยะสั้นและความเปราะบางในระยะยาว เพราะพึ่งพาผู้ซื้อจำนวนน้อย
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรก ครอบคลุม 100.0% ของมูลค่าส่งออกจริง
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
| กลุ่มสินค้า (ทั้งหมวด 40) | ฟิลิปปินส์ (ล้าน$) | สัดส่วน | ไทย (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| วัตถุดิบยางธรรมชาติ | 159.25 | 20.4% | 5,513.33 | 27.4% |
| ยางล้อ | 489.88 | 62.6% | 7,995.65 | 39.8% |
| ผลิตภัณฑ์ยางอื่น | 133.39 | 17.0% | 6,579.91 | 32.8% |
เมื่อวางโครงสร้างสินค้าส่งออกทั้งหมวด 40 ของสองประเทศเทียบกันในปี 2567 ฟิลิปปินส์มีวัตถุดิบ 20.4% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 79.6% ส่วนไทยมีวัตถุดิบ 27.4% และยางล้อกับผลิตภัณฑ์ 72.6% ข้อเท็จจริงที่ต้องให้น้ำหนักคือประเทศนี้มีสัดส่วนสินค้าปลายน้ำสูงกว่าไทย ซึ่งหมายความว่าคู่แข่งรายนี้มิได้อยู่ชั้นวัตถุดิบอีกต่อไป แต่ขึ้นมาแข่งกับโรงงานผลิตภัณฑ์ยางของไทยแล้ว การมองประเทศนี้ว่าเป็นเพียงผู้ขายยางดิบจะทำให้ประเมินภัยคุกคามต่ำกว่าความเป็นจริง
วัตถุดิบ (%)ยางล้อและผลิตภัณฑ์ (%)
สัดส่วนสินค้าปลายน้ำของฟิลิปปินส์เคลื่อนจาก 75.0% ในปี 2563 เป็น 79.6% ในปี 2567 คือแทบไม่เปลี่ยน (+4.6 จุด) แปลว่าชั้นที่ประเทศนี้แข่งกับไทยยังคงเดิม ข้อสรุปในหัวข้อนี้จึงใช้ได้ต่อไปอีกระยะ และการเฝ้าระวังควรเน้นที่ปริมาณและราคามากกว่าโครงสร้าง
| พิกัด | รหัส | มูลค่า (ล้าน$) | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| ยางนอกชนิดอัดลม (ยางล้อ) | 4011 | 486.37 | 62.2% |
| ยางธรรมชาติ | 4001 | 152.97 | 19.5% |
| ของอื่น ๆ ทำด้วยยางวัลแคไนซ์ | 4016 | 79.71 | 10.2% |
| ยางสังเคราะห์ | 4002 | 28.57 | 3.7% |
| แผ่น แท่ง และท่อนยางวัลแคไนซ์ | 4008 | 11.10 | 1.4% |
ที่มา : ฐานข้อมูลการค้าโลก BACI (CEPII) ในคลังข้อมูล กยท. · ปี ค.ศ. 2024 (พ.ศ. 2567) · หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ผู้ส่งออกยางธรรมชาติอันดับที่ 12 เมื่อวัดด้วยมูลค่า (อันดับที่ 10 ด้วยปริมาณ)
มูลค่า 152.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 120,049 ตัน ในปี 2567 คิดเป็น 3.0% ของขนาดไทย
สิบปี มูลค่าโต 125.64% ปริมาณโต 61.19%
การแยกสองด้านนี้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงมาจากด้านปริมาณ คือกำลังผลิตจริงเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปคนละแบบต่อผลกระทบที่มีต่อไทย
ราคาต่อตัน 1,274 ดอลลาร์สหรัฐ ถูกกว่าไทย 31.0%
ส่วนต่างกว้างเช่นนี้สะท้อนความต่างของชนิดและเกรดสินค้า มิใช่การตัดราคาสินค้าชนิดเดียวกัน จึงต้องเทียบเป็นรายชนิดก่อนสรุป
ตลาดทับซ้อนกับไทย 8 แห่ง คิดเป็น 99.7% ของยอดส่งออก
ทั้งสองประเทศขายให้ลูกค้ากลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวของประเทศนี้จึงกระทบคำสั่งซื้อที่ไทยได้รับโดยตรง
โครงสร้างส่งออก วัตถุดิบ 20.4% ปลายน้ำ 79.6%
มิได้เป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ แต่ขึ้นมาแข่งที่ชั้นผลิตภัณฑ์ด้วย ซึ่งเป็นภัยคุกคามคนละระดับกับคู่แข่งวัตถุดิบ
สถานการณ์คู่แข่งส่งออกยางพารา ไทย–ฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์
ปีข้อมูล พ.ศ. 2567
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย — คู่แข่งรายนี้มิได้อยู่ชั้นวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่มีฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ยางของตนเองแล้ว การประเมินว่าเป็นเพียงผู้ขายยางดิบจะทำให้มาตรการที่ออกมาไม่ตรงจุด สิ่งที่ควรทำคือติดตามการลงทุนตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์ยางในประเทศนี้เป็นรายปี และรักษาความได้เปรียบของไทยด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และมาตรฐานที่ตลาดปลายทางยอมรับ
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ — ส่วนต่างราคา 31.0% ที่คู่แข่งรายนี้ขายได้ต่ำกว่าไทย ไม่ควรตอบด้วยการลดราคาตาม เพราะจะเป็นการย้ายการแข่งขันมาสู่สนามที่ตัดสินด้วยต้นทุนล้วน ๆ สิ่งที่ควรทำคือเฝ้าระวังเป็นรายตลาด โดยเฉพาะอินเดียซึ่งเป็นตลาดทับซ้อนที่ส่วนต่างราคากว้างที่สุด และรักษาลูกค้าด้วยความสม่ำเสมอของเกรดและความแน่นอนของการส่งมอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มให้และคู่แข่งลอกเลียนได้ยากกว่าราคา
ข้อเสนอแนะด้านการติดตาม — ตัวชี้วัดสามตัวที่วัดซ้ำได้ทุกปีจากข้อมูลชุดเดียวกับรายงานฉบับนี้ ได้แก่ ปริมาณเนื้อยางที่ฟิลิปปินส์ส่งออกรายปี ซึ่งบอกว่ากำลังผลิตขยายจริงหรือไม่ · ส่วนต่างราคาต่อตันระหว่างประเทศนี้กับไทย ซึ่งบอกว่ายังแข่งคนละเกรดอยู่หรือกำลังขยับเข้ามาเกรดเดียวกัน · และสัดส่วนสินค้าปลายน้ำในมูลค่าส่งออกของประเทศนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด เพราะการขยับจากผู้ขายวัตถุดิบเป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์ใช้เวลาหลายปี และเมื่อเห็นสัญญาณแล้วมักสายเกินกว่าจะตอบสนองได้ทัน
ตัวเลขทั้งเล่มมาจากฐานข้อมูลการค้าโลก BACI ในคลังข้อมูล กยท. หน่วยดอลลาร์สหรัฐและตัน ถึงปี 2567 — แหล่งเดียวทั้งเล่ม จึงเทียบข้ามประเทศได้ตรงหน่วย · ตารางปลายทางเก็บสิบสองอันดับแรกต่อประเทศต่อปี ครอบคลุม 100% ของมูลค่าส่งออกจริงของฟิลิปปินส์ · ส่วนภาพรวมประเทศเป็นบริบทเชิงคุณภาพที่เรียบเรียงประกอบรายงาน มิได้อยู่ในคลังข้อมูล